เป็นประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในวงการลูกหนังอังกฤษ เมื่อมีการออกมาเรียกร้องให้เหล่าสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่หันมามีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มากขึ้น เพื่อลดภาระของภาษีประชาชนที่ต้องนำมาแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลในแต่ละปี
ปัจจุบันมีโมเดลการทำงานที่สโมสรไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัยภายนอกสนาม ซึ่ง Mark Roberts หัวหน้าตำรวจผู้นำด้านการดูแลความปลอดภัยฟุตบอลของสหราชอาณาจักร มองว่าสิ่งนี้ สโมสรฟุตบอลถูกจี้ให้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าตำรวจจากภาษีประชาชน ไม่สามารถปล่อยให้ดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากในฤดูกาลที่ผ่านมา งบประมาณภาษีกว่า 70 ล้านปอนด์ถูกใช้จ่ายไปกับการดูแลความปลอดภัยรอบสนาม ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เหตุผลที่สโมสรฟุตบอลถูกจี้ให้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าตำรวจจากภาษีประชาชน
จากการเปิดเผยข้อมูลโดยกระทรวงมหาดไทย พบว่ามีการรายงานเหตุวุ่นวายในสนามฟุตบอลถึง 1,644 นัดในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2017-18 ไม่เพียงแค่ความวุ่นวายในสนามเท่านั้น แต่เหตุการณ์อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลมักจะเกิดขึ้นนอกสนามด้วย ซึ่งในจุดนี้สโมสรกลับไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแม้แต่เพนนีเดียวตามระบบปัจจุบัน
ความท้าทายใหม่ในวงการฟุตบอล
ในขณะที่ตัวเลขคดีอาชญากรรมออนไลน์และเหตุการณ์ความรุนแรงระดับสูงเพิ่มขึ้น การที่ สโมสรฟุตบอลถูกจี้ให้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าตำรวจจากภาษีประชาชน จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในเชิงบริหารจัดการ โดยเฉพาะเมื่อสโมสรฟุตบอลหลายแห่งมีมูลค่าธุรกิจระดับหลายพันล้านปอนด์ แต่ภาระความปลอดภัยกลับตกเป็นของรัฐ
- การดูแลความปลอดภัยรอบสนามฟุตบอลไม่ใช่เรื่องเล็กและใช้ต้นทุนสูง
- สถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์เกี่ยวกับฟุตบอลเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
- เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเช่น ศ. Geoff Pearson จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ มองว่าตัวเลขความรุนแรงเหล่านี้อาจเกิดจากการที่สโมสรมีระบบบันทึกเหตุการณ์ที่ดีขึ้น ทำให้บันทึกข้อมูลได้แม่นยำกว่าแต่ก่อน แต่ถึงอย่างนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าภาษีประชาชนต้องถูกนำมาใช้จ่ายในกิจกรรมทางธุรกิจของสโมสรฟุตบอลยังคงเป็นคำถามที่สังคมต้องการคำตอบ
เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่า สโมสรฟุตบอลจะยอมปรับตัวและเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้มากขึ้นหรือไม่ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว วงการฟุตบอลที่ยั่งยืนควรจะต้องเติบโตไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่ผลักภาระให้เป็นเรื่องของภาษีประชาชนอยู่ฝ่ายเดียว
ที่มา – ไม่พบหัวข้อ



