รัฐบาลเผยผลสำรวจ 'บ้านไม่มีเลขที่' 4.9 แสนครัวเรือน เร่งทำข้อมูลรองรับระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

รัฐบาลเผยผลสำรวจบ้านไม่มีเลขที่ 4.9 แสนครัวเรือน

รัฐบาลเผยผลสำรวจบ้านไม่มีเลขที่ 4.9 แสนครัวเรือน เพื่อเร่งจัดทำฐานข้อมูลประชาชนให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รองรับการช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะการเดินหน้าระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถระบุได้ว่าประชาชนพักอาศัยอยู่ที่ใด และเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นบ้านไม่มีเลขที่อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารหรือทะเบียนบ้านเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมีผลต่อการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเหตุฉุกเฉิน การขอรับความช่วยเหลือ การประเมินความเสียหาย หรือการจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ดังนั้น การมีข้อมูลที่ตรงกับสภาพความเป็นจริงจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ

รัฐบาลเผยผลสำรวจบ้านไม่มีเลขที่ 4.9 แสนครัวเรือน

จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 มีการสำรวจบ้านทั่วประเทศแล้ว 517,525 หลังคาเรือน จากจำนวนบ้านทั้งประเทศ 29,812,688 หลังคาเรือน การสำรวจครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยพบว่ามีบ้านไม่มีเลขที่ 491,453 หลังคาเรือน ขณะเดียวกันพบที่พักอาศัยซึ่งมีบุคคลพักอาศัยอยู่จริง 82,810 หลังคาเรือน และมีการจำหน่ายรายการบ้านแล้ว 1,377 หลังคาเรือน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยยังมีประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ข้อมูลบ้านไม่สมบูรณ์ บางรายอาจเป็นผู้พักอาศัยชั่วคราว แรงงาน หรือครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและยังไม่ได้รับการจัดทำข้อมูลบ้านเลขที่อย่างเป็นระบบ หากเกิดภัยพิบัติขึ้น คนกลุ่มนี้อาจประสบปัญหาในการยืนยันที่อยู่หรือแจ้งขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ

รัฐบาลเผยผลสำรวจบ้านไม่มีเลขที่ 4.9 แสนครัวเรือน เพื่อวางแผนช่วยเหลือ

รัฐบาลจึงเร่งสำรวจและปรับปรุงฐานข้อมูลให้มีความชัดเจนมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือการทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบข้อมูลประชาชนในพื้นที่จริง ไม่ใช่พิจารณาจากตัวเลขทะเบียนหรือเอกสารเพียงอย่างเดียว เมื่อมีข้อมูลที่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะสามารถวางแผนอพยพ จัดส่งสิ่งของจำเป็น ประเมินจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ และกำหนดงบประมาณช่วยเหลือได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

การจัดทำฐานข้อมูลบ้านไม่มีเลขที่ควรดำเนินการควบคู่กับการตรวจสอบข้อมูลซ้ำในพื้นที่ เพราะบ้านบางหลังอาจถูกย้าย รื้อถอน หรือไม่มีผู้อยู่อาศัยแล้ว ขณะที่บางแห่งอาจมีผู้พักอาศัยจริงแต่ยังไม่ปรากฏอยู่ในระบบ การปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันจะช่วยลดความคลาดเคลื่อน และทำให้การช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รายละเอียดระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับการซื้อประกันภัยให้ประชาชนรวม 15,500,000,000 บาท แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม 500,000,000 บาท

ความคุ้มครองดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นของประชาชนหลังเกิดภัยพิบัติ โดยวงเงินคุ้มครองสูงสุดอยู่ที่ 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนจะเป็นไปตามเงื่อนไขและรายละเอียดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ผู้ได้รับความคุ้มครองจึงควรติดตามหลักเกณฑ์และเอกสารที่จำเป็นจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด

  • กรณีอุทกภัย: จ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และมีความคุ้มครองเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
  • กรณีวาตภัย: จ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และมีความคุ้มครองเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
  • กรณีแผ่นดินไหว: จ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และมีความคุ้มครองเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
  • กรณีเสียชีวิต: ให้ความคุ้มครองจากภัยทั้ง 3 ประเภทในวงเงิน 2,000,000 บาทต่อคน

กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติมีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ประชาชนควรติดตามประกาศจากภาครัฐเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้สิทธิ การแจ้งเหตุ และการยื่นเอกสาร เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้การขอรับความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่เกิดความสับสน

ทำไมการมีข้อมูลบ้านจึงสำคัญต่อประชาชน

เมื่อเกิดภัยพิบัติ ความล่าช้าในการเข้าถึงพื้นที่อาจหมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน หากภาครัฐมีฐานข้อมูลที่ระบุตำแหน่งบ้าน จำนวนผู้อยู่อาศัย และลักษณะพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง เจ้าหน้าที่จะสามารถจัดลำดับความเร่งด่วนและส่งความช่วยเหลือไปยังจุดที่จำเป็นก่อน นอกจากนี้ยังช่วยให้การสำรวจความเสียหายและการจ่ายเงินชดเชยมีหลักฐานที่ชัดเจนมากขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านไม่มีเลขที่ การให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อย่างครบถ้วนถือเป็นขั้นตอนสำคัญ ควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่พัก จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และเอกสารที่สามารถยืนยันตัวตนหรือการอยู่อาศัยได้ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ว่าการอำเภอ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่โดยตรง

โดยสรุป รัฐบาลเผยผลสำรวจบ้านไม่มีเลขที่ 4.9 แสนครัวเรือน เป็นสัญญาณว่าการจัดการข้อมูลประชาชนยังเป็นภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ การเชื่อมโยงข้อมูลบ้านกับระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้การช่วยเหลือมีความตรงจุด โปร่งใส และรวดเร็วขึ้น มุมมองที่น่าสนใจคือ การมีเลขที่บ้านและข้อมูลที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงเรื่องของทะเบียน แต่เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารและตรวจสอบสิทธิของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – รัฐบาลเผยผลสำรวจ “บ้านไม่มีเลขที่” 4.9 แสนครัวเรือน เร่งทำข้อมูลรองรับระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: