ทรัมป์เปรย อาจไม่ขยายหยุดยิงอิหร่าน หากไม่มีการทำข้อตกลง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของทั่วโลกในขณะนี้ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Bloomberg เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 โดยระบุชัดเจนว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านจะสิ้นสุดลงในช่วงเย็นวันพุธตามเวลาวอชิงตัน และจะเป็นเรื่องยากมากที่จะขยายเวลาออกไป หากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้
ทรัมป์เปรย อาจไม่ขยายหยุดยิงอิหร่าน หากไม่มีการทำข้อตกลง
ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ครั้งนี้ ทรัมป์ย้ำว่า “เป็นไปได้น้อยมากที่ผมจะขยายเวลาออกไป” และ “ผมจะไม่รีบร้อนจนทำให้เกิดข้อตกลงที่แย่ เรามีเวลาเหลือเฟือ” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมประนีประนอมง่ายๆ เมื่อถูกถามว่าหากไม่มีข้อตกลง การสู้รบจะกลับมาปะทุทันทีหรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าไม่มีข้อตกลง ผมก็คาดว่าจะเป็นเช่นนั้นแน่นอน”
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยมีท่าทีที่สับสน โดยในสัปดาห์ที่แล้วระหว่างตอบคำถามผู้สื่อข่าว เขาถูกถามถึงเรื่องขยายหยุดยิงถึง 5 ครั้ง แต่ให้คำตอบที่แตกต่างกันถึง 3 รูปแบบ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในสถานการณ์ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน
สถานการณ์การเจรจาครั้งที่ 2 ยังไม่แน่นอน
ปัจจุบัน ความเป็นไปได้ในการเจรจาครั้งที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงคลุมเครือ คณะผู้แทนสหรัฐฯ กำลังเดินทางไปยังปากีสถานเพื่อพยายามหาทางออก แต่ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่า “ยังไม่มีแผนพูดคุยกับสหรัฐฯ ในตอนนี้” สถานการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ
เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เรามาย้อนดูประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกัน สถานการณ์ตึงเครียดเริ่มต้นจากประเด็นนิวเคลียร์ โครงการขีปนาวุธ และการแทรกแซงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ทรัมป์เคยถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในสมัยแรก ทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ล่าสุด การหยุดยิงชั่วคราวนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน
- ทรัมป์ยืนยันไม่ขยายหยุดยิงหากไร้ข้อตกลง
- เจรจาครั้งที่ 2 ยังไม่ชัดเจน
- ความเสี่ยงสงครามสูงหากล้มเหลว
- ท่าทีสับสนก่อนหน้านี้ของทรัมป์
นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองว่า คำพูดของทรัมป์ครั้งนี้เป็นกลยุทธ์กดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ เช่น การยุติโครงการนิวเคลียร์และลดการแทรกแซงในภูมิภาค หากอิหร่านไม่ยอม สหรัฐฯ อาจเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรหรือใช้กำลังทหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและเศรษฐกิจไทยด้วย
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้กระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้น หากเกิดสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาจได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งที่แพงขึ้น นอกจากนี้ การเมืองโลกที่ไม่แน่นอนยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการลงทุน
ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตที่เข้มแข็ง ทรัมป์อาจใช้ท่าทีแข็งกร้าวเพื่อต่อรอง แต่สุดท้ายแล้ว ข้อตกลงที่ยั่งยืนต้องมาจากการประนีประนอมทั้งสองฝ่าย หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตาม ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด
ที่มา – ทรัมป์เปรย อาจไม่ขยายหยุดยิงอิหร่าน หากไม่มีการทำข้อตกลง


