สธ. เปิดแนวทางรับมือ 'สงครามตะวันออกกลาง' ย้ำ 'รถฉุกเฉินไม่สะดุด–ยามีสำรอง'

สธ. เปิดแนวทางรับมือสงครามตะวันออกกลาง ย้ำรถฉุกเฉินไม่สะดุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย โดยเฉพาะเรื่องยา เวชภัณฑ์ และพลังงานที่อาจขาดแคลน แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ! สธ. เปิดแนวทางรับมือสงครามตะวันออกกลาง อย่างชัดเจนแล้ว และย้ำหนักแน่นว่า รถฉุกเฉินไม่สะดุด ส่วน ยามีสำรอง กองไว้เพียบใช้ได้ 3-4 เดือนสบายๆ วันนี้เรามาดูรายละเอียดกันว่าสธ.เตรียมพร้อมยังไงบ้าง

สธ. เปิดแนวทางรับมือ “สงครามตะวันออกกลาง” ย้ำ “รถฉุกเฉินไม่สะดุด–ยามีสำรอง”

ตามที่ นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกสธ. เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 (ข้อมูลจากไทยรัฐ) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยโฟกัสที่ทรัพยากรหลัก 2 อย่าง คือ ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงพลังงานที่อาจแพงขึ้นจากราคาน้ำมันพุ่ง สธ. เปิดแนวทางรับมือสงครามตะวันออกกลาง โดยมีระบบเฝ้าระวังที่แน่นหนา เพื่อให้บริการสุขภาพประชาชนไม่สะดุดแม้แต่วินาทีเดียว

สธ. เปิดแนวทางรับมือสงครามตะวันออกกลาง ด้านสต็อกยาและเวชภัณฑ์

เรื่องยาเนี่ย สำคัญมากใช่ไหมล่ะครับ สธ.ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ติดตามทั้งฝั่ง Supply จากผู้ผลิตและนำเข้า และ Demand จากโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยใช้ระบบข้อมูลบริหารเวชภัณฑ์ออนไลน์ที่รวบรวมข้อมูลจากโรงพยาบาล 904 แห่ง ไม่ว่าจะศูนย์ใหญ่ โรงพยาบาลทั่วไป หรือชุมชน สามารถเช็คสต็อกยาแต่ละตัวในแต่ละจังหวัดและเขตสุขภาพได้แบบเรียลไทม์

สิ่งที่เฝ้าระวังพิเศษคือยาที่เสี่ยงขาดแคลน เช่น ยาที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากตะวันออกกลาง ยาโรคเรื้อรังสำคัญอย่างเบาหวาน ความดัน และยาจิตเวช เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยขาดยา โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะปรับการใช้ยาให้เหมาะสมกับพื้นที่ บริหารจัดการภายในเขตและจังหวัดให้ดีที่สุด ตอนนี้สต็อกโดยรวมอยู่ที่ 3-4 เดือน ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อก็ยังมีแผนสำรองเพิ่ม

  • ระบบออนไลน์ติดตามสต็อกยา 904 รพ.ทั่วประเทศ
  • เฝ้าระวังยาเรื้อรังและยาจิตเวชเป็นพิเศษ
  • ประสานผู้ผลิต-นำเข้า และโรงพยาบาลผู้ใช้
  • ปรับการจ่ายยาให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่

รับมือด้านพลังงานและรถฉุกเฉิน

ส่วนพลังงานที่กระทบจากราคาน้ำมัน สธ.สั่งโรงพยาบาลทุกแห่งประหยัดสุดๆ โดยปรับรูปแบบบริการ เช่น ส่งเสริม Telemedicine ปรึกษาหมอออนไลน์ และ Health Rider ส่งยาถึงบ้าน ลดการเดินทางทั้งของคนไข้และบุคลากร นอกจากนี้ยังปรับจ่ายยาให้ผู้ป่วยเรื้อรังนานขึ้นตามเหมาะสม สื่อสารกับประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนก และประสานสถานีน้ำมันสำรองน้ำมันให้รถพยาบาลฉุกเฉินโดยเฉพาะ เพื่อให้ รถฉุกเฉินไม่สะดุด จริงๆ อย่างที่ย้ำไว้

  • ประหยัดพลังงานเคร่งครัดทั่วประเทศ
  • ใช้ Telemedicine และส่งยาถึงบ้าน
  • ปรับระยะจ่ายยาเรื้อรัง
  • สำรองน้ำมันให้รถฉุกเฉินโดยตรง

นอกจากนี้ สธ.ยังมีกองบริหารการสาธารณสุข (กบรส.) คอยประสานทุกฝ่ายให้ลงตัว สถานการณ์ภายนอกผันผวนแค่ไหน การดูแลสุขภาพคนไทยก็ยังเดินหน้าต่อเนื่องแน่นอนครับ

คำแนะนำสำหรับประชาชนในช่วงนี้

เพื่อนๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงอุ่นใจขึ้นบ้างแล้วใช่ไหมครับ สำหรับเราๆ ที่เป็นประชาชน สิ่งที่ทำได้คือ

  • อย่าตื่นตระหนก ฟังข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างสธ.
  • ใช้บริการออนไลน์อย่าง Telemedicine ถ้าไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล
  • จัดการยาส่วนตัวให้พอดี อย้าไปกว้านซื้อเยอะ
  • ประหยัดพลังงานร่วมกัน เช่น ลดใช้รถส่วนตัว

สรุปแล้ว สธ. เปิดแนวทางรับมือสงครามตะวันออกกลาง ได้อย่างมืออาชีพ แสดงให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขไทยแข็งแกร่งขนาดไหน มั่นใจได้เลยครับว่าทุกคนจะปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างดี

ติดตามข่าวสุขภาพและเคล็ดลับดีๆ เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – สธ. เปิดแนวทางรับมือ “สงครามตะวันออกกลาง” ย้ำ “รถฉุกเฉินไม่สะดุด–ยามีสำรอง”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: