กมธ.สาธารณสุขเพิ่มตัวแทนในบอร์ด Data Center กลายเป็นข้อเสนอสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจ หลังคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขแสดงความกังวลว่า การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม หากยังไม่มีหน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการกำกับดูแลอย่างจริงจัง
ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้รองรับระบบธนาคาร หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริการดิจิทัลจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างและการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลต้องใช้ไฟฟ้า น้ำมัน น้ำ และระบบระบายความร้อนในปริมาณสูง จึงอาจทำให้เกิดความร้อน เสียงดัง มลพิษ และความเสี่ยงต่อชุมชนโดยรอบได้ หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
กมธ.สาธารณสุขเพิ่มตัวแทนในบอร์ด Data Center เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเสนอให้รัฐบาลเพิ่มผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center โดยตำแหน่งที่เสนอ ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การพิจารณาโครงการศูนย์ข้อมูลไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการลงทุน เทคโนโลยี หรือพลังงาน แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนควบคู่กันไปด้วย
นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมี Data Center จำนวนมาก ทั้งโครงการที่เปิดใช้งานแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการขออนุญาต โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่มีโครงการกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ บางแห่งตั้งอยู่ภายในอาคารของธนาคาร รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานรัฐ ขณะที่บางโครงการเป็นศูนย์ข้อมูลแบบแยกพื้นที่ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อชุมชนมากกว่า
กมธ.สาธารณสุขเพิ่มตัวแทนในบอร์ด Data Center พร้อมผลักดัน HIA
อีกประเด็นที่คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญคือ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นข้อบังคับสำหรับ Data Center ทุกโครงการ แม้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 11 จะเปิดช่องให้ประชาชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอให้มีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพได้
HIA มีความสำคัญเพราะช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการและภาครัฐเห็นภาพผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลต่อคุณภาพอากาศ ระดับเสียง อุณหภูมิในพื้นที่ การใช้ทรัพยากร ความปลอดภัยจากระบบไฟฟ้าและเชื้อเพลิง รวมถึงผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ก่อสร้าง
ในมุมของประชาชน การทำ HIA ยังเป็นช่องทางให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูล แสดงความคิดเห็น และเสนอข้อกังวลก่อนที่โครงการจะเริ่มดำเนินการจริง การมีข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการกับชุมชน และทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเดินหน้าได้อย่างสมดุลมากขึ้น
ช่องว่างกฎหมายทำให้การกำกับ Data Center ยังไม่ชัดเจน
หนึ่งในปัญหาหลักคือกฎหมายไทยยังไม่มีคำนิยามของ Data Center อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ส่งผลให้บางโครงการอาจยื่นขออนุญาตในลักษณะคลังสินค้า หรือใช้ประเภทอาคารอื่นที่มีอยู่แล้วมารองรับ ทั้งที่รูปแบบการใช้งานจริงมีความแตกต่างกันอย่างมาก ศูนย์ข้อมูลต้องติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรอง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์จำนวนมาก จึงควรมีหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับการออกแบบและตรวจสอบ
นอกจากนี้ ผังเมืองในปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ใดเหมาะสมกับการก่อสร้าง Data Center การนำโครงการขนาดใหญ่เข้ามาอยู่ในเขตชุมชนอาจเพิ่มภาระให้กับระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ถนน และการจัดการฉุกเฉิน ดังนั้น การปรับปรุงผังเมืองจึงควรพิจารณาความหนาแน่นของประชากร ระยะห่างจากบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่สาธารณะร่วมด้วย
ประเด็นเรื่องความร้อนก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการตรวจสอบน้ำ อากาศ และเสียง แต่ยังไม่มีมาตรฐานกลางที่ชัดเจนในการวัดผลกระทบจากความร้อนของศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะโครงการที่มีเครื่องจักรทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง หากไม่มีเกณฑ์วัดอุณหภูมิ การระบายความร้อน และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงสะสมในระยะยาว
มาตรการตรวจสอบที่ควรมีสำหรับ Data Center
กรุงเทพมหานครได้จัดทำรายการตรวจสอบเพื่อใช้กำกับโครงการในพื้นที่ โดยครอบคลุมหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ควรพัฒนาให้มีรายละเอียดเฉพาะสำหรับ Data Center มากขึ้น
- มาตรฐานอาคาร: ตรวจสอบโครงสร้าง ใบรับรอง และมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรม
- การใช้ทรัพยากร: กำกับการใช้น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และเชื้อเพลิงสำรองให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
- ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม: ตรวจวัดมลพิษทางน้ำ อากาศ เสียง ความร้อน และความเสี่ยงที่อาจเกิดกับคนในชุมชน
- การป้องกันอัคคีภัย: ตรวจสอบระบบดับเพลิง ระบบแจ้งเตือน และการจัดเก็บเชื้อเพลิงให้ได้มาตรฐาน
- การซ้อมอพยพ: จัดทำแผนฉุกเฉินและซ้อมอพยพอย่างสม่ำเสมอ โดยประสานงานกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น
- การเปิดเผยข้อมูล: สื่อสารข้อมูลโครงการ ผลตรวจวัด และมาตรการป้องกันให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการจึงไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี หรือไม่ต้องการให้ประเทศไทยมีศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่ต้องการให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ การมีผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขร่วมอยู่ในคณะกรรมการจะช่วยเติมมุมมองที่อาจถูกมองข้าม และทำให้การตัดสินใจมีข้อมูลรอบด้านยิ่งขึ้น
ในระยะต่อไป รัฐบาลควรเร่งกำหนดนิยาม Data Center แก้ไขกฎหมายควบคุมอาคาร และจัดทำหลักเกณฑ์ HIA สำหรับโครงการที่มีขนาดใหญ่หรืออยู่ใกล้ชุมชน ควรกำหนดบทบาทของหน่วยงานรัฐให้ชัดเจน รวมถึงวางระบบติดตามผลกระทบหลังโครงการเปิดดำเนินงานแล้ว ไม่ใช่ตรวจสอบเฉพาะช่วงขออนุญาตเท่านั้น
สำหรับประชาชน การติดตามข้อมูลและการมีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นเรื่องสำคัญ หากพบข้อกังวลเกี่ยวกับเสียง ความร้อน มลพิษ หรือความปลอดภัย ควรแจ้งต่อหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะการพัฒนา Data Center ที่ดีควรเดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
โดยสรุป กมธ.สาธารณสุขเพิ่มตัวแทนในบอร์ด Data Center เป็นข้อเสนอที่สะท้อนว่าประเทศไทยต้องวางสมดุลระหว่างเศรษฐกิจดิจิทัลกับสุขภาพของประชาชน การผลักดัน HIA และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยีจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งชุมชน นักลงทุน และภาครัฐ หากทุกฝ่ายร่วมกันกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน Data Center ก็จะสามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน
ที่มา – กมธ.สาธารณสุข ชงรัฐบาล เพิ่มตัวแทนด้าน “สาธารณสุข” ในบอร์ด Data Center

