เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มใจคอไม่ดีเมื่อได้ยินข่าวว่า ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ ซึ่งสถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดงครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงอีกรอบ หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานเกินเพดาน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาส่งผลกระทะต่อตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงาน ความกังวลเรื่องอุปทานที่อาจขาดแคลนทำให้เหล่านักลงทุนตื่นตัวและขยับราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 6% ภายในเวลาอันรวดเร็ว
ผลกระทบเมื่อราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ
ความผันผวนของราคาพลังงานไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ราคาน้ำมันดิบเท่านั้น เพราะเมื่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งพุ่งสูงขึ้น ผลกระทบจะตามมาเป็นโดมิโน ดังนี้:
- ค่าขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันแพงขึ้นตามไปด้วย
- อัตราเงินเฟ้อในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลก
- ค่าครองชีพของประชาชนในครัวเรือนจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับตัวตามกลไกตลาดโลก
สถานการณ์นี้ยังซ้ำเติมด้วยความล้มเหลวของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าความหวังที่จะเห็นราคาน้ำมันลดลงในระยะสั้นนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก หากไม่มีการแก้ปัญหาความขัดแย้งในเชิงนโยบายอย่างจริงจังจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ในมุมมองของผู้เขียน สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน เราจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนพลังงานที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคควรวางแผนการใช้จ่ายและบริหารจัดการพลังงานในครัวเรือนอย่างรัดกุมที่สุด เพราะดูเหมือนว่าลมหายใจของเศรษฐกิจโลกในตอนนี้จะขึ้นอยู่กับความสงบในพื้นที่ทะเลแดงเป็นสำคัญครับ
ที่มา – ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ


