อิสราเอลเมินคำขอ ทรัมป์ สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า อิสราเอลเมินคำขอ ทรัมป์ สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน แม้ว่าทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามต่อสายตรงเพื่อระงับเหตุการณ์ไม่ให้บานปลาย แต่ดูเหมือนว่าความตึงเครียดที่สะสมมานานจะเกินกว่าที่การทูตจะยับยั้งได้ทัน ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลกโดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน
เบื้องหลังการตัดสินใจที่โลกต้องจับตา
ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ ทรัมป์ได้พยายามกดดันเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอย่างหนัก เพื่อไม่ให้มีการตอบโต้ทางทหาร แต่การที่ อิสราเอลเมินคำขอ ทรัมป์ สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน ในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายทางความมั่นคงของอิสราเอลนั้นมีความสำคัญเหนือความพยายามในการเจรจาสันติภาพชั่วคราว กองทัพอิสราเอลได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีเป้าหมายหลายจุด ทั้งในกรุงเตหะรานและเมืองอื่นๆ ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังสนั่น
- อิสราเอลยืนยันการโจมตีเป้าหมายทางทหาร
- อิหร่านประกาศกร้าวเตรียมล้างแค้นฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
- ตลาดน้ำมันโลกขานรับด้วยการราคาพุ่งสูงขึ้นกว่า 3%
ความเคลื่อนไหวนี้เปรียบเสมือนการโต้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังจากอิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอากาศอิสราเอลเพื่อเป็นการเตือนสติ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างออกไปจนกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรักและซีเรียที่ต้องประกาศปิดน่านฟ้าทันที
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนที่สุดคือ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งทะยานสูงขึ้นเกิน 96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากความหวังในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลกกำลังริบหรี่ การที่ อิสราเอลเมินคำขอ ทรัมป์ สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์และการทหารในตะวันออกกลางนั้นซับซ้อนเกินกว่าตัวแสดงสำคัญเพียงไม่กี่คนจะควบคุมได้ทั้งหมด ไม่ว่าทรัมป์จะพยายามประกาศว่าตนเป็นผู้คุมเกมเพียงใด แต่บนพื้นที่แห่งความขัดแย้งจริงนั้น ความปลอดภัยของชาติยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ตัดสินใจทุกอย่าง นี่ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประชาคมโลกในการพยายามรักษาสันติภาพท่ามกลางไฟสงครามที่พร้อมจะลุกลามได้ทุกเมื่อ


