กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง เมื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่ม “ทวงคืนประเทศไทย” พร้อมด้วยมวลชน ได้เคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์โดยการไปรวมตัวกันที่หน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตอิสราเอล เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา “สนธิ” บุกสถานทูตอิสราเอล จี้แก้ทุนต่างชาติครอบงำอสังหาฯ อย่างจริงจัง โดยระบุว่าปัญหาเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติ
สถานการณ์ล่าสุด: “สนธิ” บุกสถานทูตอิสราเอล จี้แก้ทุนต่างชาติครอบงำอสังหาฯ
การรวมตัวครั้งนี้นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และเครือข่ายภาคประชาชน โดยมีเป้าหมายหลักคือการยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและสถานทูตอิสราเอล เข้ามาตรวจสอบและจัดการกับปัญหาทุนต่างชาติที่เข้ามาครอบครองอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ทำลายโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
เหตุผลที่ปฏิเสธการพบทูตฯ แบบส่วนตัว
ในระหว่างการชุมนุม นายสนธิได้เปิดเผยว่าทางสถานทูตฯ ได้เสนอให้เข้าพบเป็นการส่วนตัว แต่เขาได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากย้ำชัดว่าการมาครั้งนี้เป็นการกระทำในนามของประชาชนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว จึงต้องการให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ใช่การเจรจาหลังไมค์ “สนธิ” บุกสถานทูตอิสราเอล จี้แก้ทุนต่างชาติครอบงำอสังหาฯ เพื่อส่งสัญญาณไปถึงหน่วยงานรัฐให้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน
ประเด็นที่กลุ่มผู้ชุมนุมหยิบยกมานำเสนอ ได้แก่:
- ปัญหาการใช้ช่องว่างทางกฎหมายของนักท่องเที่ยวแอบแฝงทำธุรกิจ
- การครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยใช้นอมินี
- พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ไม่เคารพวัฒนธรรมและกฎหมายไทย
- ผลกระทบจากนโยบายฟรีวีซ่าที่ขาดการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ
ทางด้าน “ทราย สมุทร” ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้แสดงความกังวลว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการถูกอาณานิคมในรูปแบบใหม่ผ่านภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนที่ไร้การควบคุม ซึ่งหากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ ก็อาจจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงของชาติในอนาคต
นายสนธิยังได้ทิ้งท้ายว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเท่านั้น โดยหลังจากนี้เตรียมจะเดินสายปราศรัยในหลายจังหวัด และเตรียมไปยื่นหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง “จีนเทา” ต่อไป เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการจับตาคดีสำคัญอย่างการฮั้วเลือก สว. ที่อาจกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการรวมตัวของมวลชนครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งหากผลการตัดสินไม่เป็นธรรม
ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาเรียกร้องของภาคประชาชนครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลควรมองข้ามไม่ได้ เพราะปัญหาเรื่องอธิปไตยทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและความรู้สึกของคนในชาติ การเปิดใจรับฟังและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย คือทางออกเดียวที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมาได้
ที่มา – “สนธิ” บุกสถานทูตอิสราเอล จี้แก้ทุนต่างชาติครอบงำอสังหาฯ ปฏิเสธพบทูตฯ แบบส่วนตัว





