บอร์ด กสทช. ล่มครั้งที่ 11 กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตา หลังการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ไม่สามารถดำเนินต่อได้ เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งภายในองค์กรอิสระที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และอาจส่งผลต่อการพิจารณางานสำคัญหลายด้านของประเทศ
บอร์ด กสทช. ล่มครั้งที่ 11 เกิดอะไรขึ้น
การประชุมครั้งที่ 11 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่สำนักงาน กสทช. โดย นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานบอร์ด กสทช. เดินทางเข้าห้องประชุมตามกำหนด แต่มีกรรมการบางรายแจ้งลาหรือไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าประชุมไม่ครบตามเงื่อนไขทางกฎหมาย
เมื่อถึงเวลา 10.02 น. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. จึงประกาศว่าไม่สามารถเปิดประชุมได้ และเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 23 กันยายน 2569 อย่างไรก็ตาม ในการประชุมมีการขานวาระสำคัญที่รอการพิจารณาอยู่หลายเรื่อง รวมทั้งวาระเร่งด่วนที่ น.ส.พิรงรอง รามสูต เสนอไว้ถึง 22 วาระ
วาระเหล่านี้เกี่ยวข้องกับทิศทางการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด สิทธิการใช้วงโคจรดาวเทียม และข้อร้องเรียนจากผู้บริโภค การที่วาระยังไม่สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาได้ จึงทำให้เกิดคำถามถึงผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และความต่อเนื่องในการทำงานของ กสทช.
มุมมองของประธานและกรรมการ กสทช.
หลังการประชุม นพ.สรณ เปิดแถลงข่าวและยืนยันว่า ตามกฎหมายแล้วตนยังดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด กสทช. อยู่ จึงมีหน้าที่จัดการประชุมและกำหนดวาระต่าง ๆ พร้อมเรียกร้องให้กรรมการทุกฝ่ายลดความขัดแย้งและหาทางออกร่วมกัน เพราะมีงานจำนวนมากที่ไม่ควรถูกหยุดชะงัก
นพ.สรณมองว่า ความเห็นทางกฎหมายที่ไม่ตรงกันสามารถพูดคุยและแก้ไขได้ โดยเฉพาะวาระที่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ก็ควรเดินหน้าต่อไป ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาภายในกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานขององค์กร นอกจากนี้ยังขอให้สื่อมวลชนตรวจสอบว่า มีใครได้รับประโยชน์จากกระบวนการที่พยายามผลักดันให้ตนพ้นจากตำแหน่งหรือไม่
ประธาน กสทช. ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งโทรทัศน์ดิจิทัล ดาวเทียม ดาต้าเซ็นเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้โครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป จึงควรมีการตรวจสอบอย่างรอบด้านและโปร่งใส
ขณะเดียวกัน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ นายศุภัช ศุภชลาศัย และ น.ส.พิรงรอง รามสูต ได้ร่วมกันแถลงข่าวอีกด้าน โดยเปิดเผยว่า กรรมการที่เหลือ 6 คนมีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการแล้ว และทิศทางการทำงานมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้น
น.ส.พิรงรองตั้งคำถามกลับว่า หากประธานมองว่ามีกระบวนการเร่งให้พ้นจากตำแหน่ง เหตุใดจึงไม่พิจารณาอีกมุมหนึ่งว่า ทำไมประธานจึงยังไม่สามารถลุกออกจากเก้าอี้ได้ คำถามดังกล่าวสะท้อนว่าความขัดแย้งระหว่างกรรมการไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านขั้นตอนการประชุม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการยอมรับสถานะและอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่าย
- องค์ประชุมไม่ครบ: ทำให้ไม่สามารถพิจารณาและลงมติในวาระสำคัญได้
- วาระเร่งด่วนค้างอยู่: มีทั้งเรื่องศาลปกครอง ดาวเทียม และข้อร้องเรียนผู้บริโภค
- กรรมการมีความเห็นต่าง: แต่ละฝ่ายยืนยันมุมมองด้านกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของตน
- สังคมจับตาคดีในศาล: เพราะผลคดีอาจมีผลต่อสถานะของประธานบอร์ด
คดีฟ้องคณะกรรมการสรรหาเดินหน้าอย่างไร
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือคดีที่ นพ.สรณ ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งมีความเห็นว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามและควรสละสิทธิ์จากตำแหน่งกรรมการ กสทช. ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 21 กันยายน 2569
นพ.สรณยืนยันว่าจะเดินทางไปร่วมการไต่สวนด้วยตนเองเป็นครั้งแรก การปรากฏตัวต่อศาลครั้งนี้จึงมีความสำคัญ เพราะจะเปิดโอกาสให้มีการนำเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลของแต่ละฝ่ายอย่างเป็นทางการ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องควรรอติดตามข้อมูลจากกระบวนการศาล โดยไม่ด่วนสรุปก่อนมีคำวินิจฉัย
สำหรับภาพรวมของ บอร์ด กสทช. ล่มครั้งที่ 11 นั้น สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงการประชุมที่ต้องเลื่อนออกไป แต่คือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กร หากความขัดแย้งยืดเยื้อ การตัดสินใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี สื่อสารมวลชน และการคุ้มครองผู้บริโภคอาจล่าช้า ขณะที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทางออกที่เหมาะสมควรเริ่มจากการยึดกฎหมาย ความโปร่งใส และผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก ทุกฝ่ายควรเปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อแยกประเด็นข้อกฎหมายออกจากความขัดแย้งส่วนบุคคล รวมทั้งกำหนดแนวทางทำงานที่ทำให้วาระสำคัญเดินหน้าได้โดยไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร
ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญของ กสทช. เพราะองค์กรมีหน้าที่ดูแลทรัพยากรสาธารณะและกำกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทย การแก้ปัญหาจึงไม่ควรจบลงด้วยการกล่าวโทษกันไปมา แต่ควรแสดงให้เห็นว่ากรรมการทุกฝ่ายพร้อมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น และพร้อมทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
ประชาชนควรติดตามทั้งผลการประชุมครั้งต่อไปและความคืบหน้าการไต่สวนคดีอย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลจากทั้งสองส่วนจะช่วยให้เห็นทิศทางของ กสทช. ชัดเจนขึ้น และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
ที่มา – บอร์ดกสทช.ล่มเป็นครั้งที่ 11 “สรณ” ประกาศไปฟังศาลไต่สวนนัดแรกคดีฟ้องคณะกรรมการสรรหา


