วัน: 23 สิงหาคม 2025

เตือน! พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ไทยฝนเพิ่ม

มาแล้ว! ประกาศเตือนฉบับที่ 5 จากกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคมนี้ เตรียมตัวรับมือกันให้พร้อมนะคะ!

เตือนฉบับ 5 พายุโซนร้อน “คาจิกิ” มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น ไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ทาง เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเรื่องพายุ “คาจิกิ” ฉบับที่ 5 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. พายุโซนร้อน “คาจิกิ” มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 780 กิโลเมตร มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นอีก โดยจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคมนี้ นอกจากนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยก็มีกำลังแรงขึ้นด้วย

ผลกระทบจากพายุ “คาจิกิ” ที่ต้องระวัง

จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” และมรสุม ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ระหว่างวันที่ 24–27 สิงหาคมนี้ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นจะสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้

เพื่อความปลอดภัย ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนและสิ่งของรอบบ้านให้แข็งแรง
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง

พายุ “คาจิกิ” กำลังจะมาถึง อย่าประมาท เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนะคะ ความปลอดภัยของทุกคนสำคัญที่สุดค่ะ

ที่มา – เตือนฉบับ 5 พายุโซนร้อน “คาจิกิ” มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น ไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น

Off the Ball: มองบอลสก็อตแบบเผ็ดๆและผิดๆ

Off the Ball: มองบอลสก็อตแบบเผ็ดๆและผิดๆ

รายการ Off the Ball มักจะขึ้นชื่อเรื่องการวิเคราะห์ฟุตบอลสก็อตแลนด์ที่ตรงไปตรงมา แต่บางครั้งการวิเคราะห์นั้นก็ดูจะ “เผ็ด” เกินไป หรือบางทีก็อาจจะ “ผิด” ไปบ้างเล็กน้อย แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้รายการนี้เป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง? และทำไมแฟนบอลสก็อตถึงมี Love-hate relationship กับรายการนี้?

Off the Ball: มองบอลสก็อตแบบเผ็ดๆและผิดๆ

Off the Ball เป็นรายการวิทยุชื่อดังจากประเทศไอร์แลนด์ที่มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์และวิจารณ์กีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล แต่เมื่อพูดถึงฟุตบอลสก็อตแลนด์แล้ว รายการนี้ก็มักจะนำเสนอมุมมองที่ค่อนข้างจะ “เฉพาะ” ตัว ซึ่งบางครั้งมันก็สนุก บางครั้งมันก็สร้างความขุ่นเคืองใจให้กับแฟนบอลไม่น้อย

สิ่งที่ทำให้ Off the Ball แตกต่างจากรายการวิเคราะห์กีฬาอื่นๆ ก็คือ ความกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าพูด พวกเขาไม่เกรงใจที่จะวิพากษ์วิจารณ์นักเตะ ผู้จัดการทีม หรือแม้กระทั่งสโมสรต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีอารมณ์ขันและมักจะสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ฟังได้เสมอ

ทำไม Off the Ball ถึงถูกมองว่า “เผ็ด” และ “ผิด”?

คำว่า “เผ็ด” ในที่นี้หมายถึง การที่รายการนี้มักจะนำเสนอมุมมองที่ค่อนข้างจะแรง กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งบางครั้งมันก็อาจจะเกินเลยไปบ้าง ทำให้แฟนบอลบางส่วนไม่พอใจ

ส่วนคำว่า “ผิด” นั้น หมายถึง การที่บางครั้งข้อมูลที่พวกเขาให้มานั้นไม่ถูกต้อง หรือการวิเคราะห์ของพวกเขามีข้อผิดพลาด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ในการวิเคราะห์กีฬา แต่ด้วยความที่รายการนี้มีผู้ฟังจำนวนมาก ทำให้ข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถูกขยายใหญ่ขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา Off the Ball เคยวิจารณ์ฟอร์มการเล่นของนักเตะคนหนึ่งอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าเขาไม่มีความทุ่มเทให้กับทีม แต่ต่อมาก็มีหลักฐานออกมาว่า นักเตะคนดังกล่าวมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถเล่นได้อย่างเต็มที่

  • ความกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
  • อารมณ์ขันที่สร้างเสียงหัวเราะ
  • มุมมองที่ “เฉพาะ” ตัว

แม้ว่า Off the Ball จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของความ “เผ็ด” และ “ผิด” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายการนี้มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์อย่างมาก พวกเขาสามารถสร้างกระแสและจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงกันในวงกว้างได้เสมอ

นอกจากนี้ Off the Ball ยังมีส่วนช่วยในการส่งเสริมให้เกิดการวิเคราะห์กีฬาที่หลากหลายและมีสีสันมากขึ้น พวกเขาไม่ยึดติดกับรูปแบบการวิเคราะห์แบบเดิมๆ และกล้าที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้ฟัง

แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกับ Off the Ball? คุณคิดว่าพวกเขาวิเคราะห์ฟุตบอลสก็อตแลนด์ได้ “เผ็ด” และ “ผิด” จริงหรือไม่? หรือว่าพวกเขากำลังนำเสนอมุมมองที่แตกต่างและน่าสนใจ?

การที่สื่อกล้าที่จะนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างและกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาวงการกีฬาให้ก้าวหน้าต่อไป แม้ว่าบางครั้งมันอาจจะทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันเป็นประโยชน์มากกว่า

Off the Ball อาจจะไม่ใช่วิธีการวิเคราะห์ฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาก็มีส่วนช่วยในการสร้างสีสันและความหลากหลายให้กับวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์อย่างแน่นอน

ที่มา – Off the Ball take petty & ill-informed look at Scottish football

อัปเดต! เส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” กระทบไทย

“กรมอุตุนิยมวิทยา” อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่เคลื่อนตัวเร็วและจะส่งผลกระทบทั่วไทยทำให้มีฝนเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคมนี้ ใครที่กำลังวางแผนเดินทางต้องเช็คสภาพอากาศกันให้ดีเลยนะคะ

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา โพสต์ข้อความโดยระบุว่า อัปเดตสถานการณ์พายุเย็นวันนี้ (23/8/68) : พายุโซนร้อน “คาจิกิ (KAJIKI)” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. (เคลื่อนตัวเร็ว) พายุนี้มีแนวโน้มจะมีกำลังแรงขึ้นได้อีกเมื่อเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับหลังจากเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน

อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ”

ช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 นี้ อิทธิพลของพายุ คาดว่าจะทำให้ในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงบริเวณภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนั้นเตรียมรับมือกับฝนที่อาจจะตกหนักกันได้เลยค่ะ

ผลกระทบจาก พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่ต้องระวัง

  • ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม
  • คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง

ดังนั้น ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรงยังต้องติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ สถานการณ์ยังมีการเปลี่ยนแปลง.

จากประกาศเตือนเรื่อง อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทำให้เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น และติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนนะคะ

นอกจากนี้ การวางแผนการเดินทางในช่วงนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากไม่จำเป็นควรงดการเดินทางไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุ แต่หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรตรวจสอบสภาพอากาศและเส้นทางให้ดี และเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เสื้อกันฝน ไฟฉาย และโทรศัพท์มือถือที่ชาร์จแบตเตอรี่เต็มที่

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราใส่ใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ก็จะสามารถลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากภัยธรรมชาตินะคะ

ที่มา – อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” เคลื่อนตัวเร็ว กระทบทั่วไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น

ชัชวาล สส.ปชน.ชี้ คลิปซื้อเสียง 10 ล้านไม่ตัดต่อ

จากกรณีที่นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงคลิปเสียงการสนทนาที่ถูกกล่าวหาว่ามีการเสนอซื้อเสียงโหวตกฎหมายเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ล่าสุดมีความคืบหน้าในประเด็นนี้ โดยนายชัชวาลได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันแล้วว่าคลิปดังกล่าวไม่มีการตัดต่อแต่อย่างใด

ชัชวาล สส.ปชน. ชี้ ตร. ยันแล้วคลิปซื้องูเห่า 10 ล้านไม่ตัดต่อ

นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ถึงความคืบหน้าของการนำหลักฐานคลิปเสียงสนทนากับหญิงปริศนาที่เสนอเงิน 10 ล้านบาทเพื่อซื้อเสียงโหวตกฎหมาย เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สืบสวนเอาผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 144 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 176

นายชัชวาลระบุว่า ได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้ตำรวจไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา และในวันเดียวกันนั้น ตำรวจได้ออกหมายเรียกหญิงปริศนาให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 26 สิงหาคม เพื่อให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการยืนยันว่าจะมาตามหมายเรียกหรือไม่ โดยเบื้องต้นทราบว่าบิดาของหญิงคนดังกล่าวเป็นผู้รับหมายเรียกแทน นอกจากนี้ ผู้กำกับ สภ.น้ำพอง ยังได้เรียกพยานซึ่งเป็นเพื่อนของนายชัชวาลเข้าให้การเพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลที่ได้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

ตำรวจยืนยัน คลิปเสียง ชัชวาล สส.ปชน. ไม่มีตัดต่อ

สิ่งที่น่าสนใจคือ นายชัชวาลได้กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เขาได้โทรศัพท์ไปสอบถามความคืบหน้าในการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ กับทางตำรวจ ซึ่งได้รับการแจ้งว่าได้เร่งส่งหลักฐานให้กองพิสูจน์หลักฐานดำเนินการตรวจสอบแล้ว และผลการตรวจสอบพบว่าคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายชัชวาลกับหญิงปริศนานั้น ไม่มีการตัดต่อคลิปแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของหลักฐาน

นอกจากนี้ นายชัชวาลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 24 สิงหาคม เวลา 10.00 น. เขาจะเดินทางไปให้การเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.น้ำพอง โดยได้เตรียมข้อมูลไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าหญิงปริศนาคนดังกล่าวเป็นคนในพื้นที่ขอนแก่น หรือเป็นคนกรุงเทพฯ เนื่องจากต้องการให้ตำรวจเป็นผู้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกมากกว่า

นายชัชวาลกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องการยืนยันในวันนี้คือความบริสุทธิ์ใจ หลังจากที่มีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าคลิปดังกล่าวอาจมีการสร้างขึ้นหรือตัดต่อ แต่ผลการตรวจสอบจากตำรวจได้ยืนยันแล้วว่าคลิปเสียงนั้นไม่มีการตัดต่อแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา:

  • การยืนยันจากตำรวจว่าคลิปเสียงไม่มีการตัดต่อ
  • การออกหมายเรียกหญิงปริศนาเข้าให้ปากคำในวันที่ 26 สิงหาคม
  • การให้การเพิ่มเติมของนายชัชวาลในวันที่ 24 สิงหาคม

การที่ตำรวจยืนยันว่าคลิปเสียงไม่มีการตัดต่อถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญในคดีนี้ ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักของหลักฐานเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การสืบสวนหาผู้กระทำผิดได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าในการให้ปากคำของหญิงปริศนาและการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของนายชัชวาลต่อไป

ความโปร่งใสและความรวดเร็วในการดำเนินการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง
คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถถูกบิดเบือนหรือตัดต่อได้ง่าย การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยืนยันความถูกต้องของคลิปเสียงได้ จึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่อง

ที่มา – “ชัชวาล สส.ปชน.” ชี้ ตร. ยันแล้วคลิปซื้องูเห่า 10 ล้านไม่ตัดต่อ เรียกหญิงปริศนาสอบ 26 ส.ค. นี้

ทหารกัมพูชา รุกล้ำ! วางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพบก” เผยว่า “ทหารกัมพูชา” ได้รุกล้ำอธิปไตยไทยอีกครั้ง โดยมีการดักซุ่มและลอบวางทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่ ล่าสุด พบว่ามีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกถึง 3 ทุ่น ทำให้สถานการณ์ชายแดนน่ากังวลยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 16.00 น. หน่วยทหารในพื้นที่ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2–3 นาย ซึ่งจากการแต่งกายคาดว่าเป็นหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มและตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ห่างจากแนวเส้นปฏิบัติการเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยประมาณ 100 เมตร

จากการรุกล้ำอธิปไตยไทยดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ทำการยิงขับไล่จนฝ่ายกัมพูชาหลบหนีไป เมื่อมั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หน่วยจึงเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ และตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณจุดที่พบทหารกัมพูชาดักซุ่ม จำนวน 1 ทุ่น จึงได้ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด พร้อมทำเครื่องหมายไว้ เพื่อรอรับการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดดำเนินการต่อไป ซึ่งการกระทำของ ทหารกัมพูชา ในครั้งนี้ ถือเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

ต่อมา ในวันที่ 23 สิงหาคม จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดอีกครั้ง พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกจำนวน 2 ทุ่น (รวมเป็นทั้งหมด 3 ทุ่น) พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก ทำให้เห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมการเพื่อก่อเหตุร้ายในพื้นที่

ทหารกัมพูชา รุกล้ำอธิปไตยไทย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า เป็นที่ปรากฏชัดเจนอีกครั้งว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากผลการประชุม GBC ที่ผ่านมาในหลายข้อ ทั้งการยั่วยุ การรุกล้ำดินแดน และการใช้ทุ่นระเบิดในการลอบทำร้ายฝ่ายไทย การกระทำดังกล่าวย้อนแย้งกับท่าทีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าฝ่ายไทยรุกราน ทั้งที่ความเป็นจริงและหลักฐานต่าง ๆ ที่พบ ยืนยันได้ว่ากัมพูชากระทำการรุกรานและละเมิดข้อตกลง รวมทั้งอนุสัญญาออตตาวามาโดยตลอด

การตอบโต้และมาตรการของไทยต่อการรุกล้ำของทหารกัมพูชา

กองทัพบกจะได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะ IOT ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา และแจ้งเตือนทุกหน่วยตามแนวชายแดนให้เฝ้าติดตามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับการรุกล้ำอธิปไตยจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง การกระทำของ ทหารกัมพูชา ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บ่งบอกถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกและต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ

ทางกองทัพบกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ และการเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การวางทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต่อทหาร แต่ยังรวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนด้วย การดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” รุกล้ำอธิปไตยไทย พบวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น

อัลวาเรซ มิดฟิลด์เวสต์แฮม ย้ายซบเฟเนร์บาห์เช

เอ็ดสัน อัลวาเรซ กองกลางจากสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ย้ายไปร่วมทีมเฟเนร์บาห์เช ในลีกตุรกี ด้วยสัญญายืมตัว พร้อมเงื่อนไขซื้อขาดในช่วงซัมเมอร์หน้า

ดาวเตะทีมชาติเม็กซิโก วัย 27 ปี ย้ายมาร่วมทีมขุนค้อนด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ จากอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เมื่อปี 2023

เขาลงสนามให้กับทีมไปแล้ว 73 นัด ทำได้ 2 ประตู และ 3 แอสซิสต์

อัลวาเรซ มีชื่อเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้ถูกใช้งานในเกมที่เวสต์แฮมประเดิมสนามพ่ายแพ้ต่อซันเดอร์แลนด์ แต่ไม่มีชื่อในทีมชุดที่แพ้เชลซีคาบ้าน 1-5

อย่างไรก็ตาม เขายังคงเป็นกัปตันทีมชาติเม็กซิโก และเป็นผู้ทำประตูชัยให้ทีมชาติเม็กซิโก คว้าแชมป์คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ เหนือ สหรัฐอเมริกา ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ทีมเฟเนร์บาห์เช ในศึกซูเปอร์ลีก ตุรกี คุมทีมโดย โชเซ่ มูรินโญ่ และได้เซ็นสัญญาคว้าตัว เนลสัน เซเมโด้ แบ็คขวาจากวูล์ฟแฮมป์ตัน มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ขณะที่ จอห์น ดูรัน อดีตกองหน้าแอสตัน วิลล่า ก็ย้ายมาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวจาก อัล-นาสเซอร์ ในลีกซาอุดีอาระเบีย

อัลวาเรซ มิดฟิลด์เวสต์แฮม ย้ายซบเฟเนร์บาห์เช

การย้ายทีมของ เอ็ดสัน อัลวาเรซ ในครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลเวสต์แฮมอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเขาถือเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา แม้ว่าฟอร์มการเล่นของทีมโดยรวมจะไม่สู้ดีนักก็ตาม

สาเหตุของการย้ายทีมในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะ อัลวาเรซ ต้องการโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจไม่ได้รับประกันที่เวสต์แฮม ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่ หรืออาจเป็นเพราะเฟเนร์บาห์เช ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจจนทำให้เวสต์แฮมตัดสินใจปล่อยตัวเขาออกไป

ทำไมการย้ายของ อัลวาเรซ มิดฟิลด์เวสต์แฮม ย้ายซบเฟเนร์บาห์เช ถึงน่าสนใจ?

การย้ายไปร่วมทีมเฟเนร์บาห์เช ของ อัลวาเรซ นั้นน่าสนใจด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • โอกาสในการเล่นภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่: การได้ร่วมงานกับกุนซือระดับโลกอย่าง มูรินโญ่ ถือเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักเตะทุกคน และอัลวาเรซก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมายจากเขา
  • การได้ลงเล่นในลีกที่แตกต่าง: การย้ายไปเล่นในลีกตุรกี จะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับอัลวาเรซ และเขาจะได้เผชิญหน้ากับความท้าทายที่แตกต่างออกไป
  • โอกาสในการคว้าแชมป์: เฟเนร์บาห์เช เป็นทีมใหญ่ในตุรกี และมีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ในทุกรายการที่ลงแข่งขัน ซึ่งอัลวาเรซก็จะได้มีส่วนร่วมในการลุ้นแชมป์กับทีม

อนาคตของอัลวาเรซกับเฟเนร์บาห์เชจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การย้ายทีมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวใหม่ในอาชีพค้าแข้งของเขา และเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้พัฒนาฝีเท้าต่อไป

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด การย้ายทีมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของอัลวาเรซที่ต้องการความท้าทายใหม่ๆ และโอกาสในการพัฒนาตัวเองต่อไป แฟนบอลของเขาคงจะติดตามและให้กำลังใจเขาในการผจญภัยครั้งใหม่นี้อย่างแน่นอน

การย้ายตัวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อทีมเวสต์แฮมในระยะสั้น แต่ก็อาจเปิดโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่น ๆ ได้แสดงศักยภาพและก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมแทนที่ อัลวาเรซ ก็เป็นได้

ที่มา – West Ham midfielder Alvarez loaned to Fenerbahce

โคเวนทรี ซิตี้ ซื้อสนามกีฬาสำเร็จ!


โคเวนทรี ซิตี้ ประกาศความสำเร็จในการซื้อสนามกีฬาเหย้าของตนเอง หรือ โคเวนทรี บิลดิ้ง โซไซตี้ อารีน่า อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์สโมสร

สกายบลูส์ (ชื่อเล่นของโคเวนทรี ซิตี้) ได้ทำการซื้อสนามจากกลุ่มบริษัท Frasers Group โดย Doug King ประธานและเจ้าของสโมสร กล่าวว่าการเป็นเจ้าของ CBS Arena จะช่วยให้สโมสรมีความมั่นคง “ไม่เพียงแต่ในปัจจุบัน แต่ยังรวมถึงคนรุ่นหลังในอนาคต”

“นี่เป็นมากกว่าแค่การทำธุรกรรม มันคือการแสดงถึงความทะเยอทะยานและความเชื่อมั่นในโคเวนทรี” เขากล่าวเสริม

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ครบรอบ 20 ปีของการเปิดสนาม ซึ่งสโมสรกล่าวว่าจะช่วยสร้าง “เสถียรภาพในระยะยาว”

King ได้ขอบคุณแฟนบอลสำหรับการสนับสนุนอย่าง “แน่วแน่” ตลอดหลายปีแห่งความไม่แน่นอน และกล่าวว่าการเป็นเจ้าของสนามมาพร้อมกับ “ความภาคภูมิใจและความสุขอย่างยิ่ง”

“ในฐานะเจ้าของ เราสามารถลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวก ประสบการณ์ของแฟนๆ และโอกาสที่กว้างขึ้นสำหรับชุมชนของเรา เรารู้สึกภูมิใจที่ได้เรียกสนามแห่งนี้ว่าเป็นของเราอย่างแท้จริง”

โคเวนทรี ซิตี้ ซื้อสนามกีฬาสำเร็จ!

การเข้าซื้อสนามกีฬาเหย้าครั้งนี้ นับเป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอลของโคเวนทรี ซิตี้ หลังจากต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมาหลายปี การเป็นเจ้าของสนามเองจะช่วยให้สโมสรสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น และลงทุนในการพัฒนาทีมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

ทำไมการที่ โคเวนทรี ซิตี้ ซื้อสนามกีฬาสำเร็จ จึงสำคัญ?

  • ความมั่นคงทางการเงิน: การเป็นเจ้าของสนามช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเช่า ทำให้สโมสรมีงบประมาณมากขึ้นในการลงทุนในด้านอื่นๆ
  • การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก: สโมสรสามารถปรับปรุงและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในสนาม เพื่อยกระดับประสบการณ์ของแฟนบอลและดึงดูดผู้ชมให้มากขึ้น
  • ความรู้สึกเป็นเจ้าของ: การเป็นเจ้าของสนามช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความผูกพันระหว่างสโมสรและแฟนบอลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของ โคเวนทรี ซิตี้ ซื้อสนามกีฬาสำเร็จ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของธุรกิจ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่สดใสให้กับสโมสรและเมืองโคเวนทรี

สำหรับแฟนบอลของโคเวนทรี ซิตี้ นี่คือช่วงเวลาแห่งความสุขและความหวัง หลังจากต้องเผชิญกับความยากลำบากมามากมาย การเป็นเจ้าของสนามเหย้าของตัวเอง ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพา สกายบลูส์ ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

การที่ โคเวนทรี ซิตี้ ซื้อสนามกีฬาสำเร็จ นั้น จะส่งผลดีต่อทีมในระยะยาวอย่างแน่นอน ทั้งในด้านการเงิน การพัฒนาทีม และความสัมพันธ์กับแฟนบอล เป็นกำลังใจให้สโมสรแห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง!

ที่มา – Coventry City complete deal to buy stadium

กยศ. ปรับหนี้ใหม่ แนะนำลงทะเบียนขอเงินคืน!

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ทำการปรับปรุงยอดหนี้ใหม่สำหรับผู้กู้ยืมเงินจำนวน 550,000 บัญชี และแนะนำให้ผู้กู้ยืมตรวจสอบยอดหนี้ผ่านแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” พร้อมทั้งเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินคืนผ่านทางเว็บไซต์ของ กยศ.

กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า กยศ. ได้คำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 รวมถึงประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง การปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงิน

การดำเนินการนี้เริ่มต้นจากกลุ่มผู้กู้ยืมเงินจำนวน 556,000 บัญชี ซึ่ง กยศ. ได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว และจะแสดงยอดหนี้ในแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับผู้กู้ยืมที่ระบบแจ้งว่ามีการชำระเงินเกินจากยอดหนี้ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ที่เว็บไซต์ของ กยศ. ส่วนผู้ที่ยังมียอดหนี้คงเหลือ สามารถชำระเงินผ่าน Mobile Banking ของทุกธนาคารโดยการสแกน QR code หรือช่องทางอื่น ๆ ที่ กยศ. กำหนด

ลงทะเบียนขอเงินคืน กยศ. อย่างไร?

ระบบจะทำการลดหนี้ภายใน 3 วันทำการ และผู้กู้ยืมสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า กยศ. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการคำนวณยอดหนี้ใหม่ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบคอบในทุกขั้นตอน ก่อนที่จะนำข้อมูลขึ้นในระบบ เพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินมั่นใจได้ว่ายอดหนี้ที่แสดงนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ และยืนยันว่าผู้กู้ยืมจะไม่เสียสิทธิตามกฎหมายอย่างแน่นอน การกยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชีครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนมาก

ทำไม กยศ. ถึงต้องปรับยอดหนี้ใหม่? การปรับปรุงยอดหนี้ครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่ต้องการให้การคำนวณหนี้เป็นธรรมและถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้กู้ยืมเงินในระยะยาว นอกจากนี้ การปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ยังช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบยอดหนี้ของตนเอง แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน กยศ. Connect และลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลโดยเร็ว หากพบว่ามีการชำระเงินเกิน สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินคืนได้ทันที การกยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชีครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่ผู้กู้ยืมควรใช้ประโยชน์

การที่ กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบของกองทุนต่อผู้กู้ยืมเงินทุกคน การปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้กู้ยืมเงินว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมตามกฎหมาย

ที่มา – กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์

ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี! ต้นเพลิงชั้น 3 สงบแล้ว

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 เวลา 14.32 น. ได้เกิดเหตุไฟไหม้ห้างเพชรบุรี สร้างความตกใจให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งย่านถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านและมีการจราจรหนาแน่น

เกิดเหตุไฟไหม้ห้างเพชรบุรี ชั้น 3 เบื้องต้นเพลิงสงบแล้ว

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ต้นเพลิงมาจากร้านขายเสื้อผ้าที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของห้าง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยพญาไทได้รุดไปยังที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมสถานการณ์ และสามารถดับเพลิงได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้สถานการณ์ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี ไม่ลุกลามไปยังบริเวณอื่น ๆ ของห้าง

ถึงแม้ว่าเพลิงจะสงบลงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ในระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้อย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

รายละเอียดเหตุการณ์ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี

  • วันที่และเวลาเกิดเหตุ: 23 สิงหาคม 2568 เวลา 14.32 น.
  • สถานที่เกิดเหตุ: ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านถนนเพชรบุรี
  • จุดต้นเพลิง: ร้านขายเสื้อผ้า บริเวณชั้น 3
  • สถานะปัจจุบัน: เพลิงสงบแล้ว
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: สถานีดับเพลิงและกู้ภัยพญาไท

เหตุการณ์ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอัคคีภัย และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง การตรวจสอบระบบไฟฟ้า และการฝึกซ้อมดับเพลิงอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและเจ้าของอาคารควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย และการปฏิบัติตนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ไฟฟ้า และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟ เช่น การสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ หรือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ได้

และที่สำคัญที่สุดคือ การมีสติและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉิน การตัดสินใจที่ถูกต้องและการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี จะช่วยให้เราสามารถเอาชีวิตรอดและช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี ในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินมากนัก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่ประมาทและใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัยอยู่เสมอ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และการเตรียมพร้อมรับมือคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เกิดเหตุเพลิงบริเวณชั้น 3 ภายในห้างย่าน ถ.เพชรบุรี เบื้องต้นเพลิงสงบแล้ว