ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

ทรัมป์เผยกำแพงภาษีหนังต่างชาติ 100%

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100% เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการบันเทิงระดับโลก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะปกป้องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดจากคู่แข่งต่างชาติ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ไม่ได้ผลิตในดินแดนอเมริกา

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของทรัมป์เอง เขาเปรียบเทียบว่าธุรกิจภาพยนตร์อเมริกันกำลังถูก ‘ขโมยไป’ โดยประเทศอื่นๆ เหมือนกับการแย่งของเล่นจากเด็กน้อย มาตรการนี้ถือเป็นการขยายนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ จากสินค้าอุตสาหกรรมไปสู่ภาควัฒนธรรม ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมบันเทิงไปโดยสิ้นเชิง

อุตสาหกรรมภาพยนตร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะฮอลลีวูด มีรายได้มหาศาลจากตลาดต่างประเทศ โดยบ็อกซ์ออฟฟิศนอกสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของรายได้รวม หากกำแพงภาษี 100% นี้ถูกบังคับใช้ สตูดิโอใหญ่ๆ อย่าง Disney, Warner Bros., และ Paramount อาจต้องปรับกลยุทธ์การผลิตและการกระจายสินค้าอย่างเร่งด่วน การผลิตภาพยนตร์สมัยใหม่มักกระจายตัวไปทั่วโลก เช่น ถ่ายทำในแคนาดา จีน หรือยุโรป เพื่อลดต้นทุนและใช้ประโยชน์จากแรงจูงใจทางภาษีท้องถิ่น

ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

หลังจากประกาศ หุ้นของ Netflix ร่วงลง 1.5% ทันทีในตลาดหุ้น ขณะที่บริษัทอื่นๆ อย่าง Comcast และ Warner Bros. Discovery ยังนิ่งเงียบ แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ามาตรการนี้อาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าภาพยนตร์เพิ่มพุ่ง ส่งผลให้ราคาตั๋วหนังแพงขึ้นสำหรับผู้บริโภค และลดโอกาสในการร่วมทุนข้ามชาติ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายทางกฎหมาย เพราะภาพยนตร์นับเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและบริการดิจิทัล ซึ่งสหรัฐฯ มักได้เปรียบในการค้าโลก

ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคม ทรัมป์เคยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาครั้งแรก แต่ขาดรายละเอียดชัดเจน ทำให้ผู้บริหารสตูดิโองุนงงงวย ผู้บริหารหลายรายเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่าการบังคับใช้จะยากลำบาก เนื่องจากกระบวนการผลิตภาพยนตร์เชื่อมโยงกันทั่วโลก เช่น การตัดต่อในอินเดียหรือวิชวลเอฟเฟกต์จากออสเตรเลีย หากแยก ‘ผลิตนอกสหรัฐฯ’ ได้ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้ากับพันธมิตรอย่างสหภาพยุโรปหรือจีน

  • เพิ่มต้นทุนนำเข้า: ภาพยนตร์ต่างชาติจะแพงขึ้น 100% ส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มสตรีมมิง
  • กระตุ้นการผลิตในสหรัฐฯ: สตูดิโออาจย้ายฐานกลับอเมริกา สร้างงานให้คนท้องถิ่น
  • ความเสี่ยงทางกฎหมาย: อาจขัดแย้งกับข้อตกลง WTO และการค้าบริการ
  • ผลต่อผู้บริโภค: ลดตัวเลือกภาพยนตร์ต่างชาติในตลาดอเมริกัน

นักวิเคราะห์จาก Wall Street Journal ชี้ว่ามาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ‘America First’ ที่ทรัมป์ผลักดันมาตลอด ซึ่งเคยใช้กับเหล็กและรถยนต์มาแล้ว แต่สำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างภาพยนตร์ อาจไม่เหมาะสมเพราะขาดการแข่งขันจะทำให้คุณภาพถดถอย ในทางกลับกัน ผู้สนับสนุนทรัมป์มองว่าเป็นการปกป้องงานสร้างภาพยนตร์อเมริกันจาก ‘การขโมยไอเดีย’ โดยเฉพาะจากบอลลีวูดหรือภาพยนตร์เกาหลีที่กำลังมาแรง

ทำเนียบขาวยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนเกี่ยวกับกลไกทางกฎหมายที่จะใช้บังคับ เช่น จะใช้พระราชบัญญัติการค้าหรือคำสั่งบริหารหรือไม่ หากผ่านสภาคองเกรส อาจล่าช้า แต่หากเป็นคำสั่งฝ่ายบริหาร สามารถเริ่มได้ทันที สร้างความปั่นป่วนในตลาด

จากมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้แม้จะปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เสี่ยงทำให้สหรัฐฯ โดดเดี่ยวในวงการบันเทิงโลก ซึ่งภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ soft power ที่สำคัญ หากทรัมป์เดินหน้าจริง ควรมีข้อยกเว้นสำหรับการร่วมทุนที่เป็นประโยชน์ เพื่อไม่ให้กลายเป็นสงครามการค้าทางวัฒนธรรม คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: