เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากรัฐสภาเมียนมาประกาศเริ่มกระบวนการสรรหาผู้นำคนใหม่ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด
เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน
เจ้าหน้าที่รัฐสภาเมียนมาได้ประกาศผ่านสื่อรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่ากระบวนการคัดเลือกประธานาธิบดีคนใหม่จะเริ่มต้นในวันที่ 30 มีนาคม 2569 นี้ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เต็มไปด้วยข้อครหาและการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด
ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนจากกองทัพ จะเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสภาละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 3 ชื่อ จากนั้นจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนลงมติเลือก 1 คนเป็นประธานาธิบดี และอีก 2 คนเป็นรองประธานาธิบดี
คาดการณ์พลเอกมิน อ่อง หล่ายก้าวสู่อำนาจพลเรือน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารเมื่อปี 2564 จะเป็นผู้ได้รับเลือก โดยนายถิ่น จ่อ เอ นักวิเคราะห์อิสระในประเทศไทย ระบุว่า พลเอกมิน อ่อง หล่ายน่าจะลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดก่อนวันดังกล่าว เนื่องจากรัฐธรรมนูญห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาจึงต้องเปลี่ยนสถานะเป็นพลเรือนเพื่อให้ครบคุณสมบัติ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าไม่ใช่การปฏิรูปสู่ประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงการ “เปลี่ยนชุดจากเครื่องแบบทหารเป็นชุดพลเรือน” เท่านั้น กองทัพและพรรค USDP ยังคงครองอำนาจเบ็ดเสร็จ
- กระบวนการเลือกประธานาธิบดี: วุฒิสภาเสนอ 1 ชื่อ, สภาผู้แทนราษฎรเสนอ 1 ชื่อ, กองทัพเสนอ 1 ชื่อ
- ตรวจสอบคุณสมบัติ: ต้องเป็นพลเรือน ไม่ใช่ข้าราชการทหาร
- ลงมติ: รัฐสภาลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี 1 คน
- ผลลัพธ์ที่คาด: มิน อ่อง หล่ายชนะขาด
เมียนมาเผชิญวิกฤตหนักตั้งแต่รัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่กองทัพโค่นล้มรัฐบาลนางออง ซาน ซู จี ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่โต ก่อนลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านกองทัพแห่งชาติ (NUG) และกองทัพชาติคะเรน (KNU) สถานการณ์ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านคน
สำหรับไทยและอาเซียน สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องความมั่นคงชายแดน ผู้ลี้ภัยเมียนมาไหลทะลักเข้าประเทศไทยกว่า 2 แสนคน ขณะที่เศรษฐกิจเมียนมาพังทลาย GDP หดตัวกว่า 18% ในปี 2565
นอกจากนี้ การเลือกประธานาธิบดีครั้งนี้อาจช่วยให้เมียนมาได้รับการยอมรับจากนานาชาติบ้าง แต่สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงคว่ำบาตรกองทัพต่อไป
เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองพิจารณาปัจจัยที่ทำให้มิน อ่อง หล่ายมีโอกาสสูง:
- การควบคุมรัฐสภาโดยพรรค USDP
- อิทธิพลกองทัพที่แทรกแซงการเมือง
- การปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างหนัก
- รัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้กองทัพครองอำนาจ
ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์เมียนมาแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบเผด็จการทหารที่พยายามห่อหุ้มตัวเองด้วยภาพลักษณ์ประชาธิปไตย การเลือกตั้งและสรรหาประธานาธิบดีครั้งนี้จึงเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองเท่านั้น ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
หากคุณสนใจข่าวสารการเมืองนานาชาติ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมองอนาคตเมียนมอย่างไร
ที่มา – เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน


