คณะแพทยศาสตร์ มธ. แถลงผลตรวจสอบ การร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ 'แพทย์ประจำบ้าน'

มธ. แถลงผลสอบ! ปมร้องเรียนแพทย์ประจำบ้าน

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ แพทย์ประจำบ้าน และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงประเด็นด้านจริยธรรมในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ คณะแพทยศาสตร์ มธ. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงประเด็นที่มีการเผยแพร่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของอาจารย์แพทย์ต่อ แพทย์ประจำบ้าน โดยยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และไม่ได้ละเลยต่อเรื่องดังกล่าว แต่ได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

คณะแพทยศาสตร์ มธ. แถลงผลตรวจสอบ การร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ “แพทย์ประจำบ้าน”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก med.tu ได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เรื่อง “ผลการดำเนินการของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ต่อเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นตามสื่อออนไลน์”

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุถึงความคืบหน้าในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน ประเด็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และประเด็นด้านจริยธรรมในการรักษาผู้ป่วย โดยคณะฯ ได้กำหนดมาตรการชั่วคราวระหว่างการดำเนินการ และยืนยันจุดยืนร่วมกัน

ในส่วนของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่า พฤติการณ์ใช้ความรุนแรงต่อ แพทย์ประจำบ้าน มีมูลที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีมติเอกฉันท์ให้สรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมพยานหลักฐาน เสนอต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

มาตรการชั่วคราวและระยะยาวเพื่อคุ้มครองแพทย์ประจำบ้าน

ในระหว่างการดำเนินการของมหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวในการจำกัดการปฏิบัติหน้าที่การสอน การฝึกอบรม และการประเมินผลแพทย์ประจำบ้านของอาจารย์แพทย์ที่ถูกร้องเรียน เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังได้กำหนดมาตรการระยะยาว โดยจัดทำและทบทวน Code of Conduct พร้อมทั้งเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้แพทย์ประจำบ้าน นักศึกษา และบุคลากร สามารถเข้าถึงช่องทางการร้องเรียนได้อย่างทั่วถึง เป็นระบบ และมีความปลอดภัย เพื่อป้องกันและจัดการกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในอนาคต

ในส่วนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จากการตรวจสอบพยานหลักฐานในกรณีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและประเด็นด้านจริยธรรมในการรักษาผู้ป่วย คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องเรียนมีมูลที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีมติเอกฉันท์ให้สรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมพยานหลักฐาน เสนอต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวในการจำกัดการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยของอาจารย์แพทย์ โดยให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจรักษาและผ่าตัดผู้ป่วยเป็นการชั่วคราว รวมถึงระงับการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจผู้ป่วยนอก (OPD) การรับผู้ป่วยใหม่ และการทำหัตถการผ่าตัดทุกประเภท ทั้งในเวลาราชการและนอกเวลาราชการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมตามมาตรฐานวิชาชีพ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ตระหนักถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ดังกล่าว และให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้และการปฏิบัติงานของแพทย์ประจำบ้าน นักศึกษา และบุคลากรทุกคน พฤติกรรมรุนแรงหรือการกระทำใดๆ ที่บั่นทอนความปลอดภัยและความไว้วางใจในระบบการฝึกอบรมทางการแพทย์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

คณะฯ ย้ำถึงความยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน การไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรูปแบบ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติงานอย่างมีศักดิ์ศรีสำหรับนักศึกษา แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรทุกคน ตลอดจนการรักษาพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว

การดำเนินการอย่างจริงจังของคณะแพทยศาสตร์ มธ. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบการศึกษาและการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน หวังว่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสถาบันอื่นๆ ในการจัดการปัญหาที่คล้ายคลึงกัน

ที่มา – คณะแพทยศาสตร์ มธ. แถลงผลตรวจสอบ การร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ “แพทย์ประจำบ้าน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: