ในการเลือกตั้งเฟสแรกที่จัดขึ้นในเมียนมา พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายด้วยการคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย กวาดที่นั่งในสภาล่างไปเกือบ 90% ผลลัพธ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของการเลือกตั้ง
ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก
ผลคะแนนอย่างเป็นทางการล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรค USDP ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยครองเก้าอี้เกือบ 90% ของที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเฟสแรกนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่กองทัพเมียนมาเรียกว่าเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน หลังจากการรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี
อย่างไรก็ตาม นักการทูตตะวันตกและนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยหลายคนมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับระบอบทหารมากกว่าที่จะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ท่ามกลางข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจ การที่พรรคที่สนับสนุนกองทัพได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ในเมียนมายุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคหนุนกองทัพในการเลือกตั้ง
มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อชัยชนะของพรรค USDP ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากกองทัพเมียนมา ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ การที่พรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี ถูกยุบ และผู้นำฝ่ายค้านหลายคนถูกจับกุมหรือจำกัดสิทธิ ก็อาจมีส่วนทำให้พรรค USDP ได้เปรียบในการแข่งขัน
นอกจากนี้ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้กองทัพมีที่นั่งในสภาและตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญโดยอัตโนมัติ ทำให้กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ตาม
จากการรวบรวมข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการพบว่า พรรค USDP ชนะไป 89 จาก 102 ที่นั่งในสภาล่างที่เปิดให้เลือกตั้งในเฟสแรก คิดเป็นมากกว่า 87% ของที่นั่งทั้งหมดในรอบนี้ ส่วนที่นั่งที่เหลือส่วนใหญ่ตกเป็นของพรรคขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ
ความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส: การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม
การขาดส่วนร่วม: พรรคการเมืองหลายพรรคถูกห้ามเข้าร่วม และผู้นำฝ่ายค้านถูกจำกัดสิทธิ
อิทธิพลของกองทัพ: กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิเคราะห์และองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยจำนวนมากมองว่า USDP เป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนอดีตนายทหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค
ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากนางอองซาน ซูจี วัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังแบบตัดขาดจากโลกภายนอก, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกยุบ และไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และผู้เห็นต่างจำนวนมากถูกปราบปรามหรือจับกุม
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2020 พรรค NLD เคยชนะถล่มทลายเหนือ USDP ก่อนที่กองทัพจะอ้างว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง และทำรัฐประหารยึดอำนาจในเวลาต่อมา
ซึ่งถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพ กำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาล่าง และตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายกระทรวงยังถูกกันไว้ให้ทหารโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ขณะที่ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการทั้งหมดจะประกาศหลังจบเฟสที่สามและเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม
ทั้งนี้ การรัฐประหารปี 2021 จุดชนวนให้เมียนมาตกอยู่ในสงครามกลางเมือง เมื่อผู้ประท้วงฝ่ายประชาธิปไตยจับอาวุธตั้งกองกำลังต่อต้าน ร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมานาน
กลุ่มกบฏหลายฝ่ายประกาศชัดว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนควบคุม ขณะที่รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ และกำลังเปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน.
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เมียนมาต้องเผชิญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความโปร่งใสในการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนชาวเมียนมาสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างอิสระ
ที่มา – ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%


