“ไชยชนก” แจงเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 หวั่นทับซ้อนกับคณะกรรมการรัฐบาลที่ “บวรศักดิ์” พิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว เชื่อ “ปานเทพ” เหมาะสม นั่งประธานกมธ.ได้ เพราะมีแนวคิดคล้ายกัน
วันที่ 31 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยถึงการลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ว่า มีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักไม่ได้ซับซ้อน โดยปัจจัยที่ 1 คือ เรื่องความทับซ้อนในเรื่องหน่วยงานที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งเข้ามาในส่วนของฝ่ายบริหาร เรื่องการหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลมีอยู่แล้ว 2.เรื่องการบริหารจัดการเวลา จากที่มีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่วนตัวอยู่ในแทบจะทุกคณะกรรมการฯ เลย น่าจะเลย 10 คณะกรรมการ แล้ว ยังไม่รวมงานในฝั่งของกระทรวงดีอี ด้วย 2 ปัจจัยนี้แล้ว พบว่า งานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่จะลาออกได้ แต่เหตุผลที่ 3 คือ ทราบดีว่าคนในคณะกรรมการฯ มีแต่คนที่มากความสามารถ และมากความรู้ รวมถึงนาย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ขึ้นมาเป็น กมธ.แทนตน ก็มีแนวคิดที่คล้ายกัน มีความรู้ความสามารถแน่นอน ซึ่งส่วนตัวก็ยังดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรี ในหน่วยงานของฝ่ายบริหารด้วย เพราะฉะนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งไปไหนแน่นอน
“ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43
ชี้แนวคิด“ปานเทพ-ธเนศ”คล้ายกัน
ส่วนการเลือกใครนั่งแทนนั้น นายไชยชนก ระบุว่า ให้ออฟชั่น เลือกกันระหว่าง ดร.ธเนศ สุจารีกุล ที่ปรึกษา กมธ.ฯ กับ นายปานเทพ ด้วยเหตุผลที่คิดว่า 2 คนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา อีกฝ่ายยังไม่ได้รับเวลาอย่างเป็นธรรมเท่าไร จึงคิดว่าเหมาะดีที่จะมีตัวแทนจากฝั่งนี้ ได้เป็นกมธ.ที่จะแสดงความคิดเห็นอีกมุมหนึ่ง ทั้งนี้ กมธ.ต้องรวบรวมมุมมองของทุกฝ่ายเพื่อนำเสนอ ไม่ได้บอกว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด แต่แนวโน้มของทั้ง 2 คนนี้ จะคล้ายกับผม และค่อนข้างที่จะคิดตรงกันก็เลยคิดว่าเหมาะที่จะให้โอกาสทั้ง 2 คน
เหตุผลที่ “ไชยชนก” ตัดสินใจขอไขก๊อกกมธ. MOU 43
การตัดสินใจลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาของนายไชยชนก ชิดชอบนั้น มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:
- ความทับซ้อนของหน่วยงาน: มีคณะกรรมการที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งขึ้นมาในส่วนของฝ่ายบริหาร เพื่อหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
- การบริหารจัดการเวลา: นายไชยชนกมีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติจำนวนมาก ทำให้มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย และงานในฝั่งของกระทรวงดีอีอีกด้วย
- ความมั่นใจในบุคลากรอื่น: นายไชยชนกเชื่อมั่นว่าคนในคณะกรรมการฯ มีความรู้ความสามารถ รวมถึงนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ซึ่งมีแนวคิดที่คล้ายกัน
จากเหตุผลเหล่านี้ นายไชยชนกจึงตัดสินใจว่างานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่สามารถลาออกได้ โดยที่ยังสามารถดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรีได้
นอกจากนี้ การเลือกคนมานั่งแทนนั้น นายไชยชนกได้เสนอชื่อ ดร.ธเนศ สุจารีกุล และนายปานเทพ โดยมองว่าทั้งสองท่านมีความรู้ความสามารถ และสมควรได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในฐานะกรรมาธิการ
โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของนายไชยชนกในการขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 เป็นการพิจารณาถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่หลากหลาย รวมถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคคลอื่นที่จะสามารถสานต่องานนี้ได้เป็นอย่างดี การมีส่วนร่วมในคณะกรรมการหลายชุดอาจทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การกระจายโอกาสให้ผู้อื่นที่มีความสามารถเข้ามามีบทบาทจึงเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ
การเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการเข้ามาของบุคลากรใหม่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลักดันประเด็น MOU 43 ไปในทิศทางใด
ที่มา – “ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 งานสำคัญล้นมือ เชื่อ “ปานเทพ” นั่งประธานกมธ.ได้


