ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องขอวินิจฉัย ปมปลัดกระทรวงการคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ เหตุผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องตาม รธน. มาตรา 213
วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นางสาวรัชชร วิไลสกุลยศ ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกร้อง ซึ่งกำหนดนโยบายโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ให้ประชาชนได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า และให้กรมสรรพากรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยการนำกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) มาบังคับใช้ในโครงการลดหย่อนภาษี ไม่เป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียภาษีฐานล่างได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เป็นการเอื้อประโยชน์ทางภาษีให้แก่ผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 มาตรา 27 และ มาตรา 62 โดยศาลฯเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้ถูกร้องต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213
ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ
สรุปข่าวสำคัญ: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดเก็บภาษีของปลัดกระทรวงการคลัง โดยอ้างเหตุผลว่าผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งถึงที่สุดแล้วในเรื่องนี้
ทำความเข้าใจประเด็น ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ
ประเด็นหลักของเรื่องนี้อยู่ที่การตีความและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้ร้องเห็นว่านโยบายของปลัดกระทรวงการคลังเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในเรื่องนี้แล้ว ผู้ร้องจึงไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยนี้คือ การที่นโยบายการจัดเก็บภาษีที่ถูกร้องเรียนยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป และอาจส่งผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในกลุ่มต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินว่านโยบายดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพียงแต่เป็นการตัดสินว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้
สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ควรทำคือการติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บภาษีอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองในฐานะผู้เสียภาษี และหากเห็นว่านโยบายใดไม่เป็นธรรม ก็สามารถใช้ช่องทางอื่น ๆ ในการร้องเรียนหรือเรียกร้องให้มีการแก้ไขได้
นอกจากนี้ การทำความเข้าใจกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินและเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
การที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบบการเมืองการปกครอง และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม และยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถใช้ในการเรียกร้องความเป็นธรรมได้
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถศึกษาได้จากเอกสารคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และบทวิเคราะห์ของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด
ที่มา – ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ


