คมนาคมคิกออฟเดินรถต้นแบบขนส่งสินค้าทางราง แหลมฉบัง-หนองคาย เชื่อมการค้าจีน

ขนส่งสินค้าทางราง แหลมฉบัง-หนองคาย เชื่อมจีน

ขนส่งสินค้าทางราง แหลมฉบัง-หนองคาย กำลังเดินหน้าเป็นโครงการต้นแบบสำคัญของกระทรวงคมนาคม เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ไทยและเชื่อมโยงการค้ากับจีนตอนใต้ โดยภาครัฐจับมือกับหน่วยงานด้านการขนส่ง ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน ทดลองเดินรถจริงบนเส้นทางยุทธศาสตร์จากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปยังจังหวัดหนองคาย ก่อนเชื่อมต่อการค้าข้ามพรมแดนผ่าน สปป.ลาว สู่ประเทศจีน

โครงการนี้ไม่ได้มุ่งแค่การทดลองเดินรถเท่านั้น แต่ยังเป็นการเก็บข้อมูลต้นทุนและประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การขนส่ง เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับการขนส่งทางถนน ทั้งด้านราคา ระยะเวลา ความปลอดภัย และความแน่นอนของการส่งมอบ หากการดำเนินงานประสบความสำเร็จ ก็มีโอกาสช่วยลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาค

ขนส่งสินค้าทางราง แหลมฉบัง-หนองคาย จุดเริ่มต้นเชื่อมการค้าจีน

พิธีเปิดทดลองโครงการจัดขึ้น ณ ลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟฝั่งซี หรือ Port C ท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ภายในงานมีผู้บริหารจากกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางราง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร รวมถึงตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย และภาคเอกชนเข้าร่วม

การเดินรถต้นแบบครั้งนี้ใช้รถจักรของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ทำงานร่วมกับแคร่สินค้าของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อขนส่งยางพาราของบริษัท ศรีตรัง โลจิสติกส์ จำกัด ในเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-หนองคาย-ท่าเรือแหลมฉบัง รูปแบบดังกล่าวสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบรางให้ตอบโจทย์ธุรกิจจริง

ขนส่งสินค้าทางราง แหลมฉบัง-หนองคาย กับโมเดลรัฐร่วมมือเอกชน

จุดเด่นของโครงการคือการทดสอบกระบวนการขนส่งตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การยกตู้สินค้า การใช้หัวรถจักร การบริหารแคร่สินค้า ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับด่านชายแดน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรวบรวมข้อมูลค่าใช้บริการโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Access Charge ค่าหัวรถจักร ค่าเชื้อเพลิง และค่าดำเนินการยกขน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐเห็นต้นทุนที่แท้จริงและสามารถออกแบบกติกาที่เป็นธรรมมากขึ้น

  • ช่วยประเมินต้นทุนการขนส่งทางรางอย่างละเอียด
  • เปรียบเทียบระยะเวลาและความแน่นอนกับการขนส่งทางถนน
  • ลดการพึ่งพารถบรรทุกในเส้นทางระยะไกล
  • สนับสนุนการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดจีน
  • วางรากฐานให้ระบบรางเป็นเส้นทางขนส่งหลักของประเทศ

ระบบรางช่วยลดต้นทุนและยกระดับ Green Logistics

กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าให้การขนส่งทางรางกลายเป็นทางเลือกที่แข่งขันได้ มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นอย่างไร้รอยต่อ แนวคิดสำคัญคือให้รถไฟทำหน้าที่ขนส่งสินค้าระยะไกล ส่วนรถบรรทุกทำหน้าที่เป็นระบบฟีดเดอร์ กระจายสินค้าจากสถานีหรือศูนย์กระจายสินค้าไปยังโรงงาน ร้านค้า และปลายทางในพื้นที่ต่าง ๆ

การปรับสัดส่วนการขนส่งจากถนนมาสู่รางยังสอดคล้องกับแนวคิด Green Logistics เพราะรถไฟสามารถขนส่งสินค้าได้ครั้งละมาก ๆ และช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงต่อหน่วยสินค้าในระยะยาว นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีเป้าหมายเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้หัวรถจักรไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดมลพิษ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำให้ห่วงโซ่อุปทานของไทยมีความยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ การมีเส้นทางขนส่งที่หลากหลายช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหารถติด ราคาน้ำมัน และข้อจำกัดด้านกำลังขนส่งในช่วงที่มีความต้องการสูง ผู้ประกอบการยังสามารถวางแผนการส่งมอบสินค้าได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องเดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตลาดต่างประเทศ

ขยายโครงข่ายรถไฟ ดันไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคม

นอกจากโครงการต้นแบบขนส่งสินค้าทางราง แหลมฉบัง-หนองคาย กระทรวงคมนาคมยังเร่งพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ในหลายพื้นที่ โดยคาดว่าโครงการรถไฟทางคู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ไม่เกินปี 2570 ขณะที่เส้นทางสายใต้ตั้งแต่ชุมพรถึงสุไหงโก-ลกมีเป้าหมายแล้วเสร็จไม่เกินปี 2573 การพัฒนาเหล่านี้จะเพิ่มความคล่องตัวในการเดินรถและรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ในระยะยาว ไทยยังมีแผนเชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์กับมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมถึงศึกษาการพัฒนาเส้นทางฝั่งอันดามันเพื่อเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดีย ตำแหน่งที่ตั้งของไทยซึ่งอยู่ใจกลางเอเชียจึงเป็นข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการบริการให้สอดคล้องกัน ไทยจะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและการค้าของภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จของโครงการจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกฝ่าย ภาครัฐต้องกำหนดกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขัน ขณะที่เอกชนต้องร่วมพัฒนาบริการ เทคโนโลยี และมาตรฐานการขนส่งให้ตอบโจทย์ลูกค้า บทเรียนจากการทดลองครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการออกแบบระบบรางในอนาคต

หากไทยเดินหน้าพัฒนาระบบรางอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้อาจกลายเป็นต้นแบบที่ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางการค้า และสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว ผู้ประกอบการควรติดตามความคืบหน้าและเตรียมปรับแผนขนส่งให้สอดรับกับโอกาสใหม่จากระบบราง

ที่มา – คมนาคมคิกออฟเดินรถต้นแบบขนส่งสินค้าทางราง แหลมฉบัง-หนองคาย เชื่อมการค้าจีน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: