รัฐบาลขยายผลตรวจขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ เดินหน้าป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านหรือปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากต่างประเทศ โดยยกระดับการทำงานจากการเปิดตรวจสินค้าเป็นรายตู้ ไปสู่การตรวจสอบทั้งเครือข่าย ตั้งแต่ผู้ส่งออกในต่างประเทศ ผู้นำเข้า ผู้รับของเสีย ปลายทางของสินค้า ตลอดจนเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
แนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นหลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันตรวจตู้สินค้าต้องสงสัย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กรมศุลกากร กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เข้ามาทำงานร่วมกันมากถึง 18 หน่วยงาน เพื่อให้การตรวจสอบมีความรอบด้านและสามารถติดตามผู้เกี่ยวข้องได้ตรงจุด
รัฐบาลขยายผลตรวจขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ
การตรวจครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเปิดตู้สินค้าจำนวน 10 ตู้ แต่สามารถตรวจได้ 9 ตู้ เนื่องจากอีก 1 ตู้ไม่มีผู้แทนบริษัทมาแสดงตัว ผลตรวจพบว่ามี 3 ตู้จากโปแลนด์ อังกฤษ และนิวซีแลนด์ สำแดงสินค้าได้ถูกต้อง และไม่พบการปนเปื้อนของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอีก 6 ตู้จากสหรัฐอเมริกา สำแดงเป็นเศษวัสดุและของที่ใช้ไม่ได้ประเภทอะลูมิเนียม แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่ จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและขยายผลต่อไป
รัฐบาลขยายผลตรวจขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ โดยยึดหลักฐานเป็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลเน้นย้ำคือ การอายัดตู้สินค้าเพื่อการตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าสินค้าหรือบริษัทนั้นมีความผิดแล้วทุกกรณี เจ้าหน้าที่ต้องแยกแยะข้อเท็จจริงเป็นรายตู้และรายบริษัท พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนสรุปผลหรือดำเนินคดี หลักการนี้ช่วยป้องกันการกล่าวหาหรือเหมารวมผู้ประกอบการที่อาจปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
สำหรับตู้สินค้า 50 ตู้ที่ DSI ขอให้กรมศุลกากรอายัดเพิ่มเติมนั้น เป็นการอายัดเพื่อขยายผลการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าทั้งหมดกระทำผิด จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า 19 ตู้เป็นตู้ที่เคยตรวจพบความผิดและมีการดำเนินการไปแล้ว ขณะที่ 14 ตู้ไม่พบข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนตู้ที่เหลือยังมีสถานะแตกต่างกัน จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดเป็นรายกรณีต่อไป
นอกจากนี้ DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบบัญชีเบื้องต้นประมาณ 825 ตู้ ซึ่งคาดว่าเคยนำเข้าประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้มีการตรวจพิสูจน์ตู้ต้องสงสัยและพบความผิดแล้ว 151 ตู้ ข้อมูลเบื้องต้นเชื่อมโยงกับบริษัทผู้ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย 16 บริษัท อย่างไรก็ตาม รายชื่อตู้และบริษัทดังกล่าวเป็นเพียงขอบเขตของการสืบสวน ยังไม่ใช่ข้อยืนยันว่าทุกรายกระทำผิด
รัฐบาลขยายผลตรวจขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ ด้วยการติดตามเส้นทางตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ได้จำกัดการทำงานอยู่เพียงการเปิดตู้สินค้าเท่านั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ส่งออก ใครเป็นผู้นำเข้า สินค้าถูกส่งไปยังโรงงานหรือสถานที่ใด มีการจัดการอย่างไร และมีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบุคคลหรือบริษัทใดบ้าง การตรวจสอบลักษณะนี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเข้าถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตัวจริงได้มากขึ้น
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน
ขยะอิเล็กทรอนิกส์อาจมีส่วนประกอบที่เป็นโลหะหนัก สารเคมี และสารพิษหลายชนิด หากนำไปคัดแยกหรือกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี อาจปนเปื้อนลงสู่ดิน น้ำ และอากาศ รวมถึงกระทบต่อสุขภาพของแรงงานและประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่กำจัดขยะ การป้องกันไม่ให้ขยะประเภทนี้เข้าประเทศโดยไม่ผ่านการควบคุมจึงเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของชุมชน
ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจับกุมคดีด้านสิ่งแวดล้อมรวม 187 คดี พบของกลางน้ำหนักประมาณ 9.67 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 234.4 ล้านบาท แบ่งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตรายประมาณ 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกประมาณ 300,000 กิโลกรัม ตัวเลขนี้เป็นผลการดำเนินงานสะสมในช่วง 11 เดือน ไม่ใช่ผลจากการเปิดตรวจตู้สินค้าครั้งล่าสุดเพียงครั้งเดียว
ประชาชนและภาคธุรกิจควรติดตามอะไร
- ผู้ประกอบการควรตรวจสอบเอกสารนำเข้าและประเภทสินค้าให้ตรงกับสินค้าจริง
- บริษัทควรปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าและจัดการของเสียอย่างเคร่งครัด
- ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารจากหน่วยงานรัฐและแจ้งเบาะแสเมื่อพบการลักลอบทิ้งหรือคัดแยกขยะผิดกฎหมาย
- หน่วยงานรัฐควรสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้สังคมแยกแยะระหว่างผู้ถูกตรวจสอบกับผู้ที่ถูกพิสูจน์ว่ากระทำผิดแล้ว
การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการจับกุมเป็นครั้งคราว การตรวจสอบที่เชื่อมโยงข้อมูลการค้า เส้นทางขนส่ง และธุรกรรมทางการเงิน จะช่วยยกระดับการป้องกันอาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในมุมมองของผู้เขียน ประเทศไทยควรเดินหน้ามาตรการเชิงรุกต่อไป พร้อมสร้างระบบติดตามขยะที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพราะการปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น หากทุกฝ่ายร่วมกันตรวจสอบและรับผิดชอบ ประเทศไทยก็จะไม่กลายเป็นที่ทิ้งขยะอันตรายของใคร หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและติดตามผลอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การคุ้มครองสุขภาพประชาชนเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ที่มา – รัฐบาลขยายผลตรวจตู้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ ไม่ยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นที่ทิ้งขยะอันตรายของใคร


