เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้าลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบราชการให้มีความกระชับและทันสมัยมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศให้เหลือเพียง 30% ในระยะยาว เพื่อนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในการพัฒนาและลงทุนในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น
ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา
การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาครัฐ โดยสำนักงาน ก.พ. และ ก.พ.ร. ได้วางมาตรการที่ชัดเจนในการตรึงอัตรากำลังและยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น การลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา จะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ กลับมาทบทวนภารกิจของตนเองว่าสิ่งใดสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนหรือลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนลงได้
ก้าวสำคัญสู่การปฏิรูประบบบริหารราชการ
สำหรับแนวทางหลักในการปฏิรูปประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ ได้แก่:
- การตรึงอัตรากำลังปัจจุบันให้เป็นเพดานสูงสุด
- การยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็นโดยไม่กระทบต่อผู้ดำรงตำแหน่งเดิม
- การยุบเลิกสายงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก
- การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริการประชาชนอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ในส่วนของหน่วยงานส่วนกลางที่ไปจัดตั้งในภูมิภาค จะมีการยุติการขยายตัวและทยอยปรับลดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการสาธารณะแก่พี่น้องประชาชน การตัดสินใจลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา ในครั้งนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า หากไม่ทำตั้งแต่วันนี้ ภาระทางงบประมาณจะกลายเป็นปัญหาหนักสำหรับอนาคตของลูกหลาน การปรับเปลี่ยนจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
ในอนาคตอันใกล้ เราอาจเห็นรูปแบบการทำงานของราชการที่เปลี่ยนจากบทบาทผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น การลดสัดส่วนงบประจำให้เหลือ 30% จึงเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศไทยในยุคดิจิทัล การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการทิ้งงานบริการ แต่เป็นการทำให้งานบริการนั้นมีต้นทุนที่คุ้มค่าและรวดเร็วทันสมัยกว่าเดิมนั่นเองครับ
ที่มา – ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ลดกว่า 30,000 อัตรา ตั้งเป้าระยะยาวหั่นงบประจำเหลือ 30%




