วัน: 16 สิงหาคม 2025

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

เรื่องราวสุดระทึก! หนุ่มดัตช์เขยไทย พร้อมภรรยา เข้าพบทูตประจำชาติ เล่าความจริงเหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน ที่เกิดขึ้นกับตนเองและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นำคณะทูตานุทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด จำนวน 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อชี้ให้ประชาคมโลกได้เห็นความจริงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยที่แสดงให้เห็นว่า กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา คณะฯ ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียบทุ่นระเบิด ก่อนเข้าห้องประชุมเพื่อรับฟังการบรรยายสรุป

ในขณะเดียวกัน นางพิศมัย อังคณา พร้อมด้วย มิสเตอร์รูจ ชาวเนเธอร์แลนด์ แฟนหนุ่ม ได้เดินทางมารอพบกับทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในพื้นที่ โดยนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี และได้เผชิญกับเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันแรก (24 กรกฎาคม 2568) ทั้งคู่ต้อง หนีตายหัวซุกหัวซุน จากจรวดที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทยในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

นางพิศมัยกล่าวว่า หลังจากทราบข่าวว่าท่านทูตเนเธอร์แลนด์จะเดินทางมายังจังหวัดศรีสะเกษ ตนจึงปรึกษาแฟนและตัดสินใจเดินทางมาพบท่านทูต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่ตนเองได้ประสบพบเจอ และสิ่งที่ชาวไทยต้องเผชิญจากการกระทำของกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทย เเละต้องการให้ท่านทูตทราบว่า มีประชากรของประเทศตนเองอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

ทำไมเขยไทยถึงต้องแฉ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน?

เหตุผลที่นางพิศมัยเเละเเฟนหนุ่มชาวดัตช์ ตัดสินใจเข้าพบท่านทูต ก็เพื่อต้องการให้ท่านทูตได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เเท้จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายเเดน เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทยเเเละชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นางพิศมัยได้มีโอกาสพบปะกับทูตประจำชาติเนเธอร์แลนด์ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทางทูตก็ได้ส่งยิ้มและโบกมือทักทาย

เหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างมาก การที่นางพิศมัยและมิสเตอร์รูจออกมาเล่าเรื่องราว ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไปได้

เรื่องราวของนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจ เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และผลกระทบที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อให้เกิดความสงบสุขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – หนุ่มดัตช์ เขยไทย บุกพบทูตประจำชาติ แฉกัมพูชาโจมตีไทย ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน

โฆษกรัฐบาลเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี ทัวร์ทุ่งระเบิด

จากกรณีที่นายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ได้ทำการไลฟ์สดจากชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยมีการกล่าวหาประเทศไทยในลักษณะที่ไม่เป็นความจริง ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้และเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี เพื่อพิสูจน์ความจริงอีกด้าน

โฆษกรัฐบาลเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี พร้อมพาทัวร์ทุ่งกับระเบิดของกัมพูชา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองได้รับการยืนยันจากสื่อมวลชนในสหรัฐฯ ว่านายไมเคิล ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวทางการของทำเนียบขาว และยังไม่ทราบสังกัดที่แน่ชัด นอกจากนี้ยังพบว่าการรายงานข่าวของนายไมเคิลในชายแดนกัมพูชานั้น ได้รับการสนับสนุนจากนายซอนโซเพียบ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทพีอาร์ที่ทำงานให้กับรัฐบาลกัมพูชา โดยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดทริป

“วันนี้ ผมขอเชิญ“ไมเคิล” มาไทยฟรี ผมจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่าเดินทาง และค่าอาหาร” นายจิรายุ กล่าว

ทัวร์สุดพิเศษ: จากทุ่งกับระเบิด สู่เซเว่นชายแดน

นายจิรายุยังกล่าวอีกว่า จะเป็นไกด์ทัวร์พานายไมเคิลไปเยี่ยมชมชายแดนไทย-กัมพูชา ใน 7 จังหวัด โดยจะเริ่มต้นที่การเยี่ยมทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด จากนั้นจะพานายไมเคิลไปที่ “ทุ่งกับระเบิด” เพื่อให้นายไมเคิลได้ไลฟ์สดและเห็นกับตาว่าสถานการณ์ที่ฝั่งไทยเป็นอย่างไร

“ผมจะพานายไมเคิลไปที่บริเวณจุดที่มีการวางกับระเบิดเป็นจำนวนมาก เพื่อให้นายไมเคิล ได้ไลฟ์สด ๆ กลางทุ่งกับระเบิด จะได้เห็นกับตาว่าสิ่งที่เห็นฝั่งกัมพูชากับฝั่งไทย มันคือหนังคนละม้วน” นายจิรายุ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะพานายไมเคิลไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกกองทัพเขมรถล่มด้วยจรวดหลายลำกล้อง รวมถึงร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในปั๊มน้ำมัน ปตท. และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดนที่มีความเสี่ยงสูง

  • เยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากกับระเบิด
  • ชม“ทุ่งกับระเบิด” ณ ชายแดน
  • เยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกโจมตี
  • สำรวจพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน

“ขอให้นายไมเคิลรีบตอบรับ จะได้จองตั๋ว จอง รร. พร้อมจัดแพ็คเกจทัวร์ชายแดน ให้ได้มาไลฟ์สดฝั่งไทยบ้างจะได้รู้แจ้งเห็นจริงกับการกระทำของกัมพูชาที่ผ่านมาต่อเป้าหมายพลเรือน คนไทย” นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติม

และยังเรียกร้องให้นายไมเคิลช่วยบอกให้กัมพูชารับข้อตกลง 2 ข้อ คือ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการเก็บกู้กับระเบิดที่กัมพูชาฝังไว้ ตามข้อเสนอของไทยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

การเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างรอบด้าน และเป็นการตอบโต้การให้ข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี พร้อมพาทัวร์ทุ่งกับระเบิดของกัมพูชา ดูความจริงอีกด้าน

ครูสาวถูกรางวัลที่ 1: รวย 18 ล้าน เพราะแม่!

ใครว่าความโชคดีไม่มีจริง! พบกับเรื่องราวสุดปังของครูสาวถูกรางวัลที่ 1 งวดล่าสุด รับทรัพย์จุกๆ 18 ล้านบาท! แถมความเฮงครั้งนี้มาจากคุณแม่ที่ฝากซื้อเลขเด็ด เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลยค่ะ

ครูสาวถูกรางวัลที่ 1 รับทรัพย์ 18 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังการประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 หมายเลข 994865 ก็ทำเอาหลายคนตื่นเต้นกันยกใหญ่ และผู้ที่โชคดีสุดๆ ในงวดนี้ก็คือครูสาวจากจังหวัดปราจีนบุรี ที่ถูกรางวัลที่ 1 ถึง 3 ใบ มูลค่ารวม 18 ล้านบาท! ทำเอาชีวิตเปลี่ยนเป็นเศรษฐีในพริบตา

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพูดคุยกับ น.ส.ปวริศา อยู่สนิท อายุ 32 ปี ครูสาวจากวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี ผู้โชคดีคนดังกล่าว เธอเล่าว่าเลขที่ถูกรางวัลนั้นมาจากคุณแม่ที่บอกให้ช่วยซื้อให้หน่อย โดยคุณแม่ได้เลข 865 มา แต่หาซื้อเองไม่ได้ เธอจึงช่วยกดซื้อให้ทางออนไลน์ เลือกมาทั้งหมด 8 ใบ และก็ไม่น่าเชื่อว่า 3 ใน 8 ใบนั้นจะถูกรางวัลที่ 1 กลายเป็นเศรษฐีไปในทันที

ที่มาของเลขเด็ดที่พาครูสาวถูกรางวัลที่ 1

เลขเด็ด 865 ที่นำพาครูสาวถูกรางวัลที่ 1 มานั้นมาจากคุณแม่ของเธอเอง ซึ่งคุณแม่ได้มาจากไหนนั้นไม่ได้มีการเปิดเผย แต่ที่แน่ๆ คือเลขนี้เปลี่ยนชีวิตของครูสาวและครอบครัวไปตลอดกาล

ถึงแม้จะกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว แต่ น.ส.ปวริศา ยืนยันว่ายังคงจะทำงานเป็นครูต่อไป เพราะยังมีความสุขกับการได้สอนหนังสือและอยู่กับนักเรียน ส่วนเงินที่ได้มาก็จะนำไปปิดงวดรถ ปิดค่าบ้าน และเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้ลูก รวมถึงทำบุญอีกด้วย นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่าตั้งแต่มาอยู่บ้านหลังนี้ เคยถูกรางวัลเลขท้ายมาแล้วหลายครั้ง ได้เงินรางวัลหลักแสน ซึ่งเลขที่ถูกรางวัลในครั้งนี้ยังตรงกับทะเบียนรถยนต์ของเธออีกด้วย เรียกได้ว่าดวงเฮงสุดๆ ไปเลยค่ะ

เรื่องราวของครูสาวถูกรางวัลที่ 1 นี้เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโชคอาจจะมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง บางครั้งอาจจะมาจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ อย่างการช่วยเหลือคุณแม่ซื้อลอตเตอรี่ก็เป็นได้

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดหน้า ลองถามคุณแม่ดูนะคะ เผื่อจะได้รับโชคใหญ่แบบครูสาวท่านนี้บ้าง!

ที่มา – ครูสาวดวงเฮง ถูกรางวัลที่ 1 รวยปัง 18 ล้าน เผยเป็นเลขที่แม่ฝากซื้อ

ฟัง: Off the Ball กับ เทอร์รี่ คริสเตียน

ฟัง: Off the Ball กับ เทอร์รี่ คริสเตียน

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับฟุตบอลที่ไม่เหมือนใคร! รายการ Off the Ball ทางคลื่นวิทยุ BBC Radio Scotland ขอเสนอตอนพิเศษที่คุณจะได้พบกับ เทอร์รี่ คริสเตียน แขกรับเชิญสุดพิเศษที่จะมาร่วมพูดคุยและวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นฟุตบอลที่น่าสนใจมากมาย

รายการ Off the Ball เป็นรายการทอล์คโชว์ฟุตบอลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสก็อตแลนด์ ด้วยสไตล์การนำเสนอที่เป็นกันเอง ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ทำให้รายการนี้ได้รับความสนใจจากแฟนบอลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในสนาม นอกสนาม หรือแม้แต่เรื่องซุบซิบดารา นักเตะ ทุกประเด็นจะถูกนำมาพูดคุยอย่างสนุกสนาน

ฟัง: Off the Ball กับ เทอร์รี่ คริสเตียน

ในตอนพิเศษนี้ ผู้ฟังจะได้สัมผัสกับมุมมองที่น่าสนใจของ เทอร์รี่ คริสเตียน ที่จะมาวิเคราะห์วิจารณ์เกมฟุตบอลอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในวงการฟุตบอล ทำให้เขาสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เทอร์รี่ คริสเตียน ยังเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ทำให้การสนทนาในรายการมีความน่าสนใจและตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น

ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาด ฟัง: Off the Ball กับ เทอร์รี่ คริสเตียน

  • ข้อมูลเชิงลึก: รับฟังการวิเคราะห์เจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญในวงการฟุตบอล
  • ความสนุกสนาน: เพลิดเพลินไปกับสไตล์การนำเสนอที่เป็นกันเองและอารมณ์ขัน
  • ความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา: รับฟังความคิดเห็นที่กล้าแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา
  • ประเด็นที่น่าสนใจ: ติดตามข่าวสารและประเด็นฟุตบอลที่กำลังเป็นที่สนใจ

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลตัวยงหรือเพียงแค่ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอล การได้ ฟัง: Off the Ball กับ เทอร์รี่ คริสเตียน จะเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน เตรียมตัวรับฟังการวิเคราะห์เกมที่คมคาย ความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา และความสนุกสนานที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันได้เลย!

นอกจากนี้ ในรายการยังมีช่วงอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การตอบคำถามจากผู้ฟัง การอัพเดทข่าวสารล่าสุดในวงการฟุตบอล และการวิเคราะห์สถิติและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกมการแข่งขัน ทำให้รายการ Off the Ball เป็นมากกว่าแค่รายการทอล์คโชว์ฟุตบอล แต่เป็นแหล่งข้อมูลและความบันเทิงที่ครบครันสำหรับแฟนบอลทุกคน

หากคุณกำลังมองหารายการวิทยุที่เกี่ยวกับฟุตบอลที่ให้ทั้งความรู้และความสนุกสนาน อย่าลืมติดตาม ฟัง: Off the Ball กับ เทอร์รี่ คริสเตียน แล้วคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ดังนั้น อย่ารอช้า! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการรับฟังรายการ Off the Ball ตอนพิเศษกับ เทอร์รี่ คริสเตียน แขกรับเชิญสุดพิเศษ แล้วคุณจะได้รับทั้งข้อมูลเชิงลึก ความสนุกสนาน และความบันเทิงอย่างเต็มที่!

ที่มา – Listen: Off the Ball with guest Terry Christian

บพท. ระดมชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ ในงาน อว.แฟร์

คณาจารย์ นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมกับ บพท. เปิดเวทีในงาน อว.แฟร์ แลกเปลี่ยนชุดความรู้ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ และภัยจากการสู้รบ พร้อมส่งมอบเรือกู้ภัยอัจฉริยะ นวัตกรรมจากภูมิปัญญานักวิจัยไทย 6 ลำ ให้ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดสรรใช้ประโยชน์ในการกู้ภัย ใน 6 พื้นที่ 6 จังหวัด

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึง บทบาทสถาบันวิชาการกับการบริหารจัดการสาธารณภัย ภัยธรรมชาติ และภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดน บนเวทีสัมมนา “สู้ชนะภัยพิบัติ ด้วยพลังปัญญา” บนฐานการบูรณาการเทคโนโลยี ทักษะ และภาคีความร่วมมือ ผ่านแพลตฟอร์มสู้ภัยพิบัติ ในงาน อว.แฟร์ ประจำปี 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยระบุว่า คณาจารย์ นักวิจัย และสถาบันวิชาการ คือกลไกแสวงหาชุดความรู้ สำหรับเป็นเข็มทิศนำทางในการบริหารจัดการภัยพิบัติทุกรูปแบบได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือในการปฏิบัติงานกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด ในการจัดการกับภัยพิบัติ

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยในหลายพื้นที่ และ บพท. ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการค้นคว้าวิจัยชุดความรู้ และพัฒนาชุดเครื่องมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมอย่างได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส สุโขทัย และล่าสุดที่จังหวัดน่าน รวมทั้งภัยจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ”

ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวด้วยว่า ชุดความรู้ ชุดประสบการณ์การบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ประสบภัยจริง ที่คณาจารย์และนักวิจัยหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ.ดร.วสันต์ พลาศัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รศ.ดร.วันไชย คำเสน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผศ.ดร.กิตติ เมืองตุ้ม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผศ.อารยา ฟลอเรนซ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผศ.ดร.นิศานาถ แก้ววินัด มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นเครื่องยืนยันผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับความยอมรับ และชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่

ดร.กิตติ ยังกล่าวถึง เรือไวไฟกู้ภัย หรือ “เรือกู้ภัยอัจฉริยะ” ด้วยว่าเป็นผลงานนวัตกรรมจากภูมิปัญญาของคณาจารย์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งถูกใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในการกู้ภัยช่วยเหลือประชาชนจากภัยน้ำท่วมใหญ่เมืองนราธิวาส เมื่อปี 2566 และใช้ต่อเนื่องในการกู้ภัยอีกหลายเหตุการณ์ในหลายพื้นที่ โดยเรือดังกล่าวทำจากวัสดุอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ไม่จมน้ำ มีขนาดความยาว 2.90 เมตร กว้าง 1.10 เมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 290 กิโลกรัม

ภายในเรือติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการกู้ภัยครบครัน ประกอบด้วย แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ สำหรับเก็บประจุไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟฟ้าป้อนแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งในเรือได้ต่อเนื่องกัน 7.5 ชั่วโมง ไวไฟเราเตอร์ 4 จี รองรับอินเทอร์เน็ตทุกเครือข่าย กล้องความละเอียดสูง พร้อมไฟแอลอีดีสำหรับบันทึกภาพในที่มืด สปอตไลต์แอลอีดี ขนาด 120 วัตต์ จำนวน 4 ดวง

“จากจุดเริ่มต้นของการใช้งานเรือกู้ภัยไวไฟลำแรก เมื่อปี 2566 ได้มีการสร้างเพิ่มเติมอีก 10 ลำ และส่งมอบไปใช้งานในจังหวัดปัตตานี ยะลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก สุโขทัย ชัยภูมิ สกลนคร”

ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในงาน อว.แฟร์ ปีนี้ จะมีการส่งมอบเรือจำนวน 6 ลำ ให้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” หรือ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สำหรับจัดสรรไปใช้งานใน 6 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาตอนบน ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.น้ำกุ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.เจดีย์ชัย อ.ปัว จ.น่าน.

บพท. ระดมชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ ในงาน อว.แฟร์

ความสำคัญของชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

การที่ บพท. ระดม ชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ ในงาน อว.แฟร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การบูรณาการความรู้จากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ ในงาน อว.แฟร์ ที่ได้นำเสนอออกมานั้น ครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว และภัยที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น อัคคีภัย สารเคมีรั่วไหล หรือแม้แต่ภัยจากการสู้รบ การมี ชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ ในงาน อว.แฟร์ จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจในสถานการณ์ภัยพิบัติที่ถูกต้อง สามารถวางแผนรับมือ และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การระดมชุดความรู้และเครื่องมือดังกล่าว ยังเป็นการสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้กับสังคมเกี่ยวกับความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสนใจและร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยยิ่งขึ้น

การนำเสนอ ชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ ในงาน อว.แฟร์ ไม่ได้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ที่มา – บพท. ระดมชุดความรู้-เครื่องมือสู้ภัยพิบัติ-ภัยจากการสู้รบ ในงาน อว.แฟร์

“พงศ์กวิน” เตือน! แรงงานกัมพูชา ระวังถูกหลอก

“พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ” แนะแรงงานกัมพูชารอบคอบ ตรวจสอบข้อมูลการจ้างงาน ก่อนเดินทางกลับประเทศ หลังพบตกเป็นเหยื่อข่าวลวง ทำตกงาน เสี่ยงคดีลักลอบเข้าเมือง ย้ำรัฐบาลไทยพร้อมดูแลแรงงานถูกกฎหมาย

วันที่ 16 ส.ค. 2568 นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเตือนแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยว่า ขอให้ใช้ความรอบคอบในการตรวจสอบข้อมูลการจ้างงานจากประเทศต้นทางและปลายทาง โดยเฉพาะข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นข่าวปลอมที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้ล่อลวง ตลอดเดือนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและแรงงานจังหวัดบริเวณชายแดนว่า มีแรงงานกัมพูชาหลายพันคนตัดสินใจเดินทางกลับประเทศ หลังเชื่อข้อมูลจากเพจและแอปพลิเคชันที่อ้างว่ามีงานรายได้สูงรออยู่ แต่เมื่อเดินทางกลับไป กลับพบว่าไม่มีงานจริงตามที่อ้าง บางรายสูญเสียเงินค่าเดินทางและค่าดำเนินการเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องประสบปัญหาขาดรายได้และความเป็นอยู่ลำบาก แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงตัดสินใจลักลอบกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกครั้งอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ดำเนินคดี และส่งกลับประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วและจันทบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการลักลอบเข้าเมือง

“ขอให้แรงงานกัมพูชาทุกคนตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ใช้ข่าวปลอมล่อลวง ซึ่งนอกจากจะเสียโอกาสทางอาชีพแล้ว ยังอาจสูญเสียเงินทอง และเสี่ยงต่อการถูกจับกุม ดำเนินคดี และส่งกลับประเทศ โทษฐานลักลอบเข้าเมือง” นายพงศ์กวิน กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมดูแลแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยปัจจุบันประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในหลายสาขา เช่น ก่อสร้าง เกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และบริการ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแรงงานทุกคนที่ผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตทำงานถูกต้อง

“พงศ์กวิน” เตือน! แรงงานกัมพูชา ระวังถูกหลอก

สถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงมากยิ่งขึ้น การตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

คำแนะนำสำหรับแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

เพื่อให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง มีข้อแนะนำดังนี้:

  • ตรวจสอบข้อมูลการจ้างงานจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ
  • อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างง่ายดาย ควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนเสมอ
  • หากมีข้อสงสัย ให้สอบถามจากผู้รู้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ระมัดระวังการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและดำเนินคดี

การทำงานในต่างประเทศอาจมีอุปสรรคและความท้าทาย แต่หากเตรียมตัวและระมัดระวังอย่างรอบคอบ ก็จะสามารถประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ข้อควรระวังสำหรับนายจ้าง: นายจ้างควรตรวจสอบเอกสารและสถานะทางกฎหมายของแรงงานกัมพูชาให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อเป็นการสนับสนุนการจ้างงานที่เป็นธรรม

เราหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานกัมพูชาและนายจ้างทุกท่าน หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือได้

ที่มา – “พงศ์กวิน” เตือนแรงงานกัมพูชา ระวังเป็นเหยื่อ ถูกโซเชียลหลอกให้กลับประเทศอ้างมีงานทำ

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ดันเงินเปราะบาง

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง

“ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อย่างหนัก จากกรณีที่ผิดสัญญาเรื่องเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง โดยเรียกร้องให้ประชาชนจดจำพฤติกรรม “พูดอย่างทำอย่าง” และอย่าเลือกคนแบบนี้เข้าสภาฯ อีก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เคยมีมติเห็นชอบหลักการสำคัญ 3 ประเด็น 5 ข้อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า

รายละเอียดของมติที่ “ภูมิธรรม” เคยให้สัญญาไว้ มีดังนี้

  • เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า 600 บาทต่อเดือน โดยจะเริ่มในปีงบประมาณ 2568
  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน
  • เบี้ยความพิการ 1,000 บาทต่อเดือน
  • ปรับค่าตอบแทนผู้ช่วยคนพิการจากชั่วโมงละ 50 บาท เป็นชั่วโมงละ 100 บาท
  • เงินอุดหนุนสตรีมีครรภ์ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับช่วงเดือนที่ 5–9 ของการตั้งครรภ์

นายณัฐชากล่าวว่า มติที่ออกมาในเวลานั้น เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับสังคม ว่าจะเดินหน้ายกระดับสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อนายภูมิธรรมได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร และสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ทันที กลับไม่มีความคืบหน้าหรือความชัดเจนใดๆ ในการดำเนินการตามมติดังกล่าว

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรม หน้าอย่างหลังอย่าง พูดอย่างทำอย่าง ผมขอให้ประชาชนจดจำไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าได้ฝากความหวังหรือเชื่อใจคนที่เคยผิดสัญญาเช่นนี้อีก” นายณัฐชากล่าว

กรณีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของนายณัฐชาในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า เหตุใดนโยบายที่เคยให้สัญญาไว้จึงไม่ถูกดำเนินการต่อ หรือมีปัจจัยใดที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ สัญญาที่ให้ไว้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน การตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาอัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของ ส.ส. ณัฐชา เป็นสัญญาณเตือนใจให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายและการกระทำของนักการเมืองก่อนตัดสินใจเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าปล่อยให้คำสัญญาเป็นเพียงลมปาก แต่จงพิจารณาจากการกระทำที่เป็นรูปธรรม

ที่มา – “ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ซัดพูดแบบทำอีกแบบ

ผลสลาก N3 16 ส.ค. 68 ตรวจหวย N3 ที่นี่!

มาแล้ว! ผลสลาก N3 งวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568 สรุปผลเลข 3 ตัวตรง, 3 ตัวสลับหลัก, เลข 2 ตัวตรง และเลขรางวัลพิเศษ พร้อมรายละเอียดเงินรางวัลทั้งหมด ที่นี่ที่เดียว

ผลสลาก N3 งวด 16 สิงหาคม 2568

รายงานข่าวล่าสุด ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ 16 สิงหาคม 2568 พร้อมทั้งผลสลาก N3 ได้แก่

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1: รางวัลละ 6,000,000 บาท

และนี่คือรายละเอียด ผลสลาก N3 งวด 16 สิงหาคม 2568 ที่ทุกคนรอคอย:

ตรวจหวย ผลสลาก N3 สลากตัวเลขสามหลัก งวด 16 สิงหาคม 2568

ตรวจสอบผลรางวัลสลาก N3 งวดล่าสุดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ได้อย่างละเอียดที่นี่:

  • เลขรางวัลสามตัวตรง:
    865 รางวัลละ 2,495 บาท
  • เลขรางวัลสามตัวสลับหลัก:
    568, 586, 658, 685, 856 รางวัลละ 360 บาท
  • เลขรางวัลสองตัวตรง:
    63 รางวัลละ 584 บาท
  • เลขรางวัลพิเศษ:
    865000001236 รางวัลละ 259,049 บาท

สำหรับผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2568 มีรายละเอียดดังนี้:

  • รางวัลที่ 1: 994865
  • รางวัลเลขหน้า 3 ตัว: 602, 247
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว: 834, 989
  • รางวัลเลขท้าย 2 ตัว: 63

การออกสลากกินแบ่งรัฐบาล และ สลาก N3 งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน และขอให้ทุกท่านโชคดีในการเสี่ยงโชคครั้งต่อไป

สำหรับใครที่ไม่ถูกรางวัลในงวดนี้ อย่าเพิ่งท้อแท้ งวดหน้ายังมีโอกาสเสมอ การเสี่ยงโชคเป็นเรื่องของดวง แต่การวางแผนการเงินที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน อย่าให้การซื้อหวยกระทบกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ข้อควรระวัง: การพนันมีความเสี่ยง โปรดเล่นอย่างมีความรับผิดชอบ

ที่มา – ผลสลาก N3 งวด 16 สิงหาคม 2568 ออกแล้ว ตรวจหวย N3 ทุกรางวัลที่นี่

สั่งฟ้อง! คดีขโมยข้อสอบจุฬาฯ ไซเบอร์ 1 ยัน

คดี ขโมยข้อสอบจุฬา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “ไซเบอร์ 1” ออกมายืนยันความโปร่งใสในการดำเนินคดี ขโมยข้อสอบจุฬา พร้อมทั้งมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ หลังสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา 3 รายต่ออัยการ

คืบหน้าคดีขโมยข้อสอบจุฬาฯ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีขโมยข้อสอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สอท.1 ได้มีความเห็นส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้กับพนักงานอัยการ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เกิดคดีโกงข้อสอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนและทำการสืบสวนมาโดยตลอด โดยอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่จุฬาฯ มาเป็นผู้กล่าวหาร่วมกับตำรวจ จากนั้นก็มีการสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 3 คน ประกอบด้วย ดร.หญิง 1 ราย และตำรวจยศนายพันอีก 2 นาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มั่นใจในพยานหลักฐาน จึงสรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้กับทางอัยการเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

มั่นใจพยานหลักฐานคดีขโมยข้อสอบจุฬา

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มเติมว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 3 รายแล้ว ยังพบบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ทาง ผบก.สอท.1 ยืนยันว่าไม่มี และยืนยันว่าการดำเนินงานในคดีนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา หากมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครก็จะดำเนินคดีกับบุคคลนั้น

คดีนี้เป็นที่จับตามองของสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมและโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินคดีนี้

สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้เกิดการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต การโกงข้อสอบไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษา แต่ยังเป็นการทำลายอนาคตของตัวเองและผู้อื่นอีกด้วย

  • ความสำคัญของความซื่อสัตย์: คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์และการยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม
  • ผลกระทบต่อสังคม: การโกงข้อสอบส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม เพราะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขัน และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษา
  • บทลงโทษ: ผู้ที่กระทำการทุจริตในการสอบจะต้องได้รับบทลงโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นไม่กล้ากระทำผิด

คดี ขโมยข้อสอบจุฬา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตในทุกระดับ เพื่อรักษาความยุติธรรมและสร้างสังคมที่โปร่งใส หวังว่าคดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนว่าการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ย่อมนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรง

การที่ “ไซเบอร์ 1” ออกมายืนยันความตรงไปตรงมาในคดีนี้ ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากยิ่งขึ้น และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีนี้

ที่มา – สั่งฟ้อง ดร. กับ 2 นายตำรวจ เอาผิดคดี “ขโมยข้อสอบจุฬา” “ไซเบอร์ 1” ยันตรงไปตรงมา