ราคาน้ำมันบวก 2.7% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากปะทะกันรอบใหม่
สำหรับใครที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก คงจะเห็นได้ว่าช่วงนี้ตลาดพลังงานกำลังร้อนระอุเป็นพิเศษ ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุนต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด เมื่อราคาน้ำมันบวก 2.7% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากปะทะกันรอบใหม่ หลังจากที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าอุปทานน้ำมันในตลาดโลกจะเกิดภาวะตึงตัวอีกครั้ง
โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแตะระดับ 90.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปิดตลาดที่ 85.76 ดอลลาร์ แรงกดดันจากสถานการณ์ทางทหารในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่ยังกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในขณะนี้จำนวนเรือขนส่งสินค้าลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ทำไมตลาดพลังงานถึงตอบสนองรุนแรง?
สาเหตุหลักที่ทำให้นักวิเคราะห์และเทรดเดอร์ทั่วโลกต้องกลับมาคำนวณความเสี่ยงกันใหม่ เป็นเพราะการปะทะกันโดยตรงครั้งแรกในรอบเดือนระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้เปลี่ยนสถานะของความเสี่ยงจากการเป็นเพียงความกังวลในระยะยาว มาเป็นภาวะอุปทานที่น่าเป็นห่วงในระยะสั้น ท่าทีที่ดุดันของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนในตลาดน้ำมันสูงขึ้นไปอีก
แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกจากการที่สหรัฐฯ เตรียมนำน้ำมันจากข้อตกลงกับเวเนซุเอลามาเติมในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อบรรเทาความตึงเครียด แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหักลบกับข่าวร้ายจากตะวันออกกลางไปได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยพื้นฐานอย่างสถานะคลังน้ำมันของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 44 ปี
สรุปประเด็นสำคัญ:
- ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีหลังข่าวการโจมตีตอบโต้ของทั้งสองฝ่าย
- ความขัดแย้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
- ตลาดกำลังจับตาดูท่าทีของสหรัฐฯ ในการดึงน้ำมันจากเวเนซุเอลามาช่วยพยุงสถานการณ์
ในมุมมองของนักลงทุน นี่คือช่วงเวลาที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ความผันผวนของราคาพลังงานมักจะมาพร้อมกับโอกาส แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก หากสถานการณ์การสู้รบยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง เราอาจจะได้เห็นราคาน้ำมันแกว่งตัวในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่งครับ
ที่มา – ราคาน้ำมันบวก 2.7% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากปะทะกันรอบใหม่

