“ศรีสุวรรณ” จี้ กกต. ถอน 3 พยานคดีฮั้ว สว. พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบการกลับคำให้การ และเร่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและแวดวงกฎหมาย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อขอให้ กกต. พิจารณาทบทวนการกันบุคคลไว้เป็นพยานในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีการฮั้วเลือก สว. พร้อมขอให้ดำเนินการตามกฎหมายกับพยาน 3 รายที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือกลับคำให้การในภายหลัง
“ศรีสุวรรณ” จี้ กกต. ถอน 3 พยานคดีฮั้ว สว.
นายศรีสุวรรณระบุว่า กกต. เคยมีมติส่งเรื่องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกาพิจารณารวม 77 คน โดยในจำนวนนี้มีสมาชิกวุฒิสภา 26 คนและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม กกต. มีความเห็นเสียงข้างมากไม่รับฟังพยานบางราย เนื่องจากพยานทั้ง 3 คนเคยให้ข้อมูลในลักษณะหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนแปลงคำให้การในเวลาต่อมา
พยานดังกล่าวใช้รหัส 16, 21 และ 22 โดยก่อนหน้านี้ กกต. เคยกันบุคคลเหล่านี้ไว้เป็นพยานตามมาตรา 65 แห่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 รวมถึงระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา พ.ศ. 2563
ประเด็นข้อเรียกร้องของ “ศรีสุวรรณ” จี้ กกต. ถอน 3 พยานคดีฮั้ว สว.
หัวใจสำคัญของคำร้องคือ หากพยานที่ได้รับการกันไว้มีการกลับคำให้การ กกต. ควรตรวจสอบว่าการกันบุคคลไว้เป็นพยานยังเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ และควรมีมติให้สถานะพยานสิ้นสุดลงหรือไม่ ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และขั้นตอนที่รอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง
- ตรวจสอบเหตุผลและรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงคำให้การ
- พิจารณาว่าพยานยังมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขการกันไว้เป็นพยานหรือไม่
- ดำเนินคดีหากพบว่ามีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือให้การเท็จ
- เปิดเผยหลักเกณฑ์และเหตุผลของคำวินิจฉัยต่อสาธารณะอย่างเหมาะสม
นายศรีสุวรรณเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาดำเนินคดีอาญากับพยานทั้ง 3 ราย หากผลการตรวจสอบพบว่ามีความผิด โดยอ้างถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน มาตรา 175 และมาตรา 177 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำสืบหรือให้การอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือศาล นอกจากนี้ยังกล่าวถึงบทบัญญัติในกฎหมายเลือกตั้ง สว. ที่อาจนำมาใช้พิจารณาความผิดและผลทางการเมืองด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อเรียกร้องจากฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง ไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น การกล่าวหาหรือการดำเนินคดีใด ๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์พยานหลักฐานตามกฎหมาย ผู้เกี่ยวข้องทุกคนยังคงได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่
อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือ ความรับผิดชอบของ กกต. หากมีการเพิกเฉยต่อข้อมูลหรือหลักฐานที่ควรดำเนินการ นายศรีสุวรรณเตือนว่าอาจเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยอ้างถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ทั้งนี้ การพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่จะมีความผิดหรือไม่ ต้องดูเจตนา ขอบเขตอำนาจ หน้าที่ตามกฎหมาย และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด ไม่สามารถสรุปความผิดได้เพียงจากการที่มีผู้ยื่นคำร้องหรือมีความเห็นแตกต่างกัน การทำงานของ กกต. จึงควรมีความโปร่งใส ชี้แจงเหตุผลอย่างเป็นระบบ และรักษามาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
คดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งและสถาบันการเมือง การตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญมากกว่าการเร่งสรุปผล หาก กกต. สามารถชี้แจงขั้นตอนการพิจารณาได้ชัดเจน ก็จะช่วยลดข้อสงสัยและทำให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงมากขึ้น
สรุป “ศรีสุวรรณ” จี้ กกต. ถอน 3 พยานคดีฮั้ว สว. และขอให้เร่งตรวจสอบการกลับคำให้การ รวมถึงดำเนินคดีหากพบการแจ้งเท็จหรือให้การเท็จ ประเด็นนี้ควรติดตามจากเอกสารทางราชการ คำชี้แจงของ กกต. และผลการพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง ประชาชนควรรับข้อมูลจากหลายด้านและหลีกเลี่ยงการตัดสินผู้เกี่ยวข้องก่อนมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด
ติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างมีวิจารณญาณ และร่วมกันสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อให้การเลือกตั้งและการใช้อำนาจรัฐเป็นไปตามหลักกฎหมายและความยุติธรรม
ที่มา – “ศรีสุวรรณ” จี้ กกต. ถอน 3 พยานกลับคำคดีฮั้ว สว. เร่งเอาผิดแจ้งเท็จ-อาญา เตือนเพิกเฉย ม.157


