เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงเมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อจู่ๆ มีชายสวมเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อเหตุอุกอาจ นี่คือกรณี “ร้อยตำรวจเอก” บุกที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ยิงป้าย-ตัวอาคารเสียหาย ก่อนขับรถหนี ซึ่งสร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านในพื้นที่ตำบลเสวียด อำเภอท่าฉางเป็นอย่างมาก
“ร้อยตำรวจเอก” บุกที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ยิงป้าย-ตัวอาคารเสียหาย ก่อนขับรถหนี
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.ต. สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานของ นายพิชัย ชมพูพล สส.สุราษฎร์ธานี โดยจากการตรวจสอบพบร่องรอยการถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. จนป้ายพรรคและตัวอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวนถึง 13 ปลอก
เปิดพฤติกรรม “ร้อยตำรวจเอก” บุกที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ยิงป้าย-ตัวอาคารเสียหาย ก่อนขับรถหนี
จากการไล่ดูกล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายได้ขับรถเก๋งสีดำทะเบียนกรุงเทพฯ เข้ามาจอดในช่วงเวลาประมาณ 08.20 น. โดยได้เผชิญหน้ากับกำนันตำบลเสวียดที่กำลังออกกำลังกายอยู่ และมีการถามหา นายพิชัย ชมพูพล สส.เจ้าของพื้นที่ แต่เมื่อทราบว่าเจ้าตัวไม่อยู่ คนร้ายจึงระบายอารมณ์ด้วยการรัวกระสุนใส่ป้ายและอาคารทันที ก่อนจะขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
สาเหตุและข้อมูลเพิ่มเติมจากการสืบสวน:
- ผู้ก่อเหตุเป็นข้าราชการตำรวจยศ ร้อยตำรวจเอก
- จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ก่อเหตุมีสภาวะจิตใจไม่ค่อยสมบูรณ์
- เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างกระชั้นชิด เนื่องจากคนร้ายยังมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและถือว่าเป็นบุคคลอันตราย
- พยานในที่เกิดเหตุยืนยันว่าคนร้ายมีท่าทีคุกคามและต้องการพบ สส.พิชัยอย่างชัดเจน
เหตุการณ์ “ร้อยตำรวจเอก” บุกที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ยิงป้าย-ตัวอาคารเสียหาย ก่อนขับรถหนี ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเสียเอง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางต้นสังกัดและผู้เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไรกับกรณีนี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
ที่มา – “ร้อยตำรวจเอก” บุกที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ยิงป้าย-ตัวอาคารเสียหาย ก่อนขับรถหนี




