ในยุคที่ประเทศไทยก้าวสู่ Thailand 4.0 เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก แต่ทำไมเรายังไม่สามารถตรวจสอบสต็อกน้ำมันที่ปั๊มใกล้บ้านได้แบบเรียลไทม์? นี่คือประเด็นที่“ภาวุธ” ชี้ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง โดยนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายอย่างดุเดือดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 20.30 น. ชี้ให้เห็นปัญหาความล้าหลังของระบบราชการที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชนในยุคดิจิทัล
ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง
นายภาวุธ เปรียบเทียบว่าทุกวันนี้เราสามารถติดตามรถส่งอาหารผ่านแอปได้แบบเรียลไทม์ รู้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าปั๊มน้ำมันใกล้บ้านมีน้ำมันเหลือเท่าไร รัฐบาลเคยประกาศว่าจะพัฒนาแอปพลิเคชัน “ทเวลนาวด์” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ แต่จนปานนี้ก็ยังไม่เห็นแสงสว่าง นี่คือสัญญาณชัดเจนของระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง ที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ปัญหาหลัก 3 ประการที่นายภาวุธชี้ให้เห็น ได้แก่ 1) ประชาชนขาดข้อมูลที่โปร่งใส 2) ห่วงโซ่อุปทานมืดบอด ไม่เห็นภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และ 3) วิกฤตความเชื่อมั่นที่ประชาชนไม่เชื่อถือรัฐบาลอีกต่อไป ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมันเช่นนี้ การขาดข้อมูลทำให้เกิดความสับสนและความไม่พอใจในวงกว้าง
กระทรวงดีอี เป็นเจ้าภาพใช้เทคโนโลยีส่งข้อมูล
เพื่อแก้ปัญหา นายภาวุธเสนอแนวทางชัดเจน โดยใช้แอป “ทางรัฐ” ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนการพัฒนาแอปใหม่ซ้ำซ้อน ข้อเสนอหลักมีดังนี้
- กรมธุรกิจพลังงาน: ออกกฎระเบียบบังคับให้เอกชนรายงานสต็อกน้ำมันแบบเรียลไทม์
- กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี): เป็นเจ้าภาพหลักในการวางระบบคลาวด์ เชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแอป “ทางรัฐ” เพื่อให้ประชาชนค้นหาปั๊มที่มีน้ำมันได้ทันที
- กรมสรรพสามิต: ใช้ข้อมูลนี้ติดตามการกักตุนสินค้า
- กรมการค้าภายใน: วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อควบคุมราคาให้เป็นธรรม
ระบบแดชบอร์ดจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือแบบสำหรับหน่วยงานรัฐที่เห็นภาพรวมห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่โรงกลั่นยันปั๊มน้ำมัน และแบบสำหรับประชาชนที่เห็นเฉพาะปั๊มใกล้เคียงที่มีน้ำมันเหลือ “ผมมองว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับวิกฤตน้ำมัน แต่กำลังต่อสู้กับความล้าหลังของระบบราชการไทยที่ยังทำงานแบบเดิม” นายภาวุธกล่าวอย่างหนักแน่น
Thailand 4.0 กับความจริงของระบบราชการ
ประเทศไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0 เน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม แต่ระบบราชการกลับติดกับดักกระบวนทัศน์เก่า ไม่ยอมปรับตัวรับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ไม่ว่าจะเป็น AI Cloud Computing หรือ Big Data ที่สามารถแก้ปัญหา supply chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ใช้แอป ONE.MAP แสดงข้อมูลน้ำมันและสินค้าจำเป็นแบบเรียลไทม์ หรือจีนที่ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสินค้าอาหารทั้งห่วงโซ่ ไทยเราก็ทำได้หากรัฐบาลกล้าปรับเปลี่ยน
การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่เพียงแก้ปัญหาน้ำมัน แต่ยังสร้างความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มความเชื่อมั่นจากประชาชน ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การมีข้อมูลในมือประชาชนคือพลังที่แท้จริง
ประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจและสังคม
หากนำข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติ จะช่วยลดปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน ป้องกันการกักตุน และทำให้ราคาน้ำมันเป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโมเดลสำหรับปัญหาอื่นๆ เช่น สต็อกข้าว สต็อกเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่ยารักษาโรค ระบบราชการที่ล้าหลังกำลังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ หากไม่เปลี่ยน ไทยจะตามโลกไม่ทัน
สุดท้าย ข้อเสนอของนายภาวุธไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นไปได้ทันที รัฐบาลควรเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!
ที่มา – “ภาวุธ” ชี้ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง เสนอกระทรวงดีอี เป็นเจ้าภาพใช้เทคโนโลยีส่งข้อมูล


