พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช. กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณายุบบอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ก่อนครบวาระ แล้วเดินหน้าสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อแก้ปัญหาการทำงานที่ติดขัด
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า การออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. สามารถดำเนินการได้หากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน และต้องมีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือประโยชน์สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การจะใช้ช่องทางดังกล่าวไม่ควรพิจารณาจากความเห็นทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องยึดข้อกฎหมายและสถานการณ์จริงเป็นหลัก
พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช.
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าปัญหาภายในบอร์ด กสทช. เข้าข่ายเป็นเหตุฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากบอร์ดมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการสื่อสาร โทรคมนาคม และโทรทัศน์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง หากการทำงานหยุดชะงักเป็นเวลานาน อาจกระทบต่อการวางนโยบาย การลงทุน และการแข่งขันในอุตสาหกรรม
พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช. ต้องรอคำวินิจฉัยศาล
นายปกรณ์ระบุว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง โดยศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. จึงควรรอฟังผลคำพิพากษาก่อน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถประเมินแนวทางดำเนินการต่อไปได้อย่างถูกต้อง
รองนายกรัฐมนตรีขอให้สังคมหลีกเลี่ยงการคาดเดาผลคดี เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและนำไปสู่การวิเคราะห์คนละทิศทาง การรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจะช่วยให้รัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล และผู้เกี่ยวข้องสามารถวางแผนได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดการณ์หรือกระแสข่าว
- การออก พ.ร.ก. ต้องมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามที่กฎหมายกำหนด
- เหตุผลต้องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือประโยชน์สาธารณะ
- ควรรอฟังคำพิพากษาศาลปกครองก่อนตัดสินใจขั้นต่อไป
- การทำงานของ กสทช. มีผลต่อประชาชนและอุตสาหกรรมสื่อสารในวงกว้าง
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การทำงานของบอร์ด กสทช. ในวาระสำคัญ เช่น การจัดทำแผนแม่บทโทรทัศน์ดิจิทัลก่อนใบอนุญาตบางส่วนสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2572 รวมถึงแนวทางกำกับดูแลกิจการแบบ Over-the-Top หรือ OTP และกิจการที่อยู่เหนือโครงข่าย ประเด็นเหล่านี้ล้วนต้องการความชัดเจนด้านนโยบายและการตัดสินใจที่ต่อเนื่อง
นายปกรณ์มองว่า แม้เรื่องดังกล่าวมีความสำคัญ แต่ยังมีเวลาเตรียมการก่อนถึงปี 2572 และปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขมานานแล้ว ไม่ควรปล่อยให้เข้าสู่ช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนใบอนุญาตสิ้นสุด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมีการเตรียมความพร้อมไว้แล้วในระดับหนึ่ง
สำหรับคำถามว่า รัฐบาลมีโอกาสออก พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช. ก่อนครบวาระ 6 ปีหรือไม่ นายปกรณ์ยังไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน โดยย้ำว่าควรรอคำพิพากษาศาลปกครองก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่ามีความจำเป็นและมีช่องทางทางกฎหมายใดที่เหมาะสม
ในมุมของประชาชน สิ่งที่ควรติดตามไม่ใช่เพียงว่าจะมีการยุบหรือไม่ยุบบอร์ด กสทช. แต่ควรจับตาว่าการตัดสินใจใด ๆ จะช่วยให้การกำกับดูแลอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพขึ้นหรือไม่ เพราะทุกความล่าช้าอาจส่งผลต่อค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ การแข่งขันของผู้ประกอบการ และการเข้าถึงบริการดิจิทัลของประชาชน
ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาควรดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นศูนย์กลาง การรอฟังคำพิพากษาศาลปกครองจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความสับสน และเปิดทางให้รัฐบาลตัดสินใจบนข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น ผู้สนใจควรติดตามผลคดีและท่าทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์อาจกำหนดทิศทางการกำกับดูแลกิจการสื่อสารไทยในระยะยาว
ที่มา – “ปกรณ์” ชี้ออก พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช. ก่อนครบวาระได้ แต่ต้องเรื่องเร่งด่วน แนะรอฟังศาลปกครอง


