กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มมาตรการผลักดันผู้อพยพไร้เอกสารไปยังประเทศที่สาม โดยส่งตัวรายแรกไปยัง สหรัฐฯ เนรเทศผู้อพยพรายแรกสู่ ปาเลา ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินอุดหนุนมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เรื่องนี้สร้างความฮือฮาและคำถามมากมายถึงความเหมาะสมของนโยบายนี้
สหรัฐฯ เนรเทศผู้อพยพรายแรกสู่ ปาเลา ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทางการสหรัฐฯ ได้ส่งตัวผู้อพยพรายแรกเดินทางไปยังประเทศปาเลาในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม้ทางปาเลาจะพยายามต้อนรับและอำนวยความสะดวกในเบื้องต้น แต่ผู้อพยพคนดังกล่าวกลับตัดสินใจออกจากเกาะหลังจากอยู่ได้เพียง 2 สัปดาห์ โดยไม่มีการเปิดเผยถึงสาเหตุหรือจุดหมายปลายทางต่อ ทำให้นโยบาย สหรัฐฯ เนรเทศผู้อพยพรายแรกสู่ ปาเลา ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก นี้ถูกตั้งคำถามจากทั้งคนในประเทศและนานาชาติ
ข้อเท็จจริงและปมขัดแย้งของข้อตกลงนี้
เบื้องหลังการตัดสินใจในครั้งนี้คือข้อตกลงที่สหรัฐฯ จะให้เงินสนับสนุนปาเลา 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการรับผู้อพยพจำนวนสูงสุด 75 คน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ:
- ผู้อพยพต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม
- ปาเลามีสิทธิ์เด็ดขาดในการปฏิเสธการรับบุคคลที่เห็นว่าไม่เหมาะสม
- เงินสนับสนุนมุ่งเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม สมาชิกวุฒิสภาของปาเลากลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ และมองว่าสหรัฐฯ กำลังผลักภาระปัญหาผู้อพยพมาทิ้งไว้ที่เกาะขนาดเล็กที่มีประชากรเพียง 20,000 คนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นรอยร้าวในความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ
ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายการนำผู้อพยพไปไว้ในที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคยและห่างไกลจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมเช่นนี้ อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน การแก้ปัญหาผู้อพยพควรเน้นที่ต้นเหตุมากกว่าการโยกย้ายบุคคลไปมาระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
ที่มา – สหรัฐฯ เนรเทศผู้อพยพรายแรกสู่ “ปาเลา” ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก


