ในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเบ่งบาน การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาสร้าง Data Center ในประเทศไทยถือเป็นเรื่องดี แต่ล่าสุดเกิดประเด็นร้อนแรงเมื่อ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้ออกมาตั้งคำถามสำคัญว่า ทำไม กทม. ไม่ส่งตรวจสถานะความเป็นโรงงานของ Data Center ตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่จะปล่อยให้อาคารก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้งานไปแล้ว
ทำไม กทม. ไม่ส่งตรวจสถานะความเป็นโรงงานของ Data Center
ปัญหาใหญ่ที่นายอรรถวิชช์ชี้ให้เห็นคือ การที่หน่วยงานท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานครอาจมองข้ามกระบวนการตรวจสอบที่สำคัญ โดยไม่ได้ส่งเรื่องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมช่วยตีความตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. โรงงาน ว่าอาคารเหล่านี้เข้าข่ายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ ซึ่งการที่ กทม. ละเลยขั้นตอนนี้ ทำให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการสามารถตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่กลางเมืองได้โดยไร้การควบคุมที่เหมาะสม
ทางออกกฎหมายเพื่อคุม Data Center ให้เป็นระบบ
หากเราต้องการคำตอบว่า ทำไม กทม. ไม่ส่งตรวจสถานะความเป็นโรงงานของ Data Center ให้ชัดเจน ทางออกที่ทำได้ทันทีคือ:
- กรมโรงงานต้องเร่งตีความตาม พ.ร.บ. โรงงานว่า Data Center เข้าข่ายประเภทที่ 107 หรือไม่
- หากยังคลุมเครือ ควรออกกฎกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศให้ Data Center เป็น “โรงงานประเภทที่ 108” เพื่อให้ครอบคลุมการกำกับดูแล
- เมื่อเป็นโรงงานแล้ว สถานประกอบการเหล่านี้จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายผังเมืองทันที ป้องกันไม่ให้ตั้งในโซนที่อยู่อาศัยหนาแน่น
การนำ Data Center เข้าสู่ระบบการควบคุมโรงงาน ไม่ใช่การกีดกันนักลงทุน แต่เป็นการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่ยั่งยืน เพราะหากเป็นโรงงานแล้ว จะต้องมีการทำ EIA (ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมสามารถเข้ามาตรวจสอบเรื่องมลพิษ เสียง ความร้อน และระบบความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ควรได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐาน
ในมุมมองของผู้เขียน เราควรตั้งคำถามกลับไปว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ภาครัฐต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยี ไม่ใช่ปล่อยให้ช่องโหว่กฎหมายกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผังเมืองและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เราควรสนับสนุนนวัตกรรมไปพร้อมกับการดูแลสังคมให้มีความปลอดภัยไปพร้อมกัน
ที่มา – “อรรถวิชช์” สงสัยทำไม “กทม.” ไม่ส่งตรวจสถานะความเป็นโรงงานของ Data Center


