ในยุคที่ข้าวของเครื่องใช้ต่างพากันปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรื่องปากท้องกลายเป็นภาระหนักอึ้งของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยล่าสุดเราได้เห็นตัวอย่างความน่ารักของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี ที่แสดงให้เห็นถึงน้ำใจคนไทยด้วยกัน ผ่านข่าว แม่ค้าปลาทูยอมกำไรน้อย ตรึงราคาเดิมช่วยลูกค้า เตรียมทำใจหลังต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง เพื่อประคองให้คนในชุมชนยังพอมีกินมีใช้ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้
สถานการณ์จริงเมื่อ แม่ค้าปลาทูยอมกำไรน้อย ตรึงราคาเดิมช่วยลูกค้า เตรียมทำใจหลังต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง
จากการลงพื้นที่สำรวจราคาปลาทู พบว่าต้นทุนการรับซื้อปลาทูพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาขายส่งปรับขึ้นมาแตะระดับกิโลกรัมละ 100 บาทแล้ว เมื่อรวมกับค่าขนส่งและค่าแรงงานที่ต้องจ่ายต่อวัน ทำให้การทำธุรกิจแทบไม่เหลือกำไร แต่ถึงอย่างนั้น แม่ค้าหลายรายก็ยังเลือกที่จะแบกรับภาระไว้เอง เพื่อให้ราคาขายหน้าร้านยังคงเดิม คือชุดละ 20-30 บาท โดยเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้แม่ค้าตัดสินใจเช่นนี้ ได้แก่:
- ความเห็นอกเห็นใจลูกค้าประจำที่ซื้อหากันมานาน
- การพยายามรักษาฐานลูกค้าไว้ไม่ให้หายไปไหน
- ความเข้าใจถึงสภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นของทุกคนในสังคม
กลยุทธ์การอยู่รอดของร้านค้า เมื่อต้นทุนพุ่งสูงเกินต้านทาน
แม้จะมีความตั้งใจดีในการช่วยเหลือสังคม แต่ในเชิงธุรกิจการต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนเพิ่มขึ้น 5-10 บาทต่อชุดนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ดังนั้นแม่ค้าจึงต้องใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการ เช่น การนำปลาทูล็อตที่รับซื้อมาในราคาต่างกันมาเฉลี่ยต้นทุนกัน เพื่อให้ยังสามารถขายราคาเดิมได้นานที่สุด แม้ว่าวันนี้ แม่ค้าปลาทูยอมกำไรน้อย ตรึงราคาเดิมช่วยลูกค้า เตรียมทำใจหลังต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง จะเป็นจุดที่หลายคนต้องยอมรับความจริงว่าอนาคตอาจต้องมีการปรับราคาขึ้นหากต้นทุนไม่ลดลง
หากเรามองในมุมของผู้บริโภค การสนับสนุนร้านค้าที่มีน้ำใจเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการช่วยกระจายรายได้และสร้างสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจว่า หากต้นทุนการผลิตยังสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การปรับราคาในอนาคตอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นการบริหารจัดการครัวเรือนให้เหมาะสมในช่วงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ
ที่มา – แม่ค้าปลาทูยอมกำไรน้อย ตรึงราคาเดิมช่วยลูกค้า เตรียมทำใจหลังต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง




