สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้กับภาคเกษตรกรรมไทย ล่าสุด “ธรรมนัส” สั่ง ส.ศ.ก. ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง รับห่วงเรื่องปุ๋ย อย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามยืดเยื้อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ส.ศ.ก.) รวบรวมข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตรไปยังภูมิภาคดังกล่าวทันที
“ธรรมนัส” สั่ง ส.ศ.ก. ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง รับห่วงเรื่องปุ๋ย
จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 รัฐมนตรีสั่งการชัดเจนเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือเรื่องปุ๋ย เนื่องจากไทยนำเข้าวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หากสงครามลุกลามอาจทำให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทรวงต้องเร่งแก้ไข
นอกจากนี้ ยังมีการสรุปข้อมูลการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด โดยจะประชุมอีกครั้งในวันพุธที่ 4 มีนาคม เพื่อวางแผนรับมือต่อไป สินค้าส่งออกหลักไปยังตะวันออกกลางมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย
ผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการประชุมด่วนว่า การส่งออกสินค้าเกษตรไปตะวันออกกลางมีมูลค่าสูง โดยสินค้าหลัก ได้แก่
- ข้าว – สินค้าหัวใจที่ไทยครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่
- ทูน่ากระป๋อง – ส่งออกจำนวนมากไปยังประเทศอาหรับ
- เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น เนื้อไก่ – มีความต้องการสูงในภูมิภาค
ปัญหาคือพื้นที่ความขัดแย้งอยู่ใกล้เมืองท่าหลักสำหรับขนส่งสินค้า ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้า ปริมาณลดลง และราคาผันผวน กระทรวงจึงต้องแยกข้อมูลส่งออกไปยังแต่ละประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด
ต้นทุนการผลิตพุ่งจากราคาน้ำมันและปุ๋ย
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือด้านต้นทุน โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง จะลามไปยังราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตอื่นๆ เกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกพืชผลใหญ่ เช่น ข้าว ยางพารา และผลไม้ อาจเผชิญต้นทุนเพิ่ม 10-20% หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
ปลัดกระทรวงยอมรับว่าอาจมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทย จึงได้หารือกับหน่วยงานเกษตรและสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ รัฐมนตรี “ธรรมนัส” ยังมอบหมายให้เตรียมมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้
- หาตลาดส่งออกใหม่ในภูมิภาคเอเชียและยุโรป
- ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
- ติดตามแรงงานภาคเกษตรที่อาจได้รับผลจากห่วงโซ่อุปทาน
- ประเมินผลกระทบรายไตรมาส เพื่อปรับแผนอย่างยืดหยุ่น
การช่วยเหลือจะต้องตรงจุด โดยตรวจสอบผ่านผู้ส่งออก เพื่อระบุพื้นที่เกษตรกรที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง เช่น เกษตรกรในภาคอีสานที่ส่งข้าว หรือภาคใต้ที่ส่งยาง
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออก ไทยควรเร่งพัฒนาตลาดใหม่และลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า เพื่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
สุดท้าย เกษตรกรควรติดตามข่าวสารจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมสำรองปุ๋ยและปรับแผนการผลิต เพื่อรับมือความไม่แน่นอนนี้ หากมีมาตรการใหม่ๆ ออกมา เราจะอัปเดตให้ทราบทันที
ที่มา – “ธรรมนัส” สั่ง ส.ศ.ก. ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง รับห่วงเรื่องปุ๋ย


