วัน: 12 สิงหาคม 2025

มิลเลอร์ จากมาเธอร์เวลล์ เข้ารับการตรวจร่างกายกับอูดิเนเซ่

เลนนอน มิลเลอร์ กองกลางชาวสก็อตแลนด์วัย 18 ปี ได้เดินทางออกจากสนามบินกลาสโกว์เพื่อไปยังอิตาลี โดยมีรายงานว่าเขากำลังจะเข้ารับการตรวจร่างกายกับอูดิเนเซ่ สโมสรในเซเรียอา

ทั้งอูดิเนเซ่และ Union Saint-Gilloise เคยยื่นข้อเสนอเพื่อขอซื้อตัว มิลเลอร์ จากมาเธอร์เวลล์ เข้ารับการตรวจร่างกายกับอูดิเนเซ่ ในช่วงเดือนมกราคม แต่ถูกปฏิเสธไป

เยนส์ เบอร์เทล แอสกู ผู้จัดการทีมมาเธอร์เวลล์ กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า มิลเลอร์ ไม่มีชื่อในเกมที่เสมอกับเซนต์ เมียร์เรนแบบไร้สกอร์ในศึกสก็อตติช พรีเมียร์ชิพ เนื่องจากมี “สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเบื้องหลัง”

มิลเลอร์ยังไม่ได้ลงเล่นในฤดูกาลนี้ โดยมาเธอร์เวลล์ระบุว่าก่อนหน้านี้เขาได้รับบาดเจ็บเป็นเวลาสี่สัปดาห์

ลูกชายของ ลี มิลเลอร์ อดีตกองหน้าของอเบอร์ดีนและฟัลเคิร์ก ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ไปแล้ว 76 นัด

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เขาเป็นผู้เล่นตัวหลักเกือบทุกนัด โดยมาเธอร์เวลล์จบอันดับที่แปดในศึกสก็อตติช พรีเมียร์ชิพ โดยเขาทำไปสี่ประตูจากการลงเล่น 41 นัด และได้รับโอกาสติดทีมชาติสกอตแลนด์สองนัด

เมื่อถูกถามถึงการขาดหายไปของมิลเลอร์เมื่อวันเสาร์ แอสกูกล่าวว่า “ใช่ มันเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้ายโดยพิจารณาทุกอย่างแล้ว”

“ไม่ใช่ความลับว่ามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเบื้องหลัง เรารู้ว่าเขาพักไปสี่สัปดาห์”

“คุณเต็มใจที่จะเสี่ยงกับผู้เล่นอย่างเขาในสถานการณ์เช่นนั้นมากแค่ไหน? การตัดสินใจคือเราให้เขาพัก”

มิลเลอร์ จากมาเธอร์เวลล์ เข้ารับการตรวจร่างกายกับอูดิเนเซ่

การย้ายทีมของ เลนนอน มิลเลอร์ จากมาเธอร์เวลล์ เข้ารับการตรวจร่างกายกับอูดิเนเซ่ ถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพค้าแข้งของดาวรุ่งรายนี้ ด้วยวัยเพียง 18 ปี เขาได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่โดดเด่นจนได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในยุโรป การย้ายไปเล่นในเซเรียอา อิตาลี จะเป็นโอกาสให้เขาได้พัฒนาฝีเท้าและเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ

ทำไมอูดิเนเซ่ถึงสนใจ มิลเลอร์ จากมาเธอร์เวลล์ เข้ารับการตรวจร่างกายกับอูดิเนเซ่?

  • ศักยภาพ: มิลเลอร์เป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์ มีทักษะการเลี้ยงบอล การจ่ายบอล และการยิงประตูที่ดี
  • ประสบการณ์: แม้จะอายุยังน้อย แต่เขาลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของมาเธอร์เวลล์ไปแล้วกว่า 70 นัด
  • ความสารพัดประโยชน์: เขาสามารถเล่นได้หลายตำแหน่งในแดนกลาง

การย้ายทีมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อตัวนักเตะเองเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับมาเธอร์เวลล์ในการสร้างรายได้จากการขายผู้เล่นดาวรุ่งของทีม

การย้ายไปเล่นในลีกระดับสูงอย่างเซเรียอา จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับมิลเลอร์ ว่าเขาจะสามารถปรับตัวและพัฒนาฝีเท้าจนก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นระดับโลกได้หรือไม่ แฟนบอลชาวสก็อตแลนด์ต่างรอคอยที่จะได้เห็นเขาประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพค้าแข้ง

สุดท้ายแล้ว ดีลนี้จะส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งตัวนักเตะ สโมสร และวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์เอง

ที่มา – Motherwell’s Miller completes Udinese medical

ชาวบ้านอพยพ! เหตุไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก แม้จะยังไม่มีประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ แต่ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จึงตัดสินใจอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณถนนหมายเลข 221 กันทรลักษณ์-เขาพระวิหาร พบว่ามีรถของชาวบ้านทยอยเดินทางออกจากพื้นที่เป็นจำนวนมากผิดปกติ สืบเนื่องจากกระแสข่าวการแจ้งเตือนว่าอาจจะเกิดการปะทะกันขึ้นอีกครั้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ความกังวลใจนี้เอง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ได้ตัดสินใจอพยพออกจากบ้านเรือน พร้อมทั้งขนทรัพย์สินและสิ่งของจำเป็นติดตัวไปด้วย

จากการสอบถามชาวบ้านที่กำลังอพยพ พวกเขาให้เหตุผลว่า ตัดสินใจขนข้าวของและพาครอบครัวออกมาจากหมู่บ้าน เพราะไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” แม้ว่าผู้นำชุมชนจะยังไม่ได้ประกาศให้อพยพก็ตาม นอกจากนี้ ชาวบ้านยังแสดงความต้องการให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชายุติลงโดยเร็ว เพราะพวกเขาไม่อยากต้องอพยพหนีภัยอีกต่อไปแล้ว

ทำไมชาวบ้านถึงไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” และตัดสินใจอพยพ คือ ประสบการณ์ในอดีตที่เคยเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบและการปะทะกันในพื้นที่ชายแดนมาแล้วหลายครั้ง ความทรงจำและความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เหล่านั้น ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขา ทำให้เมื่อมีข่าวลือหรือสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอน พวกเขาจึงเลือกที่จะป้องกันตนเองและครอบครัวไว้ก่อน โดยการอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า

ผู้นำท้องถิ่นในตำบลเสาธงชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนการที่ชาวบ้านตัดสินใจอพยพนั้น เป็นเพราะต้องการความสบายใจ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์อพยพมาแล้วหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 22.32 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก”

ถึงแม้ว่ากองทัพจะออกมายืนยันถึงสถานการณ์ปกติ แต่ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่ยังคงอยู่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและการอพยพโดยไม่จำเป็น

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และไม่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนอีกต่อไป

ที่มา – ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พากันอพยพครอบครัวออกนอกพื้นที่

พระลูกวัดแจง! ปมเรียกหลวงพ่ออลงกตป๊ะป๋า ที่ดิน2000ไร่แค่ชื่อ

“พระลูกวัด” ชี้แจงประเด็นคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” พร้อมเผยเรื่องที่ดิน 2,000 ไร่ ที่แท้เป็นแค่ชื่อเรียกติดปากเท่านั้นเอง! วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องนี้กันค่ะ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดพระบาทน้ำพุ มีพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่ดินนี้ใช้ชื่อนายธนชัย อดีตไวยาวัจกร (ผู้เสียชีวิต) เป็นผู้ถือครองแทนวัด และกำลังดำเนินการเรียกคืนจากทายาทของนายธนชัย

บรรยากาศภายในโครงการค่อนข้างเงียบเหงา มีการแบ่งพื้นที่เป็นอาคารสำนักงาน, บ้านพักของผู้ติดเชื้อ HIV ที่แข็งแรง, พื้นที่เลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดแบบปิด รวมถึงโครงการธรรมรักษ์นิเวศ 2 ซึ่งมีบ้านพักเด็กธรรมรักษ์ที่ดูแลเด็กและเยาวชนผู้ป่วย HIV และบ้านเด็กแกลด้าที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของราชพัสดุมา 25 ปีแล้ว ยังมีอาคารที่เตรียมสร้างโรงพยาบาลธรรมรักษ์, พื้นที่เกษตรและเลี้ยงสัตว์, โรงงานแปรรูป และโรงงานไฟฟ้าของโครงการซึ่งปัจจุบันดูรกร้าง

จากการสำรวจพบว่าบ้านพักของผู้ป่วยถูกปล่อยทิ้งร้างจำนวนมาก แต่บางส่วนก็ยังมีผู้พักอาศัยอยู่ ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ช่วยกันตัดหญ้าและทำเกษตรเชิงซ้อนเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาจากวัดพระบาทน้ำพุ

พระเจษฎา จิรัฏฐิโก พระลูกวัดธรรมรักษ์นิเวศ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นดำริของหลวงพ่ออลงกต สร้างมา 20 กว่าปีแล้ว เนื่องจากช่วงที่ก่อตั้งมีผู้ป่วยจำนวนมากจนล้นธรรมรักษ์นิเวศน์ 1 (วัดพระบาทน้ำพุ) จึงต้องขยายมายังโครงการนี้ ภายในโครงการมีบ้านพักผู้ป่วย, บ้านเด็กธรรมรักษ์, โรงเรียน, มูลนิธิสิทธิเด็ก และโรงพยาบาล โครงการนี้ให้ผู้ป่วย HIV ที่เป็นผู้ใหญ่และแข็งแรงมาอาศัยอยู่และมีอาชีพ โดยทำงานทำความสะอาด, ทำสวน, เกษตรอินทรีย์ และได้รับเงินเดือนจากมูลนิธิ ส่วนผลผลิตทางการเกษตรก็นำไปขายให้โครงการในลักษณะวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยืนยันว่ามีรายได้จริง นอกจากนี้โครงการยังรับเด็กที่มีเชื้อ HIV และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากผู้ติดเชื้อมาดูแลด้วย

โครงการนี้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เริ่มทรุดโทรมในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตัวยาพัฒนามากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยน้อยลง และการหาอาสาสมัครก็เป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ห่างไกลและเงินเดือนของมูลนิธิน้อย

พื้นที่โครงการน่าจะอยู่ที่ประมาณ 800-900 ไร่ ส่วนที่เรียกกันว่า 2,000 ไร่นั้น เป็นเพียงชื่อที่คนที่ทำงานให้หลวงพ่ออลงกตใช้เรียกกันติดปากเท่านั้น จำนวนผู้ป่วยปัจจุบันมีประมาณหลักร้อยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่เป็นบ้าน แต่ในโรงเรียนมีปีละประมาณ 800 คน ซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนประจำและส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ติดเชื้อ HIV ด้วย

ทำไมถึงเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า”?

สำหรับประเด็นที่ต้องมีการขยายพื้นที่ พระเจษฎาให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะมีผู้ป่วยบางส่วนที่มารักษาตัวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หากออกไปเรียนหรือใช้ชีวิตข้างนอกก็มักจะถูกรังเกียจ สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ที่นี่เพราะไม่มีที่ไป ญาติหลายคนก็ไม่สนใจรับไปเลี้ยง

โรงงานไฟฟ้าด้านหน้าทางเข้าโครงการ คาดว่าเป็นความคิดของหลวงพ่ออลงกตที่อยากให้ชาวบ้านนำไม้มาเผาผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่เคยลองผลิตแล้วเครื่องไม่สามารถใช้งานได้จึงต้องปิดตัวลง

สาเหตุที่โรงพยาบาลยังสร้างไม่เสร็จนั้น ไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อก่อนเคยมีสถานีอนามัยภายใน มีพยาบาลอยู่ประจำประมาณ 15-16 ปี ก่อนที่จะมาสร้างเป็นโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มียาต้านเอดส์ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเลือกที่จะทานยาเองและออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก ปัจจุบันที่นี่จึงกลายเป็นที่สวดมนต์ทำวัตรของพระและผู้ป่วยที่อาศัยอยู่

พระเจษฎายังชี้แจงประเด็นที่มีผู้เรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” ว่า เด็กๆ ทุกคนที่นี่เรียกหลวงพ่ออลงกตว่าป๊ะป๋าหมด พอเด็กเรียก ผู้ใหญ่บางคนที่สนิทกับหลวงพ่อก็เรียกตาม

ส่วนกรณีที่ดินตรงนี้เป็นชื่อของมูลนิธิหรือนายธนชัย ทุกคนเข้าใจว่าเป็นของมูลนิธิที่ให้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ไม่ได้มีใครไปสืบค้นว่าเป็นของใคร ส่วนตัวก็ทราบว่าเป็นชื่อของนายธนชัยตั้งแต่ตอนซื้อ แต่ไม่ได้แม่นข้อกฎหมายและไม่ได้คิดอะไร เพราะนายธนชัยก็เป็นคนดี เป็นผู้จัดการดูแลที่แห่งนี้ และหลวงพ่ออลงกตน่าจะเลือกคนที่ไว้ใจด้วย ญาติของนายธนชัยไม่เคยมาที่นี่ และนายธนชัยไม่เคยมีญาติมาข้องเกี่ยว ที่เห็นก็มีแต่ทำงานอย่างเดียว

สำหรับนายธนชัย อดีตไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เคยเป็นผู้จัดการโครงการและถือเป็นปูชนียบุคคล ลองคิดดูว่าคนเราตายแล้วมีคนทำรูปปั้นให้ ต้องเป็นคนดีแค่ไหน ตอนที่นายธนชัยยังมีชีวิตอยู่ ก็มาทำงานแบบไม่เอาเงินแม้แต่บาทเดียว กินข้าวที่โรงครัวกับผู้ป่วย ทำแต่งาน ดูแลทั้งคนป่วยและสถานที่

ทำความเข้าใจประเด็นเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า และที่ดิน 2,000 ไร่

ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนลองพิจารณาว่าหลวงพ่ออลงกตกลับมานอนวัดเที่ยงคืน และตื่นตีสามออกไปบิณฑบาตรทุกวันเป็นเวลา 30 ปี คุณคิดว่าคนคนนั้นจะโกงเงินหรือยักยอกเงินไปทำอะไร? ลองคิดอย่างมีเหตุผลดูว่าคนแบบนั้นจะเป็นคนอย่างไร

จากข้อมูลที่ได้รับจาก “พระลูกวัด” เราได้เข้าใจถึงที่มาของการเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” และความจริงเกี่ยวกับที่ดิน 2,000 ไร่ กันแล้ว หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายข้อสงสัยของทุกท่านนะคะ

ที่มา – “พระลูกวัด” แจงปมคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า เผย 2,000 ไร่ เป็นเพียงชื่อเรียกติดปาก

เอฟเวอร์ตัน คว้า กรีลิช ร่วมทีมแบบยืมตัว

แจ็ค กรีลิช กล่าวว่า “มีเพียงที่เดียวที่เขาต้องการไป” หลังจากเซ็นสัญญากับเอฟเวอร์ตันด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งฤดูกาลจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ดาวเตะวัย 29 ปี กลายเป็นผู้เล่นใหม่รายที่ 6 ของเอฟเวอร์ตันในช่วงซัมเมอร์นี้ ต่อจาก คีร์แนน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์, ชาร์ลี อัลคาราซ, เธียร์โน่ แบร์รี่, มาร์ค ทราเวอร์ส และ อดัม อัซนู

เขากล่าวว่าการพูดคุยกับ เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมทอฟฟี่ส์ มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจย้ายมายังสนามฮิลล์ ดิกกินสัน สเตเดียม

“ผมมีความสุขมากที่ได้เซ็นสัญญากับเอฟเวอร์ตัน มันยิ่งใหญ่มากสำหรับผมจริงๆ นี่คือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ มีแฟนบอลที่ยอดเยี่ยม” ปีกทีมชาติอังกฤษกล่าว

“ทันทีที่ผมได้คุยกับผู้จัดการทีม ผมรู้เลยว่ามีเพียงที่เดียวที่ผมต้องการไป ในโซเชียลมีเดีย ผมได้รับข้อความมากมายจากผู้สนับสนุนเอฟเวอร์ตัน นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกเอฟเวอร์ตัน”

“ผมอยากจะขอบคุณแฟนๆ สำหรับข้อความทั้งหมดที่ผมได้รับแล้ว ขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนทั้งหมด ผมหวังว่าจะตอบแทนพวกคุณได้ และผมมั่นใจว่าจะทำได้”

กรีลิช มีโอกาสที่จะประเดิมสนามให้กับเอฟเวอร์ตันในเกมพรีเมียร์ลีกนัดเปิดฤดูกาลที่จะพบกับลีดส์ในวันจันทร์นี้

เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติอังกฤษย้ายจากแอสตัน วิลล่า มาร่วมทีมซิตี้ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติของอังกฤษ 100 ล้านปอนด์ในเดือนสิงหาคม 2021 และลงเล่นไปมากกว่า 150 นัดให้กับสโมสร คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, แชมเปียนส์ลีก และ เอฟเอ คัพ

แต่เขาเริ่มไม่ได้รับความไว้วางใจเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยได้ออกสตาร์ทในลีกเพียง 7 นัด ก่อนที่จะถูกตัดออกจากทีมสำหรับรายการชิงแชมป์สโมสรโลกที่สหรัฐอเมริกา

การย้ายมาเอฟเวอร์ตันเปิดโอกาสให้เขาได้ฟื้นคืนอาชีพค้าแข้งและก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของทีมที่สนามเหย้าแห่งใหม่ของสโมสร

กรีลิช ยังตั้งเป้าที่จะกลับไปติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง ซึ่ง มอยส์ หวังว่าเอฟเวอร์ตันจะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้ หลังจากที่เขากล่าวเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้วว่าเขา “เสียใจ” ที่ถูกตัดออกจากทีมสำหรับศึกยูโร 2024

มอยส์ บอสใหญ่ของเอฟเวอร์ตัน กล่าวว่า “ผมคิดว่าเราได้ตัวเขามาในเวลาที่เหมาะสม เพราะเขามีประสบการณ์ เขาเข้าใจพรีเมียร์ลีก และเราทุกคนตระหนักดีถึงระดับที่เขาสามารถทำผลงานได้”

“เราทุกคนตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับเขา และมอบเวทีให้เขาได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเอง”

เอฟเวอร์ตัน คว้า กรีลิช ร่วมทีมแบบยืมตัว

กรีลิช จะสวมเสื้อหมายเลข 18 และกล่าวว่าเขาเลือกหมายเลขนี้เพื่อเลียนแบบผู้เล่นคนโปรดสองคนของเขา

“มีเหตุผล [สำหรับการเลือกหมายเลข 18]” กรีลิชกล่าว “มีเบอร์อื่น ๆ แต่ผู้เล่นอังกฤษที่ผมชื่นชอบมากที่สุดสองคนคือ เวย์น รูนีย์ และ พอล แกสคอยน์ และผมรู้ว่าพวกเขาทั้งคู่สวมหมายเลข 18 ที่นี่”

“ดังนั้น ทันทีที่ผมรู้ว่าดีลนี้ใกล้เข้ามา ผมก็มองหา และหมายเลข 18 ว่างอยู่ ซึ่งมันสมบูรณ์แบบสำหรับผม และมันเป็นหมายเลขเดียวที่ผมจะเลือกจากจุดนั้นเป็นต้นไป”

“ผมได้คุยกับ เวย์น [รูนีย์] ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ และผมได้พูดถึงเรื่องนั้นกับเขา เกี่ยวกับหมายเลข 18 ผมหวังว่าเขาจะมีความสุขเช่นกัน”

ทำไมการย้ายทีมของ กรีลิช ไปเอฟเวอร์ตันจึงน่าสนใจ

การย้ายทีมของ แจ็ค กรีลิช มายังเอฟเวอร์ตันด้วยสัญญายืมตัวนั้นถือเป็นดีลที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่สำหรับแฟนบอลของทอฟฟี่สีน้ำเท่านั้น แต่รวมถึงแฟนบอลพรีเมียร์ลีกโดยทั่วไป เพราะการย้ายทีมครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้กับกรีลิชในการฟื้นคืนฟอร์มเก่งและพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้

การได้ร่วมงานกับ เดวิด มอยส์ ที่เอฟเวอร์ตัน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพค้าแข้งของกรีลิช เนื่องจากมอยส์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการดึงศักยภาพของผู้เล่นออกมา และการให้โอกาสผู้เล่นได้แสดงฝีเท้าอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การที่เอฟเวอร์ตันกำลังสร้างทีมใหม่ที่สนามเหย้าแห่งใหม่ ยิ่งเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้กับกรีลิชในการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้

แน่นอนว่าการย้ายทีมครั้งนี้มาพร้อมกับความท้าทาย กรีลิชจะต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบการเล่นใหม่ และสร้างความเข้าใจกับเพื่อนร่วมทีมอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะสามารถสร้างอิมแพ็คให้กับทีมได้ทันที อย่างไรก็ตาม หากเขาสามารถทำได้ การย้ายมาเอฟเวอร์ตันครั้งนี้อาจเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส และเป็นโอกาสให้เขาได้กลับไปติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง

แฟนบอลเอฟเวอร์ตันต่างตั้งตารอที่จะได้เห็น กรีลิช ลงสนามในสีเสื้อของทีม และหวังว่าเขาจะสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ มาร่วมเชียร์และให้กำลังใจเขาในการผจญภัยครั้งใหม่นี้กัน!

ที่มา – Everton complete loan deal for Man City’s Grealish

กองทัพภาคที่ 2 ยันชายแดนปกติ! ประชาชนอย่าตระหนก

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ชายแดนกับ กองทัพภาคที่ 2 กันหน่อยนะครับ หลังจากที่มีข่าวลือต่างๆ นาๆ ในโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจ ล่าสุดทางกองทัพได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันแล้วว่าสถานการณ์ยังคงปกติ ไม่ได้มีความตึงเครียดอย่างที่หลายคนคิดครับ

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำสถานการณ์ชายแดนปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กของ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยระบุว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก” ข้อความนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ และไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่ากังวล

ทางกองทัพขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ทำไมต้องติดตามข่าวสารจากกองทัพภาคที่ 2?

การติดตามข่าวสารจาก กองทัพภาคที่ 2 โดยตรงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นทางการที่สุด ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสามารถสร้างความสับสนและความหวาดกลัวในสังคมได้ ดังนั้น การรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ ทางกองทัพยังมีการรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การที่กองทัพออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อประชาชน

สถานการณ์ชายแดนนั้นมีความอ่อนไหว การแพร่กระจายข่าวลืออาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้น การรับข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น เรามาดูกันว่า กองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างในการดูแลชายแดน:

  • รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน
  • ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย
  • ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดน

จะเห็นได้ว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การที่ประชาชนให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของกองทัพ จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กองทัพภาคที่ 2 ได้โดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ ที่ได้แจ้งไว้ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารอย่างมีสติ อย่าหลงเชื่อข่าวลือ และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองนะครับ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ย้ำสถานการณ์ชายแดนตลอดแนว ยังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียด

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก หลังเกิดเหตุการณ์ “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาเมือนธม ทำให้หลายครอบครัวเตรียมเก็บข้าวของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะรุนแรงขึ้น พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 หลังจากสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายลงจากการเจรจาหยุดยิง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาซ้ายขาด จากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่ปกติ บริเวณปราสาทตาเมือนธม ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ความวิตกกังวลของชาวบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขาหวาดระแวงว่าอาจเกิดการปะทะรอบใหม่ แม้เพิ่งจะกลับจากศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ไม่นาน ชาวบ้านในตำบลตาเมียง ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ต่างติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน

ผู้สูงอายุหลายคนได้รับการช่วยเหลือจากลูกหลานในการเตรียมสัมภาระที่จำเป็นขึ้นรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ หากสถานการณ์เลวร้ายลง บางครอบครัวพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน จุดธูปเทียนขอพรให้คุ้มครองหมู่บ้านและชาวบ้าน รวมถึงปกป้องทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าให้ปลอดภัย การติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้ในขณะนี้ ชาวบ้านหลายคนกล่าวว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ทำให้พวกเขาต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา นอนไม่หลับ และคอยฟังเสียงระเบิดและการสู้รบ

ชาวบ้านในพื้นที่โคกสูง ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก ซึ่งเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง เล่าว่า พวกเขาต้องอพยพไปตั้งแต่เริ่มมีการปะทะ เป็นเวลานานถึง 15-16 วัน ทำให้สูญเสียรายได้จากการค้าขาย แต่ก็ยังดีกว่าชาวบ้านที่มีสวนยางพาราในพื้นที่บ้านไทยสันติสุข-บ้านเฝ้าไร่ ที่สวนยางพาราถูกลูกปืนและระเบิดทำลายเสียหาย ตอนนี้พวกเขากำลังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ หลังจากการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหวังว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือและเยียวยาตามความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผลกระทบต่อการเปิดเรียนและทางออกในช่วงวิกฤต

เดิมที โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ชายแดน (อำเภอพนมดงรัก, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด) มีกำหนดเปิดเรียนในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่สงบ ทำให้โรงเรียนในอำเภอพนมดงรักหลายแห่งประกาศเลื่อนการเปิดเรียนอย่างไม่มีกำหนด และให้มีการเรียนออนไลน์แทน สำหรับอำเภออื่นๆ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่ง

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก พวกเขาต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ความไม่แน่นอน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน การสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในด้านความปลอดภัย การเยียวยา และการฟื้นฟู จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

“ทหารไทย” ที่เสียสละตนเองเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติสมควรได้รับการยกย่องและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านและสร้างขวัญกำลังใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ยังคงมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา พวกเขาต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน

ที่มา – ชาวบ้านกังวล หลัง “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิด เก็บของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะ

ลาลีกา, เซเรียอา เตะต่างแดน พรีเมียร์ตามไหม?

เซเรียอาและลาลีกามีกำหนดจัดการแข่งขันฤดูกาลปกติในต่างประเทศที่ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาตามลำดับ คำถามคือ แนวคิดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในต่างแดนจะได้รับการฟื้นฟูหรือไม่?

ในเดือนที่ผ่านมา สมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลีและสเปนได้เปิดเผยแผนการจัดการแข่งขันลีกในเมืองเพิร์ทและไมอามี

เกมเหย้าของเอซี มิลานกับโคโมในเดือนกุมภาพันธ์จะเล่นห่างจากซาน ซิโรมากกว่า 8,500 ไมล์ ในขณะที่เกมเหย้าของบียาร์เรอัลกับบาร์เซโลนาในเดือนธันวาคมจะจัดขึ้นที่ฮาร์ดร็อกสเตเดียม ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026

ขณะนี้ทั้งสองสมาพันธ์ฟุตบอลกำลังขออนุญาตจากฟีฟ่าและยูฟ่า

ฟีฟ่าเตรียมที่จะเปลี่ยนแปลงกฎ หลังจากจัดตั้งคณะทำงานเมื่อปีที่แล้วเพื่อพิจารณาผลกระทบของการแข่งขันในประเทศที่แข่งขันได้ในต่างประเทศ

สิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากการระงับข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างฟีฟ่าและผู้สนับสนุนการแข่งขัน Relevant Sports ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งในคำพูดของ Richard Masters ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพรีเมียร์ลีก “เปิดประตู” สำหรับเกมลีกที่จะเล่นในประเทศต่างๆ

พรีเมียร์ลีกกล่าวว่าไม่มีแผนที่จะทำเช่นนั้น แม้ว่าจะเป็นผู้ริเริ่มแนวคิด ‘เกมที่ 39’ ที่อื้อฉาวในช่วงที่ Richard Scudamore ดำรงตำแหน่ง

อิทธิพลการเป็นเจ้าของของสหรัฐฯ อาจถึง ‘จุดเปลี่ยน’

มีสโมสรที่เป็นเจ้าของโดยชาวอเมริกัน 11 แห่งในลีกสูงสุด ใกล้เคียงกับเสียงข้างมากสองในสามที่ 14 ที่จำเป็นในการเปลี่ยนแปลงกฎของพรีเมียร์ลีกมากกว่าที่เคย

หนึ่งในสามของสโมสร EFL ยังเป็นเจ้าของโดยชาวอเมริกันบางส่วนหรือส่วนใหญ่ และสโมสรอังกฤษจำนวนมากกำลังขายหรือแสวงหาการลงทุนใหม่ ดังนั้นอาจไม่นานจนกว่าจะถึงจุดเปลี่ยนนั้น

เมื่อเซเรียอาและลาลีกาประกาศความตั้งใจที่จะนำการแข่งขันไปที่ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาตามลำดับ และเมื่อลีกกีฬาสำคัญของสหรัฐฯ จัดเกมฤดูกาลปกติในต่างประเทศเป็นประจำ ก็คงไม่น่าแปลกใจหากเจ้าของชาวอเมริกันของสโมสรพรีเมียร์ลีกผลักดันให้ทำเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบางคนเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ของสหรัฐฯ ใน NFL, NBA และ MLB ด้วย

เมื่อปีที่แล้ว Tom Werner ประธานลิเวอร์พูลบอกกับ Financial Times ว่าเขาหวังว่าจะได้เห็นเกมพรีเมียร์ลีกเล่นในนิวยอร์ก โตเกียว ลอสแอนเจลิส ริยาด และริโอเดอจาเนโร ซึ่งก่อให้เกิดความกลัวในหมู่แฟนบอลบางส่วนเกี่ยวกับการพยายามฟื้นคืนชีพแนวคิด ‘เกมที่ 39’ ที่พรีเมียร์ลีกพิจารณาแล้วละทิ้งไปในปี 2008 หลังจากกระแสต่อต้านจากแฟนบอล

Niall Couper ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มรณรงค์ฟุตบอล Fair Game บอกกับ BBC Sport ว่า “การฟื้นคืนชีพแนวคิดต่างๆ เช่น เกมที่ 39 ที่เล่นในต่างประเทศเมื่อเร็วๆ นี้เป็นสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน”

Couper กล่าวเสริมว่า “แสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะให้ความสำคัญกับตลาดโลกมากกว่าแฟนบอลในท้องถิ่น และเปลี่ยนเกมระดับชาติของเราให้เป็นแบรนด์บันเทิงระดับโลกมากกว่าสถาบันศักดิ์สิทธิ์”

เมื่อปีที่แล้ว Richard Masters ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพรีเมียร์ลีก บอกกับ BBC Sport ว่าไม่มีแผนที่จะนำแนวคิดดังกล่าวกลับมาใช้ใหม่ และ Bill Foley เจ้าของชาวอเมริกันของบอร์นมัธกล่าวว่าเขาไม่สนับสนุนการจัดการแข่งขันลีกในต่างประเทศ

เมื่อต้นปีนี้ Tom Wagner – เจ้าของชาวอเมริกันของเบอร์มิงแฮม ซิตี้ – บอกกับผมว่าแนวคิดในการเล่นเกมบอลถ้วยในประเทศบางเกมในต่างประเทศ ควร ‘พิจารณาอย่างจริงจัง’ แต่ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการจัดการแข่งขันฤดูกาลปกติในต่างประเทศ

มีรายงานว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาที่จะแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายการกำกับดูแลฟุตบอลเพื่อป้องกันความเป็นไปได้ในการจัดการแข่งขันลีกในต่างประเทศ แต่เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น

‘ลาลีกาต้องแข่งขันกับพรีเมียร์ลีก’

ในปี 2018 บาร์เซโลนา ยกเลิกแผนการที่จะเล่นเกมลีกกับคิโรนา ในไมอามีเนื่องจาก “ขาดความเห็นพ้องต้องกัน” แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากลาลีกาแล้วก็ตาม RFEF และสหภาพผู้เล่น (AFE) ออกมาคัดค้านการย้ายครั้งนี้อย่างเปิดเผย แต่ RFEF ได้เปลี่ยนจุดยืนแล้ว

Andy West ผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลสเปนกล่าวว่า “ฟุตบอลสเปนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสถานะที่แข็งแกร่งในตลาดที่มีการเติบโตมากที่สุดสองแห่งของฟุตบอล ได้แก่ ตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกา”

West กล่าวเพิ่มเติมว่า “แน่นอนว่า ลาลีกาทราบถึงความจำเป็นในการแข่งขันทางการเงินกับพรีเมียร์ลีก และการใช้ประโยชน์จากพลังดึงดูดของบาร์เซโลนาและเรอัลมาดริดเป็นจุดแข็งที่สุดของพวกเขา”

“และการพิจารณาถึงมรดกทางภาษาที่พูดภาษาสเปน ความเชื่อมโยงของทีมท้องถิ่นกับบาร์เซโลนา (เมสซี ซัวเรซ และคณะ) และสถานะเกิดใหม่ในฐานะฐานอำนาจสำหรับเกมระดับโลก – โดยฟีฟ่าย้ายการดำเนินงานไปยังเซาท์ฟลอริดามากขึ้นเรื่อยๆ – ไมอามีจึงเป็นทำเลที่ชัดเจน”

‘ความได้เปรียบของพรีเมียร์ลีกอาจเริ่มลดลง’

สำหรับเจ้าของสโมสรพรีเมียร์ลีกบางราย ความน่าดึงดูดทางการเงินของการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในต่างประเทศเป็นสิ่งที่ยากจะมองข้าม ด้วยรายได้เฉลี่ยต่อวันแข่งขันต่ำกว่า 1 ล้านปอนด์ ความแตกต่างกับตลาดอย่างสหรัฐอเมริกาจึงน่าทึ่ง แฟนบอลชาวอเมริกันจ่ายราคาระดับพรีเมียมสำหรับกีฬาชั้นนำเป็นประจำ และตั๋ว NFL มีราคาเฉลี่ย 132 ดอลลาร์ (105 ปอนด์)

ในสนามกีฬาขนาด 60,000 ที่นั่ง ซึ่งคล้ายกับการจัด NFL ของท็อตแนม นั่นเท่ากับ 6.3 ล้านปอนด์ต่อการแข่งขัน ไม่รวมสินค้าและบริการต้อนรับ

สโมสรชั้นนำอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อาร์เซนอล และสเปอร์ส ซึ่งมีรายได้มากกว่า 5 ล้านปอนด์ต่อเกมในบ้านอยู่แล้ว สามารถสั่งราคาที่สูงขึ้นในต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากฐานแฟนบอลทั่วโลกที่น่าจะเติมเต็มสนามกีฬาต่างประเทศได้

แต่สำหรับสโมสรเล็กๆ อย่างบอร์นมัธหรือเบิร์นลีย์ การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในบ้านในต่างประเทศมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความได้เปรียบจากการมีแฟนบอลส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนด้วยเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอกับคู่ต่อสู้ที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก

เมื่อแต่ละตำแหน่งในพรีเมียร์ลีกมีมูลค่า 3.5 ล้านปอนด์ในเงินรางวัล ต้นทุนด้านการแข่งขันของการสนับสนุนจากแฟนบอลที่ลดลงอาจมีมากกว่าผลกำไรเชิงพาณิชย์

จากข้อมูลของ Deloitte Money League สโมสรในพรีเมียร์ลีก 14 แห่งติดอันดับ 30 อันดับแรกของโลก แต่ถ้าลาลีกาหรือเซเรียอาเริ่มจัดการแข่งขันในต่างประเทศ ความได้เปรียบของพรีเมียร์ลีกอาจเริ่มลดลง

อนาคตของลาลีกา, เซเรียอา เตะต่างแดน และพรีเมียร์ลีก

การที่ลาลีกาและเซเรียอาเริ่มจัดการแข่งขันในต่างประเทศถือเป็นความท้าทายต่อพรีเมียร์ลีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าพรีเมียร์ลีกจะยังไม่มีแผนที่จะทำตาม แต่แรงกดดันจากเจ้าของสโมสรชาวอเมริกันและโอกาสในการเพิ่มรายได้ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง การตัดสินใจว่าจะเดินตามรอยหรือไม่นั้น จะส่งผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของลีกและวงการฟุตบอลโดยรวม

การขยายตลาดไปยังต่างประเทศอาจนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักกับผลกระทบต่อแฟนบอลในประเทศและความสมดุลในการแข่งขัน ดังนั้นการตัดสินใจของพรีเมียร์ลีกในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ที่มา – La Liga, Serie A set for fixtures abroad – will Premier League follow suit?

อิซัคหัวหอกนิวคาสเซิลยังหวังซบลิเวอร์พูล

อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ยังคงมุ่งมั่นที่จะย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์นี้

The Athletic รายงานเมื่อวันอังคารว่ากองหน้าชาวสวีเดนรายนี้ “ยืนกรานว่าจะไม่ลงเล่นให้กับนิวคาสเซิลอีกต่อไป”

บีบีซี สปอร์ต ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลนี้ได้ แต่แหล่งข่าวหลายแห่งบอกกับเราว่ายังคงเป็นความมุ่งมั่นที่ “แน่วแน่” ของเขาที่จะเข้าร่วมทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกก่อนเส้นตายในวันที่ 1 กันยายน

ทัพสาลิกาดงปฏิเสธข้อเสนอ 110 ล้านปอนด์จากลิเวอร์พูลเพื่อขอซื้อตัวอิซัคเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม โดยที่หงส์แดงอ้างในเวลาต่อมาว่าพวกเขาพร้อมที่จะถอนตัวจากข้อตกลงนี้

เอ็ดดี้ ฮาว ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล กล่าวหลังเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นที่พ่ายแพ้ต่อแอตเลติโก มาดริด ว่า “ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงพิจารณา” เมื่อพูดถึงอนาคตของอิซัค แต่เน้นย้ำว่า “ชัดเจน” ว่าเขา “ไม่สามารถมีส่วนร่วม” กองหน้าในแผนการปัจจุบันของเขาได้

ดังนั้น อิซัคจึงคาดว่าจะพลาดเกมเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกของนิวคาสเซิลที่แอสตัน วิลล่า ในวันเสาร์ (18.30 น. ตามเวลาประเทศไทย)

อดีตกองหน้าดอร์ทมุนด์พลาดการทัวร์ปรีซีซั่นในตะวันออกไกลของนิวคาสเซิลเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ต้นขา “เล็กน้อย”

จากนั้นเขาก็ฝึกซ้อมคนเดียวที่อดีตสโมสรเรอัล โซเซียดัด ก่อนจะกลับมาที่สหราชอาณาจักรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อิซัค ซึ่งยิงไป 27 ประตูจาก 42 นัดในทุกรายการเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เหลือสัญญาอีก 3 ปีในถิ่นอีสาน

นิวคาสเซิลพลาดการย้ายทีมกองหน้าหลายรายในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยที่เลียม เดลาป เลือกที่จะเข้าร่วมทีมเชลซี, เบนจามิน เซสโก้ เลือกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอูโก้ เอกิติเก้ ย้ายไปลิเวอร์พูล

ความสนใจยังคงอยู่ที่โยอัน วิสซ่า กองหน้าของเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งออกจากแคมป์ปรีซีซั่นของทีมผึ้งในโปรตุเกสเมื่อเดือนกรกฎาคมเนื่องจากความปรารถนาที่จะย้ายไปนิวคาสเซิล

แข้งวัย 28 ปีกลับมาฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังจากการพูดคุยที่สร้างสรรค์กับหัวหน้าโค้ช คีธ แอนดรูว์ส

แต่กองหน้าดีอาร์ คองโก็ ยังคงกระตือรือร้นที่จะย้ายไปนิวคาสเซิลหากมีการตกลงค่าตัว

ทีมของฮาวกำลังใกล้ที่จะเซ็นสัญญากับมาลิค เทียว กองหลังจากเอซี มิลาน

กองหลังตัวกลางมีกำหนดจะบินไปไทน์ไซด์ในคืนวันอาทิตย์เพื่อสรุปการย้ายทีมไปยังเซนต์เจมส์พาร์คด้วยค่าตัว 34.62 ล้านปอนด์

อิซัคหัวหอกนิวคาสเซิลยังหวังซบลิเวอร์พูล

สถานการณ์ของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงในตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ โดยมีรายงานว่าเขายังคงต้องการย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูล แม้ว่านิวคาสเซิลจะปฏิเสธข้อเสนอไปแล้วก็ตาม

ทำไมอิซัคถึงต้องการย้ายไปลิเวอร์พูล?

เหตุผลที่ อิซัคหัวหอกนิวคาสเซิลยังหวังซบลิเวอร์พูล นั้นมีหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือความทะเยอทะยานของตัวนักเตะเองที่ต้องการเล่นให้กับสโมสรใหญ่ที่มีโอกาสในการลุ้นแชมป์มากกว่า นอกเหนือจากนี้ การได้ร่วมงานกับกุนซืออย่าง เยอร์เกน คล็อปป์ ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจนักเตะหลายคน

ถึงเเม้ว่านิวคาสเซิลจะเป็นทีมที่มีศักยภาพสูง เเละมีเจ้าของเป็นกลุ่มทุนจากซาอุฯ เเต่ลิเวอร์พูลก็ยังคงเป็นทีมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เเละมีเเฟนบอลทั่วโลกมากกว่า

มีความเป็นไปได้ที่ อเล็กซานเดอร์ อิซัค อาจจะมองว่าการย้ายไปลิเวอร์พูล จะเป็นก้าวที่สำคัญในอาชีพการค้าเเข้งของเขา

สถานการณ์ปัจจุบันของอิซัคกับนิวคาสเซิล

ถึงเเม้ว่าตัวนักเตะจะมีความต้องการที่จะย้ายทีม เเต่สถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ง่ายนัก นิวคาสเซิลไม่ต้องการที่จะปล่อยตัวดาวยิงคนสำคัญออกจากทีม เเละพร้อมที่จะรั้งตัวเขาไว้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจ เเละอิซัคยังคงยืนกรานที่จะย้ายทีม สถานการณ์ก็อาจจะเปลี่ยนเเปลงได้

อนาคตของอิซัค

อนาคตของ อิซัคหัวหอกนิวคาสเซิลยังหวังซบลิเวอร์พูล ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปในช่วงซัมเมอร์นี้ เเต่ที่เเน่ๆ คือเขาเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์ เเละมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จในระดับสูง ไม่ว่าเขาจะลงเอยที่ไหนก็ตาม

ถึงเเม้ว่าข่าวลือการย้ายทีมของอิซัคจะยังคงดำเนินต่อไป เเต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือการมีสมาธิกับการฝึกซ้อม เเละการลงเล่นให้กับนิวคาสเซิลอย่างเต็มที่ หากเขาทำผลงานได้ดีในสนาม ข่าวลือต่างๆ ก็อาจจะเบาบางลงไปเอง เเละอาจจะทำให้เขาเปลี่ยนใจที่จะอยู่กับทีมต่อไปก็ได้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับตัวอิซัคเอง เเละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์นี้

สุดท้ายนี้ ข่าวลือเรื่องการย้ายทีมของอิซัคแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองของนักเตะอาชีพ การย้ายไปทีมใหญ่ที่มีความท้าทายใหม่ๆ ถือเป็นเป้าหมายที่นักเตะหลายคนใฝ่ฝัน และอิซัคก็เป็นหนึ่งในนั้น

ที่มา – Newcastle striker Isak still determined to join Liverpool

กองทัพบก โต้กัมพูชา ยันหลักฐานเหตุเหยียบทุ่น

จากกรณีที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนล่าสุด “กองทัพบก” ได้ออกมาโต้แย้งและยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดจริง พร้อมทั้งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่เพิ่งมีการลักลอบติดตั้งใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งส่งผลให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงปฏิเสธว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า ฝ่ายไทยมีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากัมพูชายังคงมีทุ่นระเบิดในครอบครองเป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบนำมาวางในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำร้ายกำลังพลของไทย

พลตรี วินธัย สุวารี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และได้ให้สัตยาบันไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แต่กลับมีการนำทุ่นระเบิดมาใช้อีกครั้งในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและขัดต่อหลักสากล

กองทัพบก ยืนยันหลักฐาน กัมพูชา วางทุ่นระเบิด

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของฝ่ายไทย พบว่าทุ่นระเบิดที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เคยพบในหลายพื้นที่ที่กัมพูชาลักลอบติดตั้งเพื่อทำร้ายกำลังพลไทยมาโดยตลอด ทำให้เชื่อได้ว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างมาจากสงครามในอดีต

ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตนั้น เป็นเพียงการปฏิเสธที่ไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากหลักฐานในทุกจุดเกิดเหตุชี้ชัดว่า บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 อีก 3-5 ลูก ในสภาพที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่อย่างชัดเจน หากเป็นทุ่นระเบิดเก่าจากสงครามในอดีต จะเป็นชนิดอื่น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2

กองทัพบก เรียกร้อง กัมพูชา หยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณะ ทั้งที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้รับฟังข่าวสาร และเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตามมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม

นอกจากนี้ ขอให้กัมพูชาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยุติการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อฝ่ายไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน

กองทัพบก ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากล พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขอย่างยั่งยืน การที่ กองทัพบก ออกมาตอบโต้และยืนยันข้อเท็จจริง ถือเป็นการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” ปฏิเสธเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ย้ำมีหลักฐานยืนยัน