จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สร้างความสูญเสียให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารพราน ล่าสุดเกิดกระแสสังคมถกเถียงกันอย่างหนัก เมื่อมีการประกาศจากทางเสนาธิการทหารบกเกี่ยวกับการเปลี่ยนยุทธวิธีให้ทหารเป็น รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็นผู้ล่า มือสังหารทหารพราน นราธิวาส ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงความเหมาะสมและแนวทางแก้ปัญหาในอนาคต
มุมมอง รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็นผู้ล่า
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ตนได้มีโอกาสหารือกับ ผบ.ทบ. ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเน้นย้ำเรื่องความตื่นตัวในการป้องกัน แต่ในประเด็นการที่เสนาธิการทหารบกประกาศจะเป็น ”ผู้ล่า” นั้น ท่านได้ชี้แจงว่า รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็นผู้ล่า เพราะการมองว่าคนไทยที่มีความเห็นแตกต่างกันเป็นศัตรูที่ต้องไล่ล่านั้นอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด
ทำไมต้องเน้นการพูดคุยมากกว่าการใช้กำลัง?
- เรามีคณะพูดคุยสันติสุขเป็นกลไกหลัก
- การใช้ความรุนแรงอาจนำไปสู่ผลกระทบที่บานปลาย
- ต้องอาศัยความร่วมมือจาก กอ.รมน.ภาค 4 สน. และ ศอ.บต.
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า เรามีเครื่องมือทางสันติวิธีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการเข้าไปจัดการกับข้อบกพร่องของระบบงานมากกว่าการประกาศสงครามไล่ล่าคนในชาติเดียวกัน นอกจากนี้ ในส่วนของกระแสข่าวเรื่องการปรับย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 นั้น พล.ท.อดุลย์ ได้เบรกทันทีว่าอย่าเพิ่งดึงเรื่องการเมืองหรือเก้าอี้โยกย้ายเข้ามาเกี่ยวข้องในสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงานอย่างหนักเช่นนี้
ในมุมมองของเรา สันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดจากการไล่ล่าด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างความไว้วางใจและการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง การที่ฝ่ายความมั่นคงหันมาทบทวนการใช้คำและแนวคิดในการสื่อสารนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความขัดแย้งในสังคมไทยครับ
ที่มา – รมว.กลาโหม วอนอย่าเรียกไล่ล่า หลัง เสธ.ทบ. ประกาศจะเป็น “ผู้ล่า” มือสังหารทหารพราน นราธิวาส


