เหตุการณ์เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกอิหร่านโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 สร้างความตกใจให้กับวงการเดินเรือไทยเป็นอย่างมาก ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลกผ่าน ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียกระทบโดยตรงต่อไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและสินค้าจำเป็น ในโอกาสนี้ นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้ออกมาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะสำคัญ โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องปรับแผนคุ้มกันเรือไทย ให้ทันท่วงที เพื่อปกป้องชีวิตคนไทยและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ปรับแผนคุ้มกันเรือไทย
นายสรศักดิ์ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และเสนอมาตรการเร่งด่วน 4 ข้อหลัก เพื่อรับมือวิกฤตนี้ โดยเริ่มจากการจัดทำแผนคุ้มกันเรือพาณิชย์ในเส้นทางเสี่ยงภัยสูง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก
ข้อเสนอปรับแผนคุ้มกันเรือไทยแบบเร่งด่วน
- แผนคุ้มกันเรือไทย (Protective Escort): รัฐบาลควรร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม กองทัพเรือ และกระทรวงการต่างประเทศ จัดตั้งหน่วยคุ้มกันเรือพาณิชย์ ประสานงานเตือนภัยกับเรือในเส้นทางเดียวกัน และขอความช่วยเหลือจากกองเรือรบสหรัฐอเมริกาที่ประจำการในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุร้าย
- การประสานข้อมูลเขตอันตราย: เผยแพร่ข้อมูล Danger Zones ให้ผู้ประกอบการเดินเรือไทยทราบชัดเจน รวมถึงแนวทางติดต่อขอความช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตรและสถานทูตไทยล่วงหน้า ช่วยลดความเสี่ยงจากการเดินเรือโดยไม่รู้ตัว
- มาตรการทางเศรษฐกิจ: เตรียมแผนรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตสงคราม โดยกระทรวงพาณิชย์และการคลังต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
- มาตรการทางการทูต: เรียกเอกอัครราชทูตอิหร่านในไทยเข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและขอคำรับประกันว่าจะไม่โจมตีเรือชักธงไทยอีก แสดงจุดยืนชัดเจนว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองคนไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ
นายสรศักดิ์ เน้นย้ำว่า ยุทธวิธีโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมายของอิหร่าน ทำให้ “ความเป็นกลาง” ของไทยไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องปรับแผนคุ้มกันเรือไทย ให้เป็นระบบมากขึ้น
ข้อเสนอปฏิบัติสำหรับญาติลูกเรือและผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ สส.ปชน. ยังมีคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สำหรับญาติของลูกเรือที่ติดอยู่บนเรือมยุรี นารี ควรประสานงานกับกองคุ้มครองสิทธิของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไทยทันที เพื่อติดตามสวัสดิภาพและขอความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว
ส่วนผู้ประกอบการเดินเรือ ต้องเร่งประเมินผลกระทบจากค่าระวางเรือ (Freight Rates) ที่พุ่งสูง และเบี้ยประกันภัยสงคราม (War Risk Insurance) ที่แพงขึ้น หน่วยงานอย่างกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมคว้ามีมาตรการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือลดหย่อนภาษี เพื่อให้ธุรกิจไม่ล้มครืน
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าระบบเดินเรือไทยต้องอัพเกรดระบบความปลอดภัยให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีติดตามดาวเทียมและการฝึกอบรมลูกเรือรับมือวิกฤต การปรับแผนคุ้มกันเรือไทย ไม่ใช่แค่เรื่องการทูต แต่เป็นการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจชาติในระยะยาว
คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? รัฐบาลควรดำเนินการอย่างไรเพื่อปกป้องเรือไทยในพื้นที่เสี่ยง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง!
ที่มา – สส.ปชน. แนะรัฐบาลปรับแผนคุ้มกันเรือไทย หลังอิหร่านโจมตีเรือ “มยุรี นารี” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ


