ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งหามาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ล่าสุด เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ซึ่งเป็นข่าวดีที่ช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่ยุ่งยาก
เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.
วันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดเผยหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการพูดถึงการจัดหาน้ำมันเพิ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย แต่ไม่ได้เจาะจงที่ใดที่หนึ่ง
ประเด็นสำคัญคือ ในส่วนของสัญญาการค้าน้ำมันนั้น สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาฯกฤษฎีกายืนยันว่าไม่ได้มีการหารือเรื่องนี้เลย มีเพียงประเด็นน้ำมันเท่านั้นที่ถูกพูดถึง
บริบทราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทย
ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในไทยปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนทั่วไป
- ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร
- ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 10-20%
- ค่าครองชีพครัวเรือนสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อ
การที่ เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน สามารถเจรจาและทำสัญญานำเข้าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
ขั้นตอนการทำสัญญาค้าน้ำมันแบบเร่งด่วน
ตามคำชี้แจงของเลขาฯกฤษฎีกา การทำสัญญานี้ยึดตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางปกครองและพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหน่วยงานสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อความเร่งด่วนได้ โดยไม่ต้องรอครม. อนุมัติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้หลายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีน้ำมันชั่วคราว การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน และการส่งเสริมพลังงานทางเลือก
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่ควรมีแผนสำรองระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน LNG หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ
สำหรับประเด็นแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่ถูกปัดตกในการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งดึงมาก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน
สรุปแล้ว เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. เป็นข่าวดีที่ช่วยให้รัฐบาลไทยตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและประชาชนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในช่วงสัปดาห์หน้า หากราคาลดลง ค่าครองชีพก็จะผ่อนคลายลงตามไปด้วย
คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!


