“วัชระ” ร้องผู้ตรวจฯ ฟันอาญา กกต. กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ได้รับความสนใจ หลังนายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการดำเนินคดีเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567
สาระสำคัญของคำร้องคือ ผู้ร้องตั้งข้อสังเกตว่า กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 ราย จากจำนวนทั้งหมด 229 รายที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 รวบรวมพยานหลักฐานไว้ ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาอีก 152 รายไม่ได้ถูกยื่นคำร้องต่อศาลตามแนวทางเดียวกัน จึงเกิดคำถามถึงเหตุผล หลักเกณฑ์ และความชอบด้วยกฎหมายของการแบ่งผู้ถูกกล่าวหาออกเป็นสองกลุ่ม
“วัชระ” ร้องผู้ตรวจฯ ฟันอาญา กกต.
นายวัชระระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึงอาจเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือบุคคลบางรายไม่ให้ต้องรับโทษตามมาตรา 200 อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดจะต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมาย โดยผู้ที่ถูกกล่าวหายังมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี แต่ยังครอบคลุมถึงคุณภาพของพยานหลักฐานและเหตุผลในการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะคดีเลือก สว. มีความเชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตย หากมีการกล่าวหาว่าผู้สมัครหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำผิด ก็ควรมีมาตรฐานการตรวจสอบที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้
“วัชระ” ร้องผู้ตรวจฯ ฟันอาญา กกต. ขอเปิดสำนวนตรวจสอบ
ในคำร้อง นายวัชระขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเรียกเอกสารสำคัญจาก กกต. มาตรวจสอบ โดยเฉพาะสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 เอกสารจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ตลอดจนความเห็นของผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ กกต. และมติที่เกี่ยวข้องกับการไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
นายวัชระกล่าวถึงพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนว่า ประกอบด้วยผังความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัครกับหัวคะแนนทางการเมือง โพยสั่งการลงคะแนน เส้นทางการเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิด และคลิปวิดีโอ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบางรายกับสมาชิกวุฒิสภาหลายคน ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่
ข้อเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนความต้องการให้หน่วยงานอิสระเปิดเผยเหตุผลในการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อจำนวนผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ได้ถูกยื่นฟ้องมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายชื่อทั้งหมด การชี้แจงต่อสังคมจึงควรครอบคลุมทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และหลักฐานที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติหรือใช้มาตรฐานที่แตกต่างกัน
ประเด็นกฎหมายและความโปร่งใสที่ต้องติดตาม
คดีนี้มีประเด็นทางกฎหมายหลายส่วนที่สังคมควรติดตามอย่างใกล้ชิด ประการแรกคือการพิจารณาว่า การไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกากับผู้ถูกกล่าวหาบางรายมีเหตุผลทางกฎหมายที่เพียงพอหรือไม่ ประการที่สองคือความครบถ้วนของกระบวนการรวบรวมและประเมินพยานหลักฐาน และประการที่สามคือการตรวจสอบว่าการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักความเป็นกลางเพียงใด
- ความเสมอภาค: ผู้ถูกกล่าวหาทุกรายควรได้รับการพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน
- ความโปร่งใส: หน่วยงานควรชี้แจงเหตุผลและขั้นตอนการตัดสินใจให้ตรวจสอบได้
- สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา: ทุกฝ่ายควรได้รับโอกาสแสดงพยานหลักฐานและต่อสู้ข้อกล่าวหา
- ความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ: การใช้อำนาจควรมีเอกสารรองรับและสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำผิดหลายกรรมและจำนวนกรรมที่แตกต่างกันนั้น จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและหน่วยงานผู้มีอำนาจเป็นผู้วินิจฉัยจากข้อเท็จจริงในสำนวน ไม่ควรสรุปว่าบุคคลใดมีความผิดก่อนที่กระบวนการสอบสวนและการพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้น การนำเสนอข่าวจึงควรใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง และแยกให้ชัดเจนระหว่างข้อกล่าวหา ความเห็นของผู้ร้อง และข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้ว
หลังจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณาว่าคำร้องมีมูลเพียงพอให้เรียกเอกสารหรือขอคำชี้แจงจาก กกต. หรือไม่ หากพบประเด็นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ก็อาจดำเนินการตามขั้นตอนและพิจารณาส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไป ขณะเดียวกัน กกต. ย่อมมีโอกาสชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินคดีและการไม่ยื่นคำร้องต่อศาลในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาอีก 152 ราย
“วัชระ” ร้องผู้ตรวจฯ ฟันอาญา กกต. จึงเป็นข่าวที่ควรติดตามจากเอกสารและผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการมากกว่าการคาดเดา เพราะผลลัพธ์ของเรื่องนี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือก สว. และการทำงานขององค์กรอิสระในระยะยาว ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมใช้วิจารณญาณก่อนสรุปว่าฝ่ายใดมีความผิด
ท้ายที่สุด ความโปร่งใสและความรวดเร็วต้องเดินไปพร้อมกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบโดยไม่ลดทอนสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และเปิดเผยเหตุผลตามขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต เพื่อให้สังคมเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมสามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง
ที่มา – “วัชระ” ร้องผู้ตรวจฯ ฟันอาญา กกต. แฉอุ้มเครือข่ายฮั้ว สว. ชง ป.ป.ช. เชือดยกพวง




