20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา อำนาจนอกระบบสู่เครือข่ายสีน้ำเงิน เป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาพูดถึงอีกครั้งในเวทีสัมมนาครบรอบ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่า แม้รถถังจะกลับเข้าสู่กรมกองแล้ว แต่อำนาจที่อยู่นอกเหนือการตรวจสอบอาจยังคงดำรงอยู่ในรูปแบบใหม่
งานสัมมนาจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป” โดยมีการพูดคุยถึงผลกระทบของรัฐประหารต่อการเมืองไทย หลักนิติรัฐ และระบบตรวจสอบอำนาจรัฐ ประเด็นสำคัญคือ รัฐประหารไม่ควรถูกมองเพียงเหตุการณ์ที่ทหารนำรถถังออกมายึดอำนาจเท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงผลพวงที่ยังส่งต่อมายังโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมาย
20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา อำนาจนอกระบบสู่เครือข่ายสีน้ำเงิน
รังสิมันต์อธิบายว่า หากมองรัฐประหารเป็นเพียงการประกาศยึดอำนาจ เหตุการณ์อาจดูเหมือนจบลงเมื่อรถถังถูกนำกลับไปเก็บ แต่หากมองว่ารัฐประหารคือการทำลายหลักการที่ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และผู้มีอำนาจต้องถูกตรวจสอบ รัฐประหารอาจยังไม่จบลงอย่างแท้จริง
ในมุมมองดังกล่าว อำนาจนอกระบบอาจเปลี่ยนรูปจากเครื่องแบบทหารมาอยู่ในรูปของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กลไกทางการเมือง หรือเครือข่ายบุคคลที่สามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์กรตรวจสอบได้ จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากผู้ที่ถูกตรวจสอบสามารถมีอิทธิพลต่อผู้ตรวจสอบ ระบบดังกล่าวยังจะเรียกได้เต็มปากหรือไม่ว่าเป็นหลักนิติรัฐ
20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา กับคำถามเรื่องการตรวจสอบอำนาจ
หนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงคือบทบาทของวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายแห่ง หากกลุ่มการเมืองใดสามารถสร้างเครือข่ายในสภาได้สำเร็จ ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการมีอำนาจต่อรองทางการเมือง แต่ยังอาจส่งผลต่อระบบตรวจสอบทั้งระบบ
ประเด็นนี้ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามอย่างรอบคอบว่า กลไกต่าง ๆ ทำงานอย่างเป็นอิสระหรือไม่ และการดำเนินคดีหรือการตรวจสอบบุคคลที่มีอำนาจเกิดขึ้นอย่างเสมอภาคหรือเปล่า ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ควรผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ผู้เกี่ยวข้องยังควรได้รับสิทธิในการชี้แจงและพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม
รังสิมันต์ยังเชื่อมโยงประเด็นการเมืองกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดหน่วยงานต่างประเทศจึงอาจพบข้อมูลบางอย่าง ขณะที่หน่วยงานในประเทศซึ่งอยู่ใกล้แหล่งข้อมูลมากกว่ากลับยังไม่สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจน ประเด็นนี้จึงควรได้รับคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส และไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว หากมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ
ผลพวงของรัฐประหารกระทบประชาชนอย่างไร
นอกจากเรื่องโครงสร้างอำนาจแล้ว ยังมีการพูดถึงกรณีข้อกล่าวหาการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ประเด็นนี้สะท้อนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบราชการและประชาชนในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของผู้สมัครที่ตั้งใจเตรียมตัว การทำให้ระบบคุณธรรมถูกตั้งคำถาม และการใช้งบประมาณภาษีเพื่อสนับสนุนระบบที่อาจไม่เป็นธรรม
- กระทบระบบคุณธรรม: คนที่มีความรู้และตั้งใจอาจรู้สึกว่าความพยายามไม่มีความหมาย หากระบบเปิดช่องให้เส้นสายหรือผลประโยชน์มีอิทธิพล
- กระทบงบประมาณแผ่นดิน: หากบุคคลที่ได้ตำแหน่งโดยไม่สุจริตเข้ารับราชการ ประชาชนอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและสวัสดิการในระยะยาว
- กระทบความไว้วางใจ: เมื่อประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อการสอบสวนและการลงโทษ ความศรัทธาต่อสถาบันการเมืองและกระบวนการยุติธรรมก็อาจลดลง
หัวใจของเรื่องจึงไม่ใช่เพียงการหาผู้กระทำผิดมารับโทษ แต่ต้องตรวจสอบให้ถึงโครงสร้าง ผู้สนับสนุน และช่องโหว่ที่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นได้ หากดำเนินการเฉพาะบุคคลระดับล่างหรือระดับกลาง โดยไม่ตรวจสอบผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง สังคมก็อาจไม่ได้คำตอบที่แท้จริง
จากอำนาจนอกระบบสู่อำนาจในระบบ
แนวคิดเรื่อง 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา อำนาจนอกระบบสู่เครือข่ายสีน้ำเงิน จึงชวนให้มองการเมืองไทยในมิติที่กว้างขึ้น อำนาจอาจไม่จำเป็นต้องแสดงตัวด้วยรถถังหรือคำประกาศยึดอำนาจเสมอไป แต่อาจแทรกอยู่ในเครือข่ายทางการเมือง การแต่งตั้งบุคคล การออกแบบกฎหมาย และการควบคุมกลไกตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ประเด็นนี้ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง หลักฐาน และกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรเหมารวมบุคคลหรือกลุ่มใดโดยไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐก็ควรเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อสาธารณะ ชี้แจงข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา และทำให้ประชาชนเห็นว่ากฎหมายบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
บทเรียนจาก 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา อำนาจนอกระบบสู่เครือข่ายสีน้ำเงิน คือประชาธิปไตยไม่ได้จบลงแค่การไม่มีรถถังบนท้องถนน แต่ต้องมีระบบตรวจสอบที่เป็นอิสระ สื่อมวลชนที่ทำงานได้ ประชาชนที่ตั้งคำถามได้ และกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เลือกปฏิบัติ หากสังคมปล่อยให้ผู้มีอำนาจอยู่เหนือกติกา วงจรเดิมก็อาจกลับมาในรูปแบบใหม่ได้เสมอ
ในมุมมองของผู้เขียน การลบล้างผลพวงของรัฐประหารไม่ใช่การแก้แค้นคนในอดีต แต่คือการสร้างกติกาที่ป้องกันไม่ให้คนรุ่นต่อไปต้องเผชิญปัญหาเดิม ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ สนับสนุนการตรวจสอบที่โปร่งใส และร่วมกันผลักดันให้หลักนิติรัฐมีความหมายในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ
ที่มา – 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยา “โรม” ชี้ อำนาจนอกระบบเปลี่ยนสู่เครือข่ายสีน้ำเงิน


