วัน: 20 สิงหาคม 2025

เท้งและสส.ถูกฟ้อง 300 ล้าน ปมโครงสร้างค่าไฟแพง

“เท้ง ณัฐพงษ์” พา “ศุภโชติ -วรภพ” แถลงข่าวถูกกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ ฟ้องอาญา-แพ่ง รวม 3 คดี 300 ล้าน หลังแถลงข่าว-อภิปรายเรื่องโครงสร้างค่าไฟแพง ยันไม่หวั่นไหว-เดินหน้าทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้ประชาชนต่อ 25 ส.ค. พร้อมเดินทางไปแจงศาล

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าว กรณีพรรคประชาชนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ จากการเรียกร้องกรณีค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมในประเทศไทย ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมา

โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพลังไฟฟ้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พรรคประชาชนเล็งเห็นว่าค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่มองเห็น แต่เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจของประชาชนคนไทยและผู้ประกอบการทุกคนในประเทศนี้

ที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้สะท้อนปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกิน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่แผนพลังงานแห่งชาติฉบับใหม่ก็ยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อีกทั้งยังมีการเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถรับซื้อพลังงานไฟฟ้าที่ล้นเกินเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีก และยังมีการเปิดช่องให้มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่เกินความจำเป็นเหมือนที่ผ่านมา พรรคประชาชนที่ผ่านมาได้ใช้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าว การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่นการผลักดันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการยกเลิกโครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วงต้นดูเหมือนมีแนวโน้มที่ดีหลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ชะลอการรับซื้อในรอบ 3,600 เมกะวัตต์ แต่ก็เป็นที่น่าผิดหวังที่รัฐบาลอาศัยจังหวะที่ข่าวเงียบลง เดินหน้าการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าในส่วนนี้ต่อ โดยเปลี่ยนวิธีเป็นการเจรจาลดราคารับซื้อจากเอกชนแทน ทั้งที่โครงการดังกล่าวมีปัญหา 4 ประการด้วยกัน คือ

  1. เป็นกระบวนการที่ไม่เปิดประมูลในการรับซื้อ ใช้ราคารับซื้อเดิมทั้งที่ราคาพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงทุกปี แต่รัฐบาลกำลังจะรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่แพงเกินจริง
  2. ไม่มีการเปิดเผยเกณฑ์การให้คะแนนก่อนการเริ่มกระบวนการคัดเลือก ซึ่งที่ผ่านมาศาลก็เคยมีแนววินิจฉัยแล้วว่ากระบวนการเช่นนี้ไม่ถูกต้องไม่โปร่งใส
  3. ไม่มีเหตุผลรับรองใดว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องสำรองไฟฟ้าเพิ่มเติม เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินอยู่แล้ว
  4. กระบวนการนี้เป็นการกีดกันการแข่งขัน เนื่องจากล็อกสิทธิให้เฉพาะกลุ่มทุนเดิมที่เคยเข้าร่วมหรือยื่นไว้ในปี 2565 เท่านั้น ที่มีสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการคัดเลือก

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ตนและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งล่าสุดที่มีการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบกระบวนการในการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า หรือนโยบายพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาถึงสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจากการทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้แทนราษฎร ตนเองและเพื่อน ส.ส. อีกสองคนกำลังถูกบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับตนเองถูกฟ้องในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 100 ล้านบาท จากกรณีที่ตนเองได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ ส่วนนายวรภพและนายศุภโชติ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในลักษณะเดียวกัน พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคนละ 100 ล้านบาทเช่นเดียวกัน จากกรณีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง 3 คน 3 คดี มูลค่าความเสียหายทางแพ่ง 300 ล้านบาท

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนยืนยันว่าการแถลงข่าวและการอภิปรายของพวกเราทั้งหมดที่ผ่านมา ในการเรียกร้องเพื่อทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้กับประชาชนทุกคน เป็นการทำหน้าที่โดยสุจริตในฐานะผู้แทนราษฎรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน การฟ้องร้องดำเนินคดีพวกเราในครั้งนี้ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มทุนพลังงานหรือกลุ่มใด จะไม่ทำให้พวกเราหวั่นไหวหรือหยุดการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรต่อไป

โดยในส่วนคดีของตนเอง ศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งตนจะเดินทางเข้าสู่กระบวนการด้วยตนเอง และขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนทุกคนได้ร่วมติดตามการทำหน้าที่ของพวกเราในการทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรม รวมถึงติดตามความคืบหน้าคดีที่พวกเราทั้งสามคนถูกดำเนินคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อทวงคืนค่าไฟที่โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคน

เท้งและสส.ถูกฟ้อง 300 ล้าน ปมโครงสร้างค่าไฟแพง

ทำไมโครงสร้างค่าไฟแพงถึงต้องได้รับการแก้ไข?

ปัญหาโครงสร้างค่าไฟแพงในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการอย่างมาก การแก้ไขปัญหานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ความเป็นธรรมและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การที่ ส.ส. ออกมาเรียกร้องและถูกฟ้องร้องแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

ต้องจับตาดูว่าการดำเนินการทางกฎหมายต่อ ส.ส. เหล่านี้จะส่งผลต่อการตรวจสอบโครงสร้างค่าไฟแพงอย่างไร และประชาชนจะมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมได้อย่างไร

ที่มา – “เท้ง- 2 สส.ประชาชน” ถูกฟ้อง 3 คดี 300 ล้าน ปมอภิปรายเรื่องโครงสร้างค่าไฟแพง

Eze & Guehi นำทัพพาเลซลุยยุโรป!

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ บอสใหญ่ของคริสตัล พาเลซ ยืนยันว่า เอเบเรชี เอเซ่ และ มาร์ค เกฮี จะได้ลงเล่นในรอบเพลย์ออฟ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ที่จะพบกับเฟรดริกสตัด เนื่องจากทั้งคู่ยังคง “ทุ่มเทให้กับทีม”

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าลิเวอร์พูลและพาเลซได้เจรจาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการคว้าตัว เกฮี กองหลังทีมชาติอังกฤษวัย 25 ปี ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ ก่อนตลาดซื้อขายจะปิดตัวลง

ขณะเดียวกัน ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ก็ต้องการเซ็นสัญญากับ เอเซ่ แนวรุกทีมชาติอังกฤษวัย 27 ปี ของพาเลซ ก่อนเส้นตายวันที่ 1 กันยายน

ทั้งคู่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมที่เสมอกับเชลซี 0-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และจะได้ลงสนามอีกครั้งในเกมที่ทีมจากนอร์เวย์อย่างเฟรดริกสตัดมาเยือนเซลเฮิร์สต์ พาร์ค ในวันพฤหัสบดี (20:00 น. ตามเวลา BST)

“หลายคนคงแปลกใจที่เขา [เอเซ่] และ มาร์ค [เกฮี] ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมกับเชลซี คุณอาจจะแปลกใจที่พวกเขาจะได้ลงเล่นในวันพรุ่งนี้ด้วย แต่พวกเขาต่างทุ่มเทให้กับทีม” กลาสเนอร์กล่าวเมื่อวันพุธ

“พวกเขาจะเป็นส่วนสำคัญตราบเท่าที่พวกเขาอยู่ที่นี่ พวกเขาต่างทุ่มเทให้กับทีม”

“หากพวกเขาจะย้ายออกไป พวกเขาต้องการจากไปด้วยการเป็นคนที่ทุ่มเท 100% ให้กับคริสตัล พาเลซ”

‘เชื่อมั่นในผู้จัดการทีม’

เอเซ่ และ เกฮี เป็นกำลังสำคัญที่พา พาเลซคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเป็นเกียรติประวัติครั้งสำคัญครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

การจากไปของพวกเขาจะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูมั่นใจว่าทีมจะสามารถเดินหน้าต่อไปและมีฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จได้ แม้ว่าทั้งคู่จะย้ายออกไปก็ตาม

“เราเคยเสียผู้เล่นไปในอดีต และเราก็ผ่านมันมาได้” เฮนเดอร์สันกล่าว

“และเราก็สร้างช่วงเวลาที่ดีที่สุดให้กับสโมสรแห่งนี้”

“แม้กระทั่งตอนที่เราเสีย ไมเคิล [โอลิเซ่] เราก็ตอบโต้ด้วยฤดูกาลที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบ 119 ปีของสโมสร”

“คุณต้องเชื่อมั่นในผู้จัดการทีมและกระบวนการ และเราจะสบายดี”

‘เราจะสนุกกับเกมยุโรป’

กลาสเนอร์กล่าวว่า พาเลซมุ่งมั่นที่จะ “สนุก” กับการเล่นในคอนเฟอเรนซ์ ลีก หลังจากแพ้ในการอุทธรณ์โทษที่ถูกลดชั้นจากยูโรป้า ลีก

ดิ อีเกิลส์ ได้สิทธิ์เข้าร่วมยูโรป้า ลีก หลังจากคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ถูกยูฟ่าลงโทษเนื่องจากละเมิดกฎความเป็นเจ้าของหลายสโมสร

“นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะตอบคำถามนี้” กลาสเนอร์กล่าวเสริมในการแถลงข่าวก่อนเกม

“เราไม่ควรพูดถึงมันอีกต่อไป เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

“เราสมควรที่จะได้เล่นยูโรป้า ลีก เราคือแชมป์เอฟเอ คัพ แต่มีการตัดสินใจว่าเราจะถูกลดชั้น ดังนั้นเราจะเตรียมตัว”

“นี่เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลยุโรปจะได้เล่นที่เซลเฮิร์สต์ นี่คือรางวัลของเราสำหรับการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ และเราจะสนุกกับมัน”

“แฟนบอลหลายคนไม่ได้คาดหวังว่าเราจะได้เล่นฟุตบอลยุโรป ดังนั้นนี่คือแนวทางของเรา”

เฟรดริกสตัดปัจจุบันอยู่อันดับที่แปดในลีกสูงสุดของนอร์เวย์

บทสรุป: Eze & Guehi จะนำพา คริสตัล พาเลซ ไปได้ไกลแค่ไหนในยุโรป?

การที่ Eze & Guehi ตัดสินใจอยู่กับทีมต่อไป แม้จะมีข้อเสนอจากทีมใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและเป็นมืออาชีพของพวกเขา การมีผู้เล่นหลักเหล่านี้อยู่ในทีม จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้คริสตัล พาเลซ สามารถสร้างผลงานที่ดีในรายการยุโรปได้ รวมถึงในลีกภายในประเทศด้วย แฟนบอลควรให้กำลังใจและสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ เพราะพวกเขามีศักยภาพที่จะพาทีมไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

Eze & Guehi จะเป็นตัวหลักในการพาทีมไปลุยศึกยุโรปในครั้งนี้อย่างเเน่นอน เเละยังเป็นการเเสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยทีมอย่างเต็มที่ โดย Eze & Guehi จะเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

ที่มา – Eze & Guehi to play in Europe for Crystal Palace

“พงศ์กวิน” หนุนลดอุบัติเหตุจากการทำงาน

รมว.แรงงาน เปิด OAIC 2025 ผลักดันนวัตกรรม–AI เสริมความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุจากการทำงาน รับอุบัติเหตุเป็นศูนย์ทำได้ยาก แต่กระทรวงตั้งใจที่จะลดอัตราการเกิดเหตุให้น้อยที่สุด

วันที่ 20 ส.ค. 2568 ที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ ทรูดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 กทม. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน เป็นประธานเปิดงาน “สัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับนานาชาติ OSH Avenue International Conference 2025 (OAIC 2025)” โดยมีนายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผอ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน นำคณะผู้บริหาร สสปท. ให้การต้อนรับ

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแรงงานไทยและต่อประเทศ เนื่องจากเป็นเวทีนานาชาติที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากหลายประเทศ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย ให้สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และลดอุบัติเหตุจากการทำงาน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และเสริมศักยภาพขององค์กรให้สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะนำข้อเสนอและองค์ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนากฎระเบียบเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ สร้างมาตรการคุ้มครองแรงงานได้ดียิ่งขึ้น โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเพื่อให้การทำงานของแรงงานเป็นไปอย่างราบรื่น ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ แม้การตั้งเป้า “อุบัติเหตุเป็นศูนย์” จะทำได้ยาก แต่กระทรวงตั้งใจที่จะลดอัตราการเกิดเหตุให้น้อยที่สุด

“พงศ์กวิน” หนุนลดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นายพงศ์กวิน กล่าวถึงความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) เพื่อเพิ่มองค์ความรู้และมาตรการดูแลแรงงานให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ รวมทั้งเตรียมพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ โดยเน้นการทำงานที่รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นหลัก

ด้านนายนันทชัย กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งนี้ สสปท. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ในทุกภาคส่วนทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค ส่งผลให้สถานประกอบกิจการจำนวนมากสามารถลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้มาก

ทำไมการลดอุบัติเหตุจากการทำงานถึงสำคัญ?

การลดอุบัติเหตุจากการทำงานนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือตัวลูกจ้างเอง เพราะอุบัติเหตุจากการทำงานไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

  • ผลกระทบต่อลูกจ้าง: การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการทำงานส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของลูกจ้างและครอบครัว การสูญเสียรายได้ ความสามารถในการทำงาน และคุณภาพชีวิต ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
  • ผลกระทบต่อองค์กร: อุบัติเหตุจากการทำงานส่งผลกระทบต่อผลิตภาพขององค์กร ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การจ่ายค่าชดเชย และการฝึกอบรมพนักงานใหม่ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรอีกด้วย
  • ผลกระทบต่อประเทศ: อุบัติเหตุจากการทำงานทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า และต้องเสียงบประมาณในการดูแลรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงให้ความสำคัญกับการลดอุบัติเหตุจากการทำงาน โดยการออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน และสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรอย่างยั่งยืน

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เริ่มต้นจากการให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยที่เหมาะสม และการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการทำงาน

เราทุกคนล้วนมีบทบาทในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและปราศจากอุบัติเหตุจากการทำงาน มาร่วมมือกันเพื่อลดอุบัติเหตุจากการทำงานและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคนกันเถอะ

ที่มา – “พงศ์กวิน” หนุนลดอุบัติเหตุจากการทำงาน เปิดสัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย

กฟภ. แจงแล้ว! ปมบิลค่าไฟ หลังเยียวยา

เกิดอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านที่อพยพถึงยังได้ บิลค่าไฟ ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศเยียวยา? มาไขข้อสงสัยกับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในขณะนี้กันค่ะ

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา

จากกรณีที่มีข่าวว่าชาวบ้านที่อพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกลับถึงบ้านกลับต้องตกใจ เพราะเจอบิลค่าไฟพุ่งสูงถึง 2,000 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำค่าไฟเป็นเวลา 2 เดือน ทำเอาหลายคนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามถึงความชัดเจนของมาตรการดังกล่าว

ล่าสุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวของชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้า ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือนนั้น กฟภ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และขอชี้แจงให้ทราบดังนี้

ทำไมถึงยังได้รับบิลค่าไฟ?

กฟภ. อธิบายว่า ค่าไฟฟ้าที่ปรากฏในบิลนั้น เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการจดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ดังนั้น จึงอาจเกิดความสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาที่รัฐบาลประกาศออกมา ทั้งนี้ ทาง กฟภ. ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเคร่งครัด

ตามนโยบายดังกล่าว กฟภ. จะให้ความช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศให้อพยพไปยังศูนย์พักพิง

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน กฟภ. จึงขอย้ำว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จะไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 หากท่านได้ชำระเงินไปแล้ว ทาง กฟภ. จะดำเนินการคืนเงินให้โดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

สรุปง่ายๆ คือ บิลค่าไฟที่ได้รับนั้นเป็นของเดือนก่อนหน้าที่จะมีมาตรการเยียวยา แต่ไม่ต้องกังวล เพราะ กฟภ. จะดูแลค่าไฟในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมให้ฟรีตามเงื่อนไขที่กำหนด

ข่าวนี้สอนให้เรารู้ว่า การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา ก็เพื่อให้ทุกคนคลายความกังวลใจ และเข้าใจถึงขั้นตอนการดำเนินการของมาตรการเยียวยาอย่างถูกต้องนั่นเอง

ที่มา – กฟภ. ชี้แจงปม ชาวบ้านอพยพได้ “บิลค่าไฟ” หลังรัฐบาลประกาศเยียวยาไม่เก็บ 2 เดือน

สลด! **ช้างป่าแตกโขลง** ขย้ำชาวบ้านดับ 2 ศพที่ขอนแก่น

**ช้างป่าแตกโขลง** อาละวาด! สังเวยชีวิตชาวบ้านขอนแก่นรายที่สอง

เกิดเหตุสลดใจเมื่อ**ช้างป่าแตกโขลง**จาก อ.ภูหลวง จ.เลย ได้เข้ามาในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิตเป็นรายที่ 2 แล้ว เหยื่อเคราะห์ร้ายเป็นชาย อายุ 52 ปี ทางเจ้าหน้าที่เตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่ช้างป่าหากินเพื่อความปลอดภัย

เมื่อเวลา 14.30 น. ของวันที่ 20 สิงหาคม 2568 พ.ต.ท.เดชขจร ผาภา สว.(สอบสวน) สภ.สีชมพู ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ 191 สภ.สีชมพู ว่าพบผู้เสียชีวิตในทุ่งนาบ้านซำขาม ต.ดงลาน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น โดยคาดว่าถูกช้างป่าทำร้าย จึงประสานทีมแพทย์และกู้ภัยเข้าตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบร่างผู้เสียชีวิตคว่ำหน้าอยู่ในน้ำ ทราบชื่อคือ นายนิรันดร์ อายุ 52 ปี ชาวบ้านวังขอนแดง ต.ดงลาน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น สภาพศพเปลือยกาย มีร่องรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย กระดูกแขนขาหัก และมีแผลฉีกขาดบริเวณใบหน้า เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงนำศพส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตร

จากการตรวจสอบบริเวณใกล้เคียง พบร่องรอยช้างเหยียบย่ำไร่อ้อยจนล้ม และพบเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตฉีกขาด รวมถึงรอยเท้าช้างที่เดินไปยังหนองน้ำซึ่งเป็นจุดที่พบศพ

นายคมสัน ทุมโคตร ผู้ใหญ่บ้านเขาสัพยา หมู่ 11 ต.ดงลาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มี**ช้างป่าแตกโขลง** จำนวน 3 เชือก วนเวียนอยู่ในพื้นที่ตำบลดงลาน ได้แก่ งาจิ๋ว รถถัง และหลอน ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้พยายามผลักดันช้างกลับเข้าป่า แต่ยังไม่สำเร็จ คาดว่าผู้เสียชีวิตอาจเข้าไปหาปลาในบริเวณดังกล่าวและถูกช้างทำร้าย

เจ้าหน้าที่กำลังพยายามผลักดันช้างป่าทั้ง 3 เชือกให้ข้ามลำน้ำพองกลับไปยังเขต อ.ภูกระดึง จ.เลย เพื่อให้รวมโขลงกับช้างป่าที่อยู่ในพื้นที่ อ.ภูหลวง แต่สถานการณ์ยังคงน่ากังวล เนื่องจากก่อนหน้านี้มี**ช้างป่าแตกโขลง**เข้ามาในพื้นที่ จ.ขอนแก่น จำนวน 4 ตัว โดย 3 ตัวอยู่ที่ อ.สีชมพู และอีก 1 ตัวอยู่ที่ อ.เวียงเก่า

ประชาชนต้องระวังภัยจาก**ช้างป่าแตกโขลง**

เจ้าหน้าที่และผู้นำชุมชนกำลังติดตามสถานการณ์ช้างป่าอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่ช้างป่าหากิน เนื่องจากเคยเกิดเหตุการณ์ช้างป่าทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิตมาแล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 และล่าสุดก็เกิดเหตุสลดซ้ำรอยอีกครั้ง

สถานการณ์**ช้างป่าแตกโขลง**ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การป้องกันตัวเองและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากช้างป่า

ที่มา – ช้างป่าแตกโขลง ทำร้ายชาวบ้านที่ขอนแก่น ดับเป็นศพที่ 2 เตือนอย่าเข้าใกล้จุดช้างหากิน

ธนกฤตแจ้ง หลวงพ่ออลงกต ปมศพผู้ป่วยเอดส์

“ธนกฤต” แจ้ง “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ปมเก็บศพผู้ป่วยเอดส์ หวังทำเป็นทานบารมี หวั่นอาจมีการแพร่ของเชื้อโรค ต้องฌาปนกิจให้ถูกต้อง

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 20 ส.ค. 2568 นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีโอกาสได้พบ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดยเห็นความกังวลเล็กน้อยของหลวงพ่อ ซึ่งตนก็ได้กล่าวถึงศาลาธรรมสังเวชที่มีการเก็บศพไว้เพื่อดูเรื่องสังขาร ซึ่งอาจมีการแพร่ของเชื้อโรคได้ จึงได้แจ้งให้หลวงพ่อทำการฌาปนกิจศพไปเสีย

ซึ่งท่านก็ยอมรับว่าไม่รู้เรื่องกฎหมาย อยากทำเป็นเรื่องของทานบารมี และยับยั้งโรคเอดส์ที่แพร่ระบาดอย่างหนัก ซึ่ง ดร.ธนกฤต กล่าวว่ามันไม่ถูกต้อง ซึ่งหลวงพ่อท่านก็ไม่ขัด รับปากจะดำเนินการให้เรียบร้อยต่อไป

ส่วนเรื่องสถานชีวาภิบาล และที่ดูแลผู้ป่วย HIV ได้แจ้งให้ท่านไปแก้ไขเรื่องยาต้านสำหรับผู้ป่วย HIV ที่ได้รับมาจาก รพ.พระนารายณ์มหาราช ซึ่งต้องมีการจัดเก็บรักษาให้เรียบร้อย ไม่ปนเปื้อนไปกับยาชนิดอื่นๆ ซึ่งท่านก็รับปากเช่นกัน ก่อนขอตัวกลับ

อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้คุยกับหลวงพ่อ ท่านก็ยังอยากจะช่วยเหลือผู้ป่วย ประชาชนต่อ ถึงแม้ว่าท่านจะยังมีความวิตกกังวลกับปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาหลายเรื่องก็ตาม.

ธนกฤตแจ้ง หลวงพ่ออลงกต ปมศพผู้ป่วยเอดส์

ประเด็นสำคัญของการหารือระหว่าง ดร.ธนกฤต และ หลวงพ่ออลงกต คือเรื่องการจัดการศพผู้ป่วยเอดส์ที่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย สาธารณสุข และความเชื่อทางศาสนา

ดร.ธนกฤตได้ชี้แจงถึงความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อโรคจากการเก็บศพไว้โดยไม่ได้ฌาปนกิจอย่างถูกวิธี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยรอบ และเสนอแนะให้หลวงพ่อดำเนินการฌาปนกิจศพตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

ความสำคัญของการจัดการศพผู้ป่วยเอดส์อย่างถูกวิธี

การจัดการศพผู้ป่วยเอดส์อย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่านทางของเหลวในร่างกาย ดังนั้น การฌาปนกิจศพจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการกำจัดเชื้อโรค

นอกจากนี้ การดูแลผู้ป่วย HIV และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การให้ความช่วยเหลือด้านยา การดูแลสุขภาพ และการสนับสนุนทางจิตใจเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ประเด็นที่ ดร.ธนกฤตได้แจ้ง “หลวงพ่ออลงกต” เกี่ยวกับเรื่องยาต้านไวรัส HIV ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ยาเหล่านี้ต้องได้รับการจัดเก็บและดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ

การที่ “ธนกฤต” เข้าไปแจ้งเรื่องนี้กับ “หลวงพ่ออลงกต” แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพของประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์อย่างจริงจัง หวังว่าการหารือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงแนวทางการจัดการศพผู้ป่วยเอดส์ และการดูแลผู้ป่วย HIV ให้ดียิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่า “ธนกฤต” จะแจ้งเตือนเรื่องต่างๆ แต่หลวงพ่อก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยและประชาชนต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ก็ต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามกฎหมายและหลักการด้านสาธารณสุขด้วย

การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา และประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ธนกฤต” แจ้ง “หลวงพ่ออลงกต” ปมเก็บศพผู้ป่วยเอดส์ หวั่นมีการแพร่เชื้อโรค

ไชยา สั่งปิด! หนีสภาล่มครั้งที่ 4 แก้วิกฤติรัฐบาล

เกิดเหตุการณ์สภาล่มอีกครั้ง! “ไชยา พรหมา” สั่งปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างรวดเร็วเป็นครั้งที่ 4 ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม หลังจากสมาชิกในห้องประชุมมีจำนวนน้อยมาก จนต้องกดออดเรียกหลายครั้ง เหตุการณ์นี้ทำให้นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. พรรคประชาชน ออกมาโวยวาย เรียกร้องให้ สส. ฝ่ายค้านช่วยรักษาองค์ประชุม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับ โดยหลังจากที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. เสร็จสิ้นลง

ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการตั๋วร่วม ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการสร้างระบบตั๋วร่วมสำหรับการคิดค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และค่าบริการ ในกรณีที่ผู้โดยสารใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่เชื่อมต่อกันระหว่างรูปแบบต่างๆ หรือระหว่างผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะหลายราย โดยมีหลักการคำนวณอัตราค่าโดยสารจากต้นทางไปยังปลายทางตามอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

ในขณะที่การอภิปรายดำเนินมาถึงมาตรา 35 นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม กำลังจะให้สมาชิกแสดงตนเพื่อลงมติในมาตรา 35 แต่ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจำนวนน้อยมาก ทำให้ประธานต้องกดออดเรียกสมาชิกหลายครั้ง สร้างความไม่พอใจให้กับนายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. ระยอง พรรคประชาชน ที่ได้หารือว่า สส. ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่รักษาองค์ประชุมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มาโดยตลอด เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล เขาจึงไม่อยากเห็นสภาฯ ต้องเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ และการทำงานของ ส.ส. เป็นไปอย่างติดขัด หากรัฐบาลยืนยันที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้แล้วเสร็จในวันนี้ พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะเป็นองค์ประชุมให้ แต่มีข้อแม้ว่าฝ่ายรัฐบาลต้องแสดงความพร้อมในการรักษาองค์ประชุมด้วยเช่นกัน เพราะเห็นว่าประธานได้กดออดเรียกสมาชิกหลายครั้งแล้ว และไม่แน่ใจว่าองค์ประชุมจะครบหรือไม่ นายไชยาได้ขอร้องให้นายชุติพงศ์รอสมาชิกสักครู่ เนื่องจากหลายท่านกำลังรับประทานอาหารอยู่และกำลังเดินทางมา ก่อนที่จะกล่าวตัดบทว่า การประชุมในวันนี้ได้ดำเนินมาเป็นเวลานานแล้ว และขอสั่งปิดประชุมในเวลา 18.50 น. การตัดสินใจนี้ถือเป็นการชิงปิดประชุมเพื่อหนีสภาล่มครั้งที่ 4

ไชยา พรหมา สั่งปิด หนีสภาล่มครั้งที่ 4

สรุปเหตุการณ์สำคัญ:

  • สภาล่มซ้ำซาก: นี่คือครั้งที่ 4 แล้วที่สภาผู้แทนราษฎรต้องเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบจนต้องปิดประชุม
  • พ.ร.บ. ตั๋วร่วม: ร่างกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลผลักดัน กลายเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้ง
  • เสียงปริ่มน้ำ: สถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้การรักษาองค์ประชุมเป็นเรื่องยากลำบาก

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4?

หลายปัจจัยอาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4 นี้ ได้แก่:

  • การบริหารจัดการเวลา: การจัดสรรเวลาในการพิจารณากฎหมายอาจไม่เหมาะสม
  • ความสำคัญของกฎหมาย: ส.ส. บางส่วนอาจมองว่ากฎหมายบางฉบับมีความสำคัญน้อยกว่าฉบับอื่น
  • ความเหนื่อยล้า: การประชุมที่ยาวนานอาจทำให้ ส.ส. เหนื่อยล้าและไม่เข้าร่วมประชุม

เหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4 แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการสภาผู้แทนราษฎร และความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้การพิจารณากฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การขาดความร่วมมือและการรักษาองค์ประชุมที่ยั่งยืนจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสภาและกระบวนการออกกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ความสำคัญของการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบของ ส.ส. ทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การทำงานของสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – หนีสภาล่มครั้งที่ 4 “ไชยา” สั่งปิดประชุม แก้เกมรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ หลัง สส. ปชน. โวย

ดราม่า! หนุ่มขาย “เตียงผู้ป่วย” โดนทัวร์ลง


กลายเป็นประเด็นดราม่าเมื่อหนุ่มโพสต์ขาย “เตียงผู้ป่วย” มือสอง แต่กลับโดนทัวร์ลง เหตุชาวเน็ตแนะนำให้บริจาคมากกว่าขาย สุดท้ายจบที่การขายต่อให้ผู้ที่ต้องการใช้งานจริง

ดราม่าขาย “เตียงผู้ป่วย”

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ขายเตียงสำหรับผู้ป่วยในกลุ่ม “หาอะไรก็เจอพุทไธสง” โดยระบุว่าเป็นเตียงของผู้สูงอายุที่เสียชีวิตแล้ว แต่กลับมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แนะนำให้บริจาคเตียงให้กับผู้ยากไร้มากกว่าที่จะนำมาขาย ทำให้เกิดเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง บ้างก็เห็นด้วยว่าควรบริจาค บ้างก็มองว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ขายที่จะตัดสินใจ

จากกระแสดราม่าที่เกิดขึ้น หนุ่มเจ้าของโพสต์ได้ออกมากล่าวว่า “ขอบคุณทุกคนนะครับ ผมอ่านทุกคอมเมนต์เลยครับ ตอนที่ผมโพสต์ขายคนเข้ามาว่าผมเต็มเลย จนผมรู้สึกผิดมากว่าทำไมถึงโพสต์ขาย เขามีแต่เอาไปบริจาคกัน ผมก็งงๆ เพราะไม่ได้คิดอะไรมาก ผมคิดว่าน่าจะทำอะไรผิด ผมเลยลบโพสต์นั้นไป เลยตั้งโพสต์ใหม่ว่าจะเอาไปบริจาคที่อนามัยใกล้ๆ บ้านแทน แต่ช่วงเช้ามีพี่คนหนึ่งแกหลังไมค์มาบอกว่า พ่อเขาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายขอซื้อต่อ ไม่อยากขอฟรี เขาถามผมจะขายเท่าไหร่ ผมเลยบอกผมเอา 1,500 พร้อมวิลแชร์ให้ไปด้วย เตียงหลังนี้ผมซื้อมาราคา 5,000 บาท เป็นของมือ 1 ยังใช้งานได้ปกติทุกอย่าง”

เปิดใจเจ้าของโพสต์ขาย “เตียงผู้ป่วย”

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสัมภาษณ์ นายอภินันท์ อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าของโพสต์ดังกล่าว โดยเขาเล่าว่า โพสต์ขาย“เตียงผู้ป่วย” ในราคา 2,500 บาท รวมรถวีลแชร์ หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้ามาดู กระทั่งผ่านไป 4-5 ชั่วโมง จึงพบว่ามีคอมเมนต์มากมายที่ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าเตียงเป็นของคนป่วยหรือคนเสียชีวิต ไม่ควรนำมาขาย แต่ควรบริจาคมากกว่า

นายอภินันท์ ยอมรับว่ารู้สึกงงกับคำแนะนำดังกล่าว เพราะในความคิดแรกของเขาไม่เคยคิดเรื่องการบริจาค มองว่าเป็นของซื้อมาขายไปเหมือนสินค้ามือสองทั่วไป แต่เมื่อมีคนแนะนำก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะคิดน้อยไป

“โพสต์แรกมีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งอยากให้บริจาค และอยากให้ขายเพราะเราเป็นเจ้าของ จึงตัดสินใจลบโพสต์ไป กลัวเขาทะเลาะกันมากกว่านี้ หลังจากนั้นได้โพสต์คำขอโทษขึ้นมาอีกครั้ง ไม่คิดว่าจะมีคนมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งในคอมเมนต์และอินบ็อกซ์” นายอภินันท์ กล่าว

หลังจากโพสต์ขอโทษ ก็มีเพื่อนในเฟซบุ๊กแจ้งว่าโพสต์ของตนถูกแชร์ไปจำนวนมาก มีทั้งแนะนำว่าไม่ต้องทำบุญก็ได้ และควรขายเพราะเป็นของที่ซื้อมาเอง ตอนแรกตั้งใจว่าจะนำไปบริจาคตามคำแนะนำ แต่สุดท้ายมีคนทักมาขอซื้อ จึงขายไปในราคา 1,500 บาท พร้อมวีลแชร์ โดยผู้ซื้อได้ให้คำอนุโมทนาบุญอีกด้วย

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันในสังคมเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต บางคนมองว่าการบริจาคเป็นสิ่งที่ควรทำ ในขณะที่บางคนก็เห็นว่าการขายเป็นสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของ

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับ“เตียงผู้ป่วย” หรือทรัพย์สินอื่นๆ ย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบุคคล ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงความเหมาะสมและสถานการณ์ของตนเองเป็นหลัก

ที่มา – หนุ่มเปิดใจดราม่า ประกาศขาย “เตียงผู้ป่วย” หลังเจอทัวร์ลง คนแนะให้เอาไปบริจาค

แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

คดีสะเทือนใจ! แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด ใช้ผ้าห่มกดปิดหน้าลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก สาเหตุจากความเครียด กลัวไม่มีเงินเลี้ยงดู

จากกรณีที่ตำรวจได้ทำการจับกุมพ่อแม่ที่นำร่างของทารกแรกเกิดไปเผาในเตาเผาถ่านที่บ้านเพื่อน โดยอ้างว่าเผลอทับลูกจนเสียชีวิตและนำไปเผาเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด แต่คำให้การดังกล่าวขัดแย้งกับผลการชันสูตรของแพทย์ ซึ่งพบว่าเด็กชายมีบาดแผลถูกกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณศีรษะด้านหลัง และไม่พบร่องรอยการกดทับที่หน้าอก นอกจากนี้แพทย์ยังพบสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หลังคลอด (อ่านข่าว : จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน อ้างเผลอทับตาย ขัดแย้งผลชันสูตร)

แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

ล่าสุด พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง เปิดเผยว่า นางสาวปนัดดา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ได้ยอมรับสารภาพแล้วว่า เธอเป็นผู้เผาลูกเพิ่งคลอดจริง โดยให้การว่า คลอดลูกเองในห้องพัก และเกิดความเครียดอย่างหนักเนื่องจากกังวลเรื่องฐานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง ทำให้กลัวว่าจะไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ ด้วยความสิ้นหวัง เธอจึงใช้ผ้าห่มกดปิดใบหน้าของลูกจนแน่นิ่ง จากนั้นเธอเองก็หมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว

เหตุการณ์เผาลูกเพิ่งคลอดนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงปัญหาความเครียดและความกดดันที่ผู้หญิงต้องเผชิญหลังคลอดบุตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่อาจเกินกำลัง

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด

สาเหตุหลักที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมเผาลูกเพิ่งคลอดในครั้งนี้ มาจากความเครียดและความกังวลใจของแม่เกี่ยวกับปัญหาทางการเงิน การเลี้ยงดูบุตรเป็นภาระที่หนักอึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีฐานะยากจน การขาดความช่วยเหลือและสนับสนุนจากคนรอบข้างและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

นอกจากนี้ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้เป็นแม่ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคนหลังคลอดบุตร และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่เป็นอันตรายต่อตนเองและบุตรได้

ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของผู้หญิงหลังคลอดบุตร จัดให้มีการให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านการเงินและสังคมสงเคราะห์ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความท้าทายในการเป็นแม่ได้อย่างมั่นใจและมีความสุข

  • ปัญหาทางการเงิน: ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร
  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด: ความผิดปกติทางอารมณ์ที่อาจนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่เป็นอันตราย
  • ขาดความช่วยเหลือ: การขาดการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเลี้ยงดูบุตร การให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก

หากคุณกำลังรู้สึกเครียดหรือสิ้นหวัง โปรดขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณไว้ใจ หรือติดต่อหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต มีคนพร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือคุณเสมอ

ที่มา – แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด ใช้ผ้าห่มกดปิดหน้าเด็ก เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง