กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยยอดขาย กาแฟ GI ไทย ปี 2568 ทะลุ 1.49 พันล้านบาท สร้างความสำเร็จอย่างงดงามให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ออกมาเปิดเผยถึงความสำเร็จนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
กาแฟ GI ไทย ยอดขายพุ่งทะยาน
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มสินค้ากาแฟ รวมทั้งสิ้น 11 รายการ จาก 8 จังหวัด ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย), กาแฟดอยช้าง (เชียงราย), กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่), กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน, กาแฟดอยมูเซอตาก, กาแฟวังน้ำเขียว และกาแฟดงมะไฟ (นครราชสีมา), กาแฟระนอง, กาแฟเขาทะลุ และกาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร (ชุมพร) และกาแฟเมืองกระบี่ ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ทั้ง 11 รายการนี้สามารถทำยอดขายรวมกันได้สูงถึง 1,497 ล้านบาท นับเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า กาแฟ GI ไทย
5 อันดับ กาแฟ GI ไทย ที่มียอดขายสูงสุด
สำหรับ กาแฟ GI ไทย ที่สร้างมูลค่าทางการตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก หรือมียอดขายรวมกัน 1,318 ล้านบาท ได้แก่:
- อันดับที่ 1: “กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน” มียอดขายสูงสุดถึง 526 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 2,257 ตัน โดยมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 1.78 เท่าจากก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI (280 บาทต่อกิโลกรัม)
- อันดับที่ 2: “กาแฟระนอง” สร้างยอดขายกว่า 262 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 947 ตัน ปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ย 600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 7.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม
- อันดับที่ 3: “กาแฟเขาทะลุ” จังหวัดชุมพร สร้างยอดขายกว่า 234 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 390 ตัน ปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ย 450 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.95 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 230 บาทต่อกิโลกรัม
- อันดับที่ 4: “กาแฟดอยช้าง” จังหวัดเชียงราย สร้างยอดขายกว่า 160 ล้านบาท จากปริมาณการผลิต 75 ตัน ปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ย 1,600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.43 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,120 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นด้วย
- อันดับที่ 5: “กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร” สร้างยอดขายกว่า 136 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 120 ตัน ปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ย 850 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม
ความสำเร็จนี้ตอกย้ำถึงคุณภาพและความพิเศษของ กาแฟ GI ไทย ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของกาแฟ GI ไทยอยู่ที่กลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของแหล่งผลิตอย่างชัดเจน ทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วิธีการปลูก และภูมิปัญญาในการผลิตของเกษตรกรที่สั่งสมมายาวนาน เมื่อผสานกับกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน จึงช่วยคงคุณภาพและเอกลักษณ์ของกาแฟ GI ไทยจากแหล่งผลิตต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งช่วยยกระดับกาแฟไทยจากสินค้าเกษตรสู่สินค้าพรีเมียม และช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ที่มั่นคง รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนในหลายภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน
การเติบโตของยอดขายกาแฟ GI ไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องชื่อเสียงและคุณภาพของสินค้า แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ผลิตอีกด้วย หากคุณกำลังมองหาของดีของไทย ลองมองหา กาแฟ GI ไทย นะคะ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน
ที่มา – กรมทรัพย์สินทางปัญญา โชว์ยอดขาย “กาแฟ GI ไทย” ปี 2568 ทะลุ 1.49 พันล้าน








