ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐอเมริกาผลักดันอย่างหนัก โดยชี้ว่ามันเอนเอียงเข้าข้างอิสราเอลอย่างชัดเจน ล่าสุดกลุ่มฮามาสยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาเฟส 2 จนกว่าอิสราเอลจะทำตามข้อตกลงเฟสแรกครบถ้วน สถานการณ์ในกาซายังคงตึงเครียด สร้างความกังวลให้กับนานาชาติที่ติดตามการเจรจาสันติภาพอย่างใกล้ชิด
ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน
ตามรายงานของ BBC เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 กลุ่มฮามาสได้แจ้งปฏิเสธแผนปลดอาวุธในกาซาที่เสนอโดยนายนิโคไล มลาเดนอฟ ผู้แทนพิเศษด้านกาซาของคณะกรรมการสันติภาพที่นำโดยสหรัฐอเมริกา แผนดังกล่าวกำหนดให้ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่นๆ ต้องปลดอาวุธทั้งหมด เพื่อแลกกับการเริ่มฟื้นฟูพื้นที่กาซาหลังสงครามทันที อย่างไรก็ตาม ฮามาสมองว่าแผนนี้ไม่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ให้อิสราเอลมากเกินไป
แหล่งข่าวจากฮามาสระบุว่า พวกเขาจะไม่ยอมรับการปลดอาวุธแบบ односторонний หรือฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงใหญ่ที่ครอบคลุมสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง นอกจากนี้ ฮามาสยังย้ำจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เจรจาเฟส 2 จนกว่าจะมีเงื่อนไขครบถ้วนจากเฟส 1
เงื่อนไขสำคัญก่อนฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา และเจรจาเฟส 2
ก่อนเข้าสู่การเจรจาระยะที่ 2 ฮามาสเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการละเมิดข้อตกลงทั้งหมด หยุดโจมตี และแก้ปัญหาความอดอยากในกาซาอย่างสิ้นเชิง โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้
- ถอนกองทัพอิสราเอลออกจากกาซาทั้งหมด
- เปิดจุดผ่านแดนราฟาห์เต็มรูปแบบ
- อนุญาตให้ความช่วยเหลือมนุษธรรมและสินค้าจำเป็นเข้าสู่กาซาโดยไม่มีข้อจำกัด
- เริ่มฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำสะอาด
- ปฏิบัติตามข้อตกลงเฟส 1 อย่างครบถ้วน ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวประกันและนักโทษ
ด้านอิสราเอลยืนกรานว่าจะไม่เจรจาเฟสต่อไป หากฮามาสไม่ยอมปลดอาวุธ ส่งผลให้การพูดคุยหยุดชะงัก สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเฟส 1 ของแผนสันติภาพที่อ้างอิงจากแนวคิดทรัมป์ ซึ่งประสบความสำเร็จบางส่วน โดยยุติการสู้รบชั่วคราว ปล่อยประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด แลกกับนักโทษปาเลสไตน์ และถอนกำลังบางส่วน
บริบทความขัดแย้งกาซา-อิสราเอล
ความขัดแย้งรอบล่าสุดปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2566 เมื่อฮามาสโจมตีอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ราย และจับตัวประกัน 251 คน จากนั้นกองทัพอิสราเอลตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทนีที่รุนแรง คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ในกาซากว่า 72,330 ราย ตามข้อมูลหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่น ปัจจุบันกาซาตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ขาดแคลนอาหาร น้ำ และยารักษาโรค
การเจรจาเฟส 2 มีเป้าหมายยุติสงครามถาวร ถอนทหารทั้งหมด และปลดอาวุธฮามาส แต่ความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ผู้ไกล่เกลี่ยจากตะวันออกกลางและสหรัฐฯ พยายามหาทางออก แต่ฮามาสมองว่าสหรัฐฯ ขาดความเป็นกลาง เนื่องจากเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอล
นอกจากนี้ แผนปลดอาวุธยังถูกวิจารณ์จากนักวิเคราะห์ว่า อาจทำให้ปาเลสไตน์อ่อนแอโดยไม่ได้รับการรับประกันความมั่นคงจากอิสราเอล ในอดีต การเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางมักล้มเหลวเพราะขาดข้อตกลงที่ยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าต้องมีบทบาทจากนานาชาติที่เป็นกลางมากขึ้น เช่น สหประชาชาติหรือสหภาพอาหรับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ผลกระทบหากฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา
หากการเจรจายืดเยื้อ ชาวกาซาจะได้รับผลกระทบหนักสุด วิกฤตมนุษธรรมอาจเลวร้ายลง ส่งผลให้เกิดกระแสอพยพครั้งใหญ่และความไม่มั่นคงในภูมิภาค การตัดสินใจของฮามาสครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันอิสราเอลให้ยอมรับเงื่อนไข แต่ก็เสี่ยงทำให้เสียโอกาสฟื้นฟู
ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษ การปลดอาวุธต้องมาพร้อมการรับประกันความปลอดภัยและรัฐปาเลสไตน์ที่แท้จริง มิเช่นนั้นจะไม่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของฮามาส? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ
ที่มา – ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2
