เปลี่ยนขยะเกษตรสู่พลังงานชีวภาพ กลายเป็นแนวทางสำคัญที่ภาครัฐและภาคเอกชนกำลังร่วมกันผลักดัน เพื่อสร้างประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและปศุสัตว์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้หารือกับกลุ่มบริษัท SINOMACH และบริษัท CNEEC ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักร อุตสาหกรรมพลังงาน และระบบจัดการพลังงานสีเขียว
การพบปะครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านคมนาคมสีเขียวที่ไม่ได้มองเพียงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระบบขนส่งกับการผลิตพลังงานสะอาด ตั้งแต่การรวบรวมวัตถุดิบจากฟาร์มและชุมชน การแปรรูปของเสีย ไปจนถึงการกระจายเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ที่ได้เข้าสู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
เปลี่ยนขยะเกษตรสู่พลังงานชีวภาพ เพื่อเศรษฐกิจชุมชน
ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องเผาวัสดุเหลือใช้ เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด เศษพืช มูลสัตว์ และของเสียจากฟาร์ม เพราะยังไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม การเผานอกจากทำให้เกิดควันและฝุ่นละอองแล้ว ยังทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น แนวคิด เปลี่ยนขยะเกษตรสู่พลังงานชีวภาพ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน
กลุ่มบริษัทเอกชนได้นำเสนอระบบผลิตพลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพแบบครบวงจร โดยนำวัสดุเหลือใช้เข้าสู่กระบวนการหมักและแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพอัด หรือ LBM (Liquefied Bio-Methane) เชื้อเพลิงชนิดนี้สามารถนำไปใช้ทดแทนก๊าซ LPG และ LNG ในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการขนส่งได้ หากพัฒนาอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
เปลี่ยนขยะเกษตรสู่พลังงานชีวภาพด้วยระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยง
หัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่ที่โรงงานผลิตพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบระบบโลจิสติกส์ให้รองรับวัตถุดิบและผลผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงคมนาคมจึงมีบทบาทในการสนับสนุนเส้นทางขนส่ง จุดรวบรวมวัตถุดิบ ยานพาหนะที่เหมาะสม และระบบกระจายผลิตภัณฑ์ให้เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ฟาร์มปศุสัตว์ โรงงานแปรรูป ไปจนถึงผู้ใช้งานปลายทาง
หากมีการวางแผนเส้นทางอย่างเป็นระบบ เกษตรกรจะสามารถนำของเสียมาส่งยังจุดรวบรวมได้สะดวก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็สามารถบริหารเที่ยวรถ ลดการวิ่งรถเปล่า และควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น การขนส่งที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ราคาพลังงานชีวภาพแข่งขันได้ และเพิ่มแรงจูงใจให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการมากขึ้น
- รวบรวมเศษวัสดุและของเสียจากภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ
- ลดการเผาในที่โล่งและลดปัญหาฝุ่นควันในชุมชน
- ผลิตก๊าซชีวภาพอัดเพื่อใช้ทดแทน LPG และ LNG
- สร้างงานและรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น
- ลดต้นทุนโลจิสติกส์ด้วยการวางแผนเส้นทางและจุดกระจายสินค้า
นอกจาก LBM แล้ว กระบวนการผลิตยังสามารถสร้างผลพลอยได้หลายประเภท เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ยูเรีย Bio-Char และน้ำส้มควันไม้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ในภาคการเกษตรหรือพัฒนาเป็นสินค้าชุมชน ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการและทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ กล่าวคือ ของเสียจากกิจกรรมหนึ่งสามารถกลายเป็นวัตถุดิบของอีกกิจกรรมหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง
โอกาสใหม่ของชายแดนใต้และอุตสาหกรรมฮาลาล
พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล การพัฒนาพลังงานสะอาดและระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพจะช่วยรองรับการขยายตัวของธุรกิจเหล่านี้ในอนาคต โรงงานและผู้ประกอบการจะมีทางเลือกด้านพลังงานที่มั่นคง ขณะที่ชุมชนสามารถมีรายได้จากการจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง และการดูแลระบบผลิตพลังงาน
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับกลุ่มทุนเอกชนยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพราะโครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีทั้งเทคโนโลยี เงินทุน บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐจึงเป็นปัจจัยที่ช่วยลดอุปสรรคด้านการขออนุญาต การเชื่อมต่อเส้นทางขนส่ง และการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตและจัดเก็บเชื้อเพลิงชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานควรเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการรับฟังความคิดเห็น การกำหนดจุดรวบรวมวัตถุดิบ และการออกแบบรูปแบบผลประโยชน์ที่เป็นธรรม หากชุมชนเข้าใจเป้าหมายและเห็นประโยชน์ที่ได้รับ โครงการจะมีโอกาสเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าการดำเนินงานที่มุ่งเน้นเฉพาะด้านอุตสาหกรรม
การ เปลี่ยนขยะเกษตรสู่พลังงานชีวภาพ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนขยะให้เป็นเชื้อเพลิง แต่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมโยงเกษตรกร โรงงาน ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง พื้นที่ชายแดนใต้จะสามารถลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก สร้างงานในท้องถิ่น และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมฮาลาลสู่ตลาดโลกได้
ในมุมมองของผู้เขียน โครงการลักษณะนี้ควรเดินหน้าอย่างโปร่งใส ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการติดตามผลที่ชัดเจน เพราะพลังงานสะอาดจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อประชาชนได้รับประโยชน์จริง และการเติบโตทางเศรษฐกิจเดินไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่
ที่มา – “พิพัฒน์” คุยกลุ่มทุนเอกชน หนุนเปลี่ยนขยะเกษตรสู่พลังงานชีวภาพ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ชายแดนใต้

