ในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง ล่าสุดสถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อจีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์ล่าสุด: จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ
เหตุการณ์นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เดินหน้ากดดันด้วยการเพิ่มรายชื่อบริษัทจีนเข้าสู่บัญชีดำ โดยอ้างเรื่องความมั่นคงและความเชื่อมโยงกับกองทัพ ส่งผลให้ปักกิ่งต้องงัดมาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด เพื่อป้องกันผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
เปิดรายชื่อบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของจีน
มาตรการที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่บริษัทเดียว แต่ครอบคลุมถึงยักษ์ใหญ่ในหลากหลายภาคส่วน ดังนี้:
- บริษัทในอุตสาหกรรมอากาศยานและกลาโหม: เช่น Aveox และ Oshkosh Defense
- ผู้ผลิตแร่หายาก: อย่าง MP Materials และ USA Rare Earth ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตชิปและเทคโนโลยีขั้นสูง
- ผู้ผลิตอาวุธระดับโลก: ได้แก่ Lockheed Martin, Raytheon, Boeing Defense และ General Dynamics ซึ่งถูกจีนสั่งห้ามหน่วยงานรัฐจัดซื้อสินค้าโดยเด็ดขาดรวมกว่า 46 แห่ง
มาตรการที่ว่านี้จะส่งผลอย่างหนัก เพราะจีนได้สั่งให้ผู้ส่งออกยุติการจำหน่ายสินค้าที่รองรับทั้งภาคพลเรือนและทหารให้กับบริษัทเหล่านี้ และยังขยายผลไปถึงองค์กรหรือบุคคลในประเทศอื่นๆ ที่นำสินค้าจีนไปส่งต่อให้บริษัทในบัญชีดำอีกด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่ยืนยันว่า จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการเข้าถึงแก่นแท้ของห่วงโซ่การผลิตโลก
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า สงครามครั้งนี้ได้ยกระดับจากการแค่ภาษีนำเข้า ไปสู่สงครามชิปและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่ออนาคต ต่อจากนี้เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่า สหรัฐฯ จะมีท่าทีอย่างไร และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ การแข่งขันครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน
ที่มา – จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ


