วัน: 23 สิงหาคม 2025

สุดระทึก! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด นักบินรอด

เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขวัญ! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดกลางอากาศขณะนำเครื่องขึ้นจากสนามบินสุลต่านอาหมัดชาห์ ในเมืองกวนตัน โชคดีที่นักบินสามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเครื่องบินขับไล่ McDonnell Douglas F/A-18 Hornet ของกองทัพอากาศมาเลเซีย จากคลิปที่เผยแพร่แสดงให้เห็นภาพเครื่องยนต์ของเครื่องบินลำดังกล่าวเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงขณะกำลังวิ่งขึ้นรันเวย์ ก่อนที่จะระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ น่าสะพรึงกลัว

ตามรายงานข่าว เครื่องบินลำดังกล่าวเริ่มมีปัญหาไฟลุกไหม้ที่เครื่องยนต์ตั้งแต่ช่วงแรกของการวิ่งขึ้น และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง นักบินทั้งสองนายตัดสินใจดีดตัวออกจากเครื่องบินได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ทั้งลำ

กองทัพอากาศมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งว่าขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

สุดระทึก! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด นักบินรอด

เครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet เป็นเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะสูง เป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศมาเลเซียมาเป็นเวลานาน มีบทบาทสำคัญในการโจมตีทางอากาศและการป้องกันภัยทางอากาศ เหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้จึงเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet

  • เครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet เป็นเครื่องบินรบอเนกประสงค์
  • สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย ทั้งโจมตีทางอากาศ ป้องกันภัยทางอากาศ และลาดตระเวน
  • มีความเร็วสูงสุดถึง Mach 1.8
  • บรรทุกอาวุธได้หลากหลายชนิด

สถานการณ์ล่าสุดยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่โชคดีอย่างยิ่ง

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอในการปฏิบัติการทางการทหาร และความสำคัญของการบำรุงรักษาเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – สุดระทึก เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

“ไชยา” ขอโทษ ปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544

“ไชยา” ขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544

“ไชยา พรหมา” ลั่น ไม่ได้เป็นเครื่องมือใครถึงแม้จะมาจากเพื่อไทย ยัน ทำงานเป็นกลางประชาชนมอนิเตอร์อยู่ – ขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544 เหตุประสานผิดพลาด ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง วอนวิป 2 ฝ่าย คุยกันให้จบ

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กล่าวชี้แจงกรณีที่ชิงปิดประชุมก่อนพิจารณาญัตติ MOU 2543-2544 โดยยืนยัน ได้รับการประสานงานว่า หลังกระทู้เสร็จให้เข้าวาระรับทราบรายงานของหน่วยงาน 4-5 หน่วยงาน แต่วันนั้นมีเพียงหน่วยงานเดียวที่มีความพร้อมคือกองทุนสื่อสร้างสรรค์ จากนั้นได้รับประสานอีกว่า หากไม่มีอะไรแล้วให้ปิดการประชุม เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองรู้สึกเสียใจ ที่ถูกมองเป็นคนปิดประชุมเพื่อหนีปัญหา ทั้งที่การตกลงเป็นการพูดคุยกันระหว่างมีฝ่ายค้านและมีฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องพูดคุยกันให้จบ และตนเองเพิ่งจากการสัมภาษณ์ของฝ่ายค้าน ว่าจะมีการเสนอญัตติด้วยวาจา แต่ในฐานะที่เป็นประธานไม่รับทราบเลย เพราะการประสานงานกัน คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่มีสิทธิ์รับรู้เลย แต่ก็เห็นประธานวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลเดินพูดคุยกันอยู่บ่อยครั้ง และก็รอสัญญาณอยู่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่กลับไม่ได้รับการประสานงานมา จึงคิดว่าไม่มีวาระอะไรต่อไปแล้ว จึงสั่งปิดประชุมตามข้อตกลงเดิม โดยยืนยันได้ว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

นายไชยา ยังกล่าวถึงการรับยื่นหนังสือของกลุ่มผู้ชุมนุม ในเนื้อหาสาระต้องการให้สมาชิกรัฐสภา เสนอไปญัตติในการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ซึ่งขั้นตอนนั้นยังไม่เกิดขึ้น ต้องให้พรรคการเมืองแต่ละพรรค เป็นผู้เสนอเข้ามา ทำให้ตนเองไม่ทราบว่า จะมีการพิจารณาในวันดังกล่าว ก่อนจะย้ำว่า ที่สั่งปิดประชุมไปเป็นการผิดพลาดในการสื่อสาร หากทำให้สังคมไม่สบายใจก็ขอโทษ แต่หลังจากนี้อยากจะเรียกร้อง ว่า งานสภาไม่สามารถราบรื่นได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่อยากให้สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลใช้กลไกสภา มองเรื่องการเมืองมากเกินไป อยากให้เวทีสภาเป็นเวทีของการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ตรงไหนที่เป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ น่าจะถอยคนละก้าว เพื่อผลักดันให้งานสภาเดินไปได้ นี่คือความตั้งใจที่อยากเห็น ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง และบรรยากาศฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เป็นเวทีของการแก้ไขปัญหา นี่เป็นเรื่องใหญ่ และมองว่าทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนการปิดประชุมครั้งก่อน ๆ ถือเป็นเรื่องของเสียงปริ่มน้ำหรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า การประชุมจะราบรื่นหรือไม่ วิป 2 ฝ่ายต้องคุยกัน เพราะการประชุมไม่ใช่เรื่องของวิปฝ่ายรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แน่นอนว่าองค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาล แต่อยากให้มองว่ากฎหมายอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่อยากให้มองเป็นกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายเดียว เพราะกฎหมายที่ออกมาไม่ได้ถูกบังคับใช้เฉพาะฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน แต่บังคับใช้กับประชาชนทุกคน ดังนั้น อะไรที่เป็นประโยชน์และสามารถขับเคลื่อนประเทศได้ ก็ขอความร่วมมือฝ่ายค้านด้วย แต่ก็ยอมรับว่า ในเรื่องของเกมการเมืองฝ่ายค้านรัฐบาลก็เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย แต่สำหรับเวทีนิติบัญญัติอยากจะให้เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาจริง ๆ

ทำไม “ไชยา” ถึงขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544?

“ที่ผ่านมาอาจจะมีความไม่สบายใจ ทำให้ไม่ถูกใจ ที่ผมปิดประชุมแล้วหนีไป ความรู้สึกแบบนี้มันมี ผมก็ต้องขอโทษ แต่ก็อยากเรียกร้องไปยังสองฝ่ายให้คุยกัน อันไหนที่ยืดหยุ่นได้ถ้อยทีถ้อยอาศัยได้ เดินกันคนละก้าวได้หรือไม่ อย่างที่ตนรับทราบมาญัตติ MOU คุยกัน 5 รอบก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นบนบัลลังก์ จึงไม่มีสิทธิ์รับรู้เลยว่าเจรจาอะไรกันจบหรือไม่ รู้เพียงว่าฝ่ายหนึ่งอยากให้ตั้งกรรมาธิการอีกฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้ตั้งกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่ได้ข้อสรุปก็ไม่สามารถประชุมต่อได้”

เมื่อถามว่าจะเป็นการชิงปิดประชุมไปเรื่อย ๆ ในลักษณะนี้ท่ามกลางเสียงปริ่มน้ำใช่หรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า ไม่ ความรับผิดชอบต้องเป็นของวิปรัฐบาล ต้องทำงานเป็นกติกาอยู่แล้ว ว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบเสียงของรัฐบาลเอง เพราะฉะนั้นอย่าได้มากล่าวหาสภา

“ผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใครถึงแม้จะมาจากพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่วันที่มานั่งเป็นประธานด้วยความสำนึกในหน้าที่ ว่าถ้าหากเราทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เราก็จะถูกตำหนิจากสมาชิก เพราะฉะนั้นคนที่มอนิเตอร์ผมไม่ใช่ฝ่ายค้านแต่เป็นประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าหากผมดำเนินการอะไรไปที่ไม่เป็นกลาง ผมก็จะถูกตำหนิ เครดิตทางการเมืองก็จะเสียหาย และต้องเข้มงวดเรื่องของเสียงให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาแบบนี้”

การที่นายไชยา พรหมา ออกมากล่าวขอโทษและชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยืนยันถึงความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การประสานงานและความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง การขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544 ครั้งนี้ หวังว่าจะนำไปสู่การปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้สภาฯ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ไชยา” ขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544 ยันไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

ระทึก! คานปูนสะพานลอยถล่ม คนงานหนีตาย

นาทีชีวิต! เกิดเหตุคานปูนสะพานลอยถล่ม ขนาดใหญ่ น้ำหนักกว่า 116 ตัน ระหว่างการก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนน 4 เลน สาย 317 จันทบุรี-สระแก้ว พังถล่มลงมาทับรถเครน คนงานวิ่งหนีตายอลหม่าน รายงานเบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บเล็กน้อย

ระทึก! คานปูนสะพานลอยถล่ม ทับรถเครน คนงานหนีตาย

เมื่อเวลาประมาณ 20.25 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อคานปูนสะพานลอยถล่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ บริเวณถนนจันทบุรี-สระแก้ว ได้พังลงมาขวางถนน ทับรถเครนและรถเทรลเลอร์เสียหายอย่างหนัก จุดเกิดเหตุอยู่ที่บริเวณพื้นที่ก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนน 4 เลน สาย 317 จันทบุรี-สระแก้ว หน้าตลาดกลางเทศบาลตำบลมะขามเมืองใหม่ อ.มะขาม จ.จันทบุรี

ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านขายของชำใกล้เคียง สามารถบันทึกภาพนาทีชีวิตขณะที่คานปูนสะพานลอยถล่มลงมาได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลานั้นยังมีคนงานจำนวนมากปฏิบัติงานอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว ทำให้ต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอลหม่าน โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ครั้งนี้

จากการตรวจสอบความเสียหายในเบื้องต้น พบว่ามีรถเทรลเลอร์ 1 คัน และรถเครนของบริษัทรับเหมาเอกชน 1 คัน ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการถูกคานสะพานที่ถล่มลงมาทับ คานสะพานคอนกรีตที่มีน้ำหนักรวมกว่า 116 ตัน ได้ปิดกั้นการจราจรทั้งขาเข้าและขาออกเมือง กรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับเหมา เพื่อดำเนินการตัดคานสะพานออกให้เร็วที่สุด เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้ได้ก่อนรุ่งเช้า เนื่องจากเป็นถนนสายหลัก คาดการณ์มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

สาเหตุเบื้องต้น คาดเครนรับน้ำหนักไม่ไหว

จากการสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงจันทบุรี พบว่า สะพานลอยแห่งนี้มีรูปแบบการก่อสร้างเป็นเสาเตาหม้อคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 2 ต้น มีความกว้างของทางเดินบนสะพาน 2.4 เมตร พร้อมราวจับและหลังคายาวตลอดทางเดินราว 36 เมตร ครอบคลุมบันไดทั้งขาขึ้นและลงที่มีความกว้าง 1.4 เมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 7 ล้านบาท

อุบัติเหตุคานปูนสะพานลอยถล่มที่เกิดขึ้น สันนิษฐานว่าเกิดจากขณะที่กำลังยกคานสะพานแบบ T girder 2 ตัว ขึ้นไปตั้งวางบนหัวเสาเพื่อเชื่อมติดกัน โดยคานตัวแรกได้ถูกยกขึ้นวางแล้ว และกำลังยกคานตัวที่ 2 ขึ้นวางคู่กัน แต่ในระหว่างการวางคานตัวที่ 2 ยังเชื่อมยึดไม่แล้วเสร็จ คาดว่าเครนอาจจะรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้คานเกี่ยวกันและร่วงลงมาทั้ง 2 ตัว

ก่อนเกิดเหตุ ในช่วงเช้าของวันที่ 22 สิงหาคม รถเครนจำนวน 2 คัน ได้ทำการยกแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แผ่น ซึ่งแต่ละแผ่นมีน้ำหนักประมาณ 58 ตัน ขึ้นไปประกบบนเสาเตาหม้อเป็นรูปตัว T เพื่อให้คนงานทำการเชื่อมเหล็กยึดเข้าด้วยกัน จนกระทั่งในช่วงเวลา 20.25 น. ขณะที่คนงานกำลังเคลียร์พื้นที่และเตรียมย้ายรถเครนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง จู่ๆ คานสะพานก็เกิดพังถล่มลงมา สร้างความตกใจให้แก่คนงานที่ต่างพากันกระโดดหนีเอาชีวิตรอด

นายรุ่งโรจน์ แวงวรรณ ผู้ช่วยประจำรถเครน ได้เล่าถึงนาทีชีวิตว่า ขณะเกิดเหตุ ตนยืนอยู่บนท้ายรถเทรลเลอร์เพื่อเคลียร์อุปกรณ์และเคลื่อนย้ายรถออกจากพื้นที่ก่อสร้าง จากนั้นก็ได้ยินเสียงปูนลั่น ก่อนที่คานปูนสะพานลอยจะพังถล่มลงมาทับรถเครนที่อยู่ห่างจากจุดที่ตนยืนอยู่ไม่ถึง 10 เมตร จนทำให้ตนกระเด็นตกลงบนพื้นถนน ได้รับบาดเจ็บเพียงแค่รอยถลอกเล็กน้อยเท่านั้น เชื่อว่าเป็นเพราะบารมีเหรียญ “หลวงปู่ผาน ปัญญาปทีโป” ที่ยายให้ติดตัวไว้ได้ช่วยคุ้มครองให้ตนแคล้วคลาดปลอดภัยจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

เหตุการณ์คานปูนสะพานลอยถล่มครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ต้องให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – นาทีระทึก คานปูนสะพานลอย หนัก 116 ตัน ถล่มทับรถเครน คนงานวิ่งหนีรอดหวุดหวิด

เกอฮี เผย “อยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE”

มาร์ค เกอฮี กองหลังคริสตัล พาเลซ เปิดใจในการสัมภาษณ์ว่ามีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE หากไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ นี่คือบทสรุปจากการสัมภาษณ์ที่น่าสนใจของเขา

เกอฮี เผย “อยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE”

เกอฮี วัย 25 ปี เป็นกำลังสำคัญของคริสตัล พาเลซ นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในปี 2021 ลงสนามไปแล้ว 156 นัด และนำทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้อย่างน่าจดจำด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนพฤษภาคม

นอกจากนี้ เขายังคว้าแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ร่วมกับทีมได้อีกด้วย โดยเอาชนะลิเวอร์พูลในการดวลจุดโทษ

ฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งของเกอฮี ทำให้หลายสโมสรสนใจที่จะคว้าตัวเขาไปร่วมทีม โดยเฉพาะลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก ที่แสดงความสนใจในตัวกองหลังทีมชาติอังกฤษรายนี้อย่างมาก มาร่วมฟังบทสัมภาษณ์ของเขากับ เคลลี่ ซัมเมอร์ส จากบีบีซี สปอร์ต เกี่ยวกับเส้นทางลูกหนัง ความถ่อมตัว และความฝันที่อยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE กัน

ชีวิตและความฝัน: ทำความรู้จัก เกอฮี “อยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE”

เคลลี่ ซัมเมอร์ส: ฟุตบอลมีความหมายกับคุณอย่างไร?

มาร์ค เกอฮี: ฟุตบอลเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผม เป็นมานานแล้ว มันมีความหมายกับผมมาก ผมได้ทำในสิ่งที่รักทุกวัน สามารถเลี้ยงดูครอบครัว และมีเพื่อน มันมีความหมายมากจริงๆ

เคลลี่: ความทรงจำแรกเกี่ยวกับฟุตบอลและการได้สัมผัสลูกบอลคืออะไร?

มาร์ค: การเล่นในสวนสาธารณะกับเพื่อนๆ ผมเคยทำแบบนั้นบ่อยเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็เป็นทีม Sunday League ของผม – Cray Wanderers – และชุดสีส้มหรือสีเหลืองสดใสที่เราใส่ มันยังอยู่ในความทรงจำของผม ผมยังคงเก็บมันไว้ในใจเสมอ

เคลลี่: เล่าให้ฟังหน่อยเกี่ยวกับชื่อของผู้เล่นและผู้คนที่คุณจำได้ว่าเคยเล่นด้วยกันในตอนนั้น

มาร์ค: ใช่, จาดอน, มาร์ลอน, อดัม, เจมส์, แม็คเคนซี่… จริงๆ แล้วพวกเราเป็นทีมที่ดีมาก ผมเป็นคนที่โชคดี แต่ไม่ใช่เพราะผมเก่งกว่าคนอื่นๆ มาร์ลอนเก่งมาก เขาเป็นกองกลางและอยู่ในอะคาเดมี่ของอาร์เซนอล อดัมอยู่ในอะคาเดมี่ของเชลซีกับผม

เคลลี่: แล้วทำไมวันนี้คุณถึงมายืนอยู่ตรงนี้? คุณมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรไม่ใช่พวกเขา?

มาร์ค: พระคุณของพระเจ้า การทำงานหนัก ผมเดาว่าอย่างนั้น ผมจะไม่บอกว่ามีอะไรเป็นพิเศษ ชีวิตของทุกคนดำเนินไปในทิศทางที่แตกต่างกันไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม พวกเขาอาจจะกำลังทำสิ่งที่น่าทึ่งอยู่ในตอนนี้ ใครจะรู้ว่าถ้าฟุตบอลพาพวกเขาไปในเส้นทางที่แตกต่างออกไป? ผมแค่โชคดีที่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ในวันนี้

เคลลี่: มีช่วงเวลาใดที่หล่อหลอมอาชีพของคุณอย่างแท้จริงหรือไม่?

มาร์ค: ผมจะบอกว่าช่วงเวลาที่ผมยืมตัวไปเล่นที่สวอนซีเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ การมาจากการเป็นนักเตะอคาเดมี่ของเชลซีและการไปอยู่กับสโมสรที่น่าทึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นตั้งแต่เริ่มต้น… ไม่ได้ลงเล่นทันที ต้องนั่งสำรอง ไม่ได้เดินทางไปเล่นเกม และได้สัมผัสกับด้านที่ยากลำบากของฟุตบอล… ผมจะไม่บอกว่าทำให้ผมตื่น แต่ทำให้ผมอยู่ในที่ของผม นั่นช่วยให้ผมเข้าใจโลกของฟุตบอลได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

เคลลี่: มีบทสนทนาที่สวอนซีที่ทำให้คุณคิดว่า ‘นี่คือสิ่งที่ฉันต้องทำ’ หรือไม่?

มาร์ค: ผมจำได้ว่าได้คุยกับ เวย์น เราท์เล็ดจ์ และ นาธาน ดายเออร์ สองคนที่ผมยกย่อง สองคนที่ช่วยผมได้มาก พวกเขาแน่วแน่ว่าผมควรเป็นตัวของตัวเองต่อไปและเก่งในด้านนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณไม่ใช่ตัวของตัวเอง จะมีประโยชน์อะไร? การมีคนแบบนั้นช่วยผมตลอดทางและนำทางผมอย่างแน่นอน

เคลลี่: มีใครที่คุณเป็นหนี้บุญคุณในอาชีพของคุณหรือไม่?

มาร์ค: ผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าอย่างเห็นได้ชัด พระองค์ทรงช่วยเหลือผมมาตลอดทาง อย่างแน่นอนคือพ่อแม่ของผม พวกเขาสละหลายสิ่งหลายอย่าง เอาอาหารมาวางบนโต๊ะทั้งที่อาจจะไม่มีเงินพอ พ่อขับรถพาผมไปฝึกซ้อมตลอดเวลาแม้ว่าน้ำมันจะไม่เยอะ แม่คอยดูแลให้ผมโอเค ดังนั้นพวกเขาจึงช่วยผมมาตั้งแต่เริ่มต้นอย่างแน่นอน

เคลลี่: พ่อของคุณ จอห์น เป็นศาสนาจารย์ เขามีอิทธิพลต่อคุณอย่างไร?

มาร์ค: ผมเคยพูดถึงเรื่องนี้ในยูโร – พระเจ้ามาก่อน มีบางครั้งในวันอาทิตย์ที่มีเกมที่ผมไม่สามารถไปได้เพราะเขาต้องอยู่ในโบสถ์ และผมเข้าใจเรื่องนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ เขาเข้าใจว่าฟุตบอลเป็นสิ่งที่ผมรักและเข้าใจว่ามันเป็นการทรงเรียกในทางหนึ่ง การที่เขาทำแบบนั้นและอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก

เคลลี่: ตอนนี้พ่อของคุณทำอะไร? ถ้าคุณเล่นในวันอาทิตย์ นั่นหมายความว่าเขาดูไม่ได้หรือเปล่า?

มาร์ค: พวกเขาไปโบสถ์ก่อน ครอบครัวไปโบสถ์ โบสถ์จะเริ่มเวลา 10:30 น. จะเสร็จเวลา 12:30 น. และพวกเขารีบกลับบ้านหรือรีบไปที่สนามเพื่อดูผมถ้าเกมเริ่มเวลา 14:00 น. พวกเขามาชมเกมเหย้าส่วนใหญ่ ไม่มีการไปชมเกมเยือน

เคลลี่: ตอนที่คุณเติบโตขึ้นมา วันธรรมดาในบ้านของเกอฮีเป็นอย่างไร?

มาร์ค: ทุกคนทำงาน ผมอยู่ที่โรงเรียน แม่กับพ่อทำงานทำความสะอาดอะไรก็ตามในตอนนั้น น้องสาว [สามคน] วิ่งเล่นไปมา ผมกลับบ้านและมันก็มีแต่เรื่องตลกและเสียงหัวเราะ ตอนนี้ผมเป็นคนตลกมากกว่า! น้องสาวของผมตลกมาก พวกเขามีอารมณ์ขันที่ดี

เคลลี่: พลวัตของครอบครัวเป็นอย่างไร? คุณมีความสัมพันธ์แบบไหนกับน้องสาวของคุณ?

มาร์ค: ผมไม่ได้เป็นพี่ชายของพวกเขาเสมอไป ถ้ามันสมเหตุสมผล? ผมไม่ได้ทำตัวเหมือนเป็นพี่ชายของพวกเขา พวกเราทุกคนมองกันและกันเหมือนกัน ไม่มีการ ‘เขาเป็นพี่ชาย’ จริงๆ ผมเป็นพี่ชายตามอายุ แต่พวกเราทุกคนทำตัวเหมือนเด็กๆ รอบๆ กัน – งี่เง่ามาก พวกเราไม่จริงจังกับกันและกัน… เรื่องตลกและการล้อเลียนกันตลอดเวลา มันดี

เคลลี่: เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าที่คุณยังอาศัยอยู่บ้านเดียวกับพวกเขา?

มาร์ค: ใช่ บ้านคือน้องสาวของผม ทุกคนแค่ตลก ผมได้เป็นตัวของตัวเองในทางหนึ่ง ถ้ามันสมเหตุสมผล? ผมไม่รู้ว่าผมเป็นคนเดียวในวงการฟุตบอลที่รู้สึกแบบนี้หรือเปล่า แต่บางครั้ง – ไม่ใช่ตลอดเวลา – คุณต้องแสดง บางครั้งคุณต้องไม่ใช่คนที่คุณไม่ได้เป็น แต่เป็นการขยายตัวของตัวเองเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมนี้

มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากมาก – โหดร้าย ยากจริงๆ มีแต่ความกล้าหาญ อัตตา มันเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อผมอยู่ที่บ้าน ผมสามารถพักผ่อนได้ ผมสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ พวกเขา [ครอบครัว] เป็นรากฐานของผม ผมชอบอยู่ใกล้พวกเขา

เคลลี่: ครอบครัวของคุณจะอธิบายคุณว่าอย่างไร?

มาร์ค: พวกเขาจะเรียกผมว่าโทรลล์! อย่างเช่น ผมชอบป่วนอยู่เสมอ ผมไม่จริงจัง ผมดูเหมือนจริงจังมาก แต่ไม่ใช่กับพวกเขา ‘คุณอา มาร์ค’… มันดูเหมือนจริงจังแต่ไม่จริงจังเกินไป

เคลลี่: คุณชอบทำอะไรเพื่อหลีกหนีจากฟุตบอล?

มาร์ค: ผมชอบฟังเพลง… เรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเรียนรู้การเป็นดีเจ – ผมเคยพยายามทำสิ่งนั้นมาบ้างแล้ว – หรืออ่านหนังสือต่างๆ ผมชอบไปดูหนัง ไปโรงหนัง เพราะไม่มีใครไปโรงหนัง ดังนั้นมันจึงดีที่ได้อยู่ในโรงหนังคนเดียว… ป๊อปคอร์น! ผมเคยตีกลองที่โบสถ์มาเป็นเวลานาน ผมตีกลองที่โรงเรียน ผมไม่มีชุดกลอง แต่ผมอยากได้จริงๆ นั่นเป็นวิธีที่ดีในการเพลิดเพลินกับดนตรีและหลีกหนี

หนังสือเล่มโปรดของผม? ผมจะบอกว่า Fahrenheit 451 โดย เรย์ แบรดเบอรี มันอยู่ในโลกอนาคตที่นักดับเพลิงไม่ได้ดับไฟ พวกเขากลับเริ่มไฟ พวกเขากำลังเผาหนังสือ – เผาความรู้ทั้งหมดในโลก – และมีนักดับเพลิงคนหนึ่งที่กำลังตั้งคำถามกับทุกสิ่ง

เคลลี่: การหลีกหนี… ฟังดูเหมือนมันสำคัญกับคุณจริงๆ

มาร์ค: ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เมื่อคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ต้องการที่จะชนะเกม ต้องการที่จะเป็นคนที่ดีที่สุด ต้องการที่จะทำทุกอย่างเพื่อแฟนๆ… คุณต้องการบางสิ่งที่ทำให้จิตใจของคุณออกไปจากสิ่งนั้นเล็กน้อย ในทางหนึ่งมันจะทำให้คุณสดชื่น – วิธีเริ่มต้นใหม่และทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเพื่อกลับไปสู่ความคิดนั้นอีกครั้ง

เคลลี่: ภาพยนตร์เรื่องโปรด?

มาร์ค: Limitless ผมชอบ แบรดลีย์ คูเปอร์ คุณต้องไปดู ผมชอบหนังเรื่องนั้น

เคลลี่: คุณเป็นคนเข้าสังคมหรือไม่?

มาร์ค: ใช่ แต่ผมไม่มีเพื่อนมากมาย เพื่อนของผมทั้งหมดอยู่ในต่างประเทศหรืออาศัยอยู่ในแมนเชสเตอร์หรือลิเวอร์พูล ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะติดต่อกัน

เคลลี่: เพื่อนสนิทของคุณจะอธิบายคุณว่าอย่างไร?

มาร์ค: เหมือนเด็ก

เคลลี่: คุณจะอธิบายตัวเองว่าอย่างไร?

มาร์ค: ผมจะบอกว่า ‘ยังมีงานต้องทำ’

เคลลี่: คุณมองไปข้างหน้าเสมอใช่ไหม?

มาร์ค: ผมต้องทำ ผมอยู่นิ่งไม่ได้

เคลลี่: แมตช์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในอาชีพของคุณ?

มาร์ค: นัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ? ไม่ ไม่… ไม่ใช่สำหรับผม มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่… ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของสโมสรฟุตบอลและแฟนๆ มากกว่า ผมมีความสุขกับพวกเขาจริงๆ แต่สำหรับผม… ผมไม่คิดว่าผมมี ถ้าผมพูดตามตรง ก็เพราะผมคิดว่ามันยังมาไม่ถึง จะมีสักนัดที่จะมาถึงในบางจุดในอาชีพของผม แต่ไม่ใช่ตอนนี้

เคลลี่: คุณภูมิใจอะไรมากที่สุดในอาชีพของคุณจนถึงตอนนี้?

มาร์ค: แค่ข้อเท็จจริงที่ว่าผมยังคงเดินหน้าต่อไป ผมจะบอกว่าผมค่อนข้างเข้มงวดกับตัวเองและผมชอบมันแบบนั้น มันทำให้ผมตื่นตัว มันทำให้ผมติดดิน มันทำให้ผมมีสมาธิและต้องการที่จะพัฒนา แค่ข้อเท็จจริงที่ว่าผมยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่ได้มาจากเสียงภายนอกใดๆ หรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็นเพียงแรงกดดันที่ผมกดดันตัวเอง ผมค่อนข้างเรียกร้อง ข้อเท็จจริงที่ว่าผมเกือบจะต่อสู้กับตัวเองและผมยังคงเดินหน้าต่อไปเป็นสิ่งที่ดี

เคลลี่: บอกอะไรสักอย่างที่จะทำให้เราประหลาดใจเกี่ยวกับตัวคุณ

มาร์ค: ผมอยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE ตอนที่ผมโตขึ้นมา ผมดู WWE มันอยู่ใน Netflix ผมได้ดูเพย์-เพอร์-วิวบ้าง ผมอยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE มันอาจจะอันตรายได้ แต่ด้านการแสดง… ผมเป็นคนพูดเก่งบนไมค์… ทำให้คนเชื่อว่าคุณเป็นคนเลวหรือคนดี

การที่มาร์ค เกอฮีเปิดเผยว่า “อยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE” แสดงให้เห็นถึงความรักในกีฬาและความบันเทิงที่หลากหลายของเขา

เคลลี่: สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสามารถทำอะไรได้อีกหนึ่งอย่างในอาชีพของคุณ คุณอยากทำอะไร?

มาร์ค: เล่นจนอายุ 40 ปี เห็นได้ชัดว่าการคว้าแชมป์เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมและการเล่นในการแข่งขันต่างๆ ก็เช่นกัน แต่ผมคิดว่ามันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของใครบางคนอย่างแท้จริง เห็นได้ชัดว่าอาการบาดเจ็บจะเกิดขึ้นและนั่นเป็นเรื่องที่โชคร้ายเสมอ แต่ถ้าพระเจ้าทรงประสงค์ ผมสามารถเล่นได้นานขนาดนั้น

การสัมภาษณ์นี้แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของ มาร์ค เกอฮี ไม่ใช่แค่ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝันและความมุ่งมั่น และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะ “อยากเป็นนักมวยปล้ำ WWE”

ที่มา – ‘I’d love to be a WWE wrestler’ – Guehi in his own words

เกอี๋ตั้งเป้าเล่นถึง 40 ปีและความรักในมวยปล้ำ


เกอี๋ตั้งเป้าเล่นถึง 40 ปีและความรักในมวยปล้ำ

มาร์ค เกอี๋ กัปตันทีมคริสตัลพาเลซ พูดคุยเกี่ยวกับอาชีพค้าแข้งที่ผ่านมา ความปรารถนาที่จะเล่นฟุตบอลในระยะยาว และความสนใจในกีฬามวยปล้ำ

การสัมภาษณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความหลงใหลในกีฬาของเกอี๋ ไม่เพียงแต่ฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมวยปล้ำด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกที่หลากหลายของเขา

เกอี๋ตั้งเป้าเล่นถึง 40 ปีและความรักในมวยปล้ำ

ในโลกของฟุตบอลอาชีพที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอน การที่นักเตะคนหนึ่งตั้งเป้าหมายที่จะเล่นไปจนถึงอายุ 40 ปี ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลรักษาสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงความรักในเกมฟุตบอลอย่างแท้จริง และนั่นคือสิ่งที่มาร์ค เกอี๋กำลังทำอยู่

ความปรารถนาที่จะเล่นฟุตบอลในระยะยาวของเกอี๋

เกอี๋ได้กล่าวถึงความสำคัญของการดูแลร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอ และการมีทัศนคติเชิงบวกในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งในและนอกสนาม เพื่อที่จะสามารถรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองไว้ได้ในระยะยาว

นอกจากเรื่องของฟุตบอลแล้ว เกอี๋ยังได้เปิดเผยถึงความชื่นชอบในกีฬามวยปล้ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจในชีวิตของเขา การที่นักฟุตบอลอาชีพมีความสนใจในกีฬาประเภทอื่น แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในความชอบ และความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ความชื่นชอบในมวยปล้ำของเกอี๋ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เขาในการฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเองอีกด้วย เขามองว่ามวยปล้ำเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทั้งพละกำลัง ความว่องไว และไหวพริบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักฟุตบอลเช่นกัน

การที่เกอี๋เปิดเผยถึงความสนใจในมวยปล้ำ ทำให้เราได้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของเขา นอกเหนือจากบทบาทในสนามฟุตบอล เขาเป็นคนที่มีความชอบและกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งช่วยให้เขาสามารถผ่อนคลายและเติมพลังให้กับตัวเองได้

แนวทางการใช้ชีวิตของเกอี๋ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักกีฬาคนอื่นๆ ในการดูแลรักษาสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมอยู่เสมอ การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จในอาชีพค้าแข้งได้ในระยะยาว และสามารถมีความสุขกับชีวิตนอกสนามได้เช่นกัน

มาร์ค เกอี๋ ไม่เพียงแต่เป็นนักฟุตบอลที่มีความสามารถเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลที่มีความน่าสนใจและมีแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีม

ในขณะที่เขาเดินหน้าต่อไปในเส้นทางอาชีพค้าแข้ง เราหวังว่าจะได้เห็นเขาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

เกอี๋ตั้งเป้าเล่นถึง 40 ปีและความรักในมวยปล้ำ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความหลงใหลในกีฬาของเขาอย่างแท้จริง

ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงเป็นกัปตันทีมที่ได้รับความเคารพและเป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล

เกอี๋ตั้งเป้าเล่นถึง 40 ปีและความรักในมวยปล้ำ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาและผู้ที่ชื่นชอบกีฬา

ที่มา – Guehi on playing to 40 and his love of wrestling

“มนพร” ดันสินค้านครพนม ขยายตลาด Trade Fair

“มนพร เจริญศรี” เปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “Nakhon Phanom Trade Fair” ชูนครพนมมีโครงข่ายคมนาคมที่ครบถ้วน ผลักดันศักยภาพเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สร้างโอกาสการค้า การลงทุน วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าจังหวัดนครพนม “Nakhon Phanom Trade Fair” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของนครพนมให้ปรากฏต่อสายตาภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน นักท่องเที่ยวและประชาชน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 24 สิงหาคม 2568 ณ อาคารแสดงสินค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น

นางมนพร กล่าวว่า นครพนมเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่น ด้วยทำเลที่ตั้งบนแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East–West Economic Corridor) ทำให้มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเป็นประตูการค้าสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบกับจังหวัดนครพนมมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ครบถ้วน ด้วยสนามบินที่รองรับเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ วันละ 6 เที่ยวบิน เส้นทาง R12 ที่เชื่อมต่อประเทศไทยกับลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ผ่านสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม – คำม่วน) และโครงการรถไฟรางคู่ บ้านไผ่ – นครพนม ทำให้การเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์มีความสะดวกและรวดเร็ว

นอกจากนี้ จังหวัดนครพนมยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติภูลังกา องค์พระยาศรีสัตนาคราช ที่ตั้งอยู่บริเวณลานพนมนาคาที่มีทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำโขง และพระธาตุพนม พร้อมด้วยประเพณีวัฒนธรรมที่งดงาม จังหวัดนครพนมจึงเป็นเมืองรองที่ผสมผสานความงดงามทางธรรมชาติ ประเพณีและวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน และเป็นจุดหมายปลายทางของการเป็น “Destination” เมืองที่ผู้คนอยากมาพักผ่อน ท่องเที่ยว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเยือนตลอดทั้งปี ด้วยศักยภาพเหล่านี้ จังหวัดนครพนมจึงตั้งเป้าหมายการพัฒนาเป็นเมืองน่าอยู่ และเป็นประตูเศรษฐกิจสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจท้องถิ่น ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ขยายโอกาสทางการค้า และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นางมนพร เจริญศรี มองเห็นถึงความสำคัญของการ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของจังหวัด

ทำไมนโยบาย “มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น ถึงสำคัญ?

การที่นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญกับการผลักดันสินค้าจากนครพนมและจัดงาน Nakhon Phanom Trade Fair ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการ:

  • สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ: งาน Trade Fair เป็นเวทีที่ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้ามาจำหน่ายและสร้างรายได้โดยตรง
  • ขยายช่องทางการตลาด: ช่วยให้สินค้าท้องถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะภายในจังหวัด
  • ดึงดูดนักลงทุน: การแสดงศักยภาพของนครพนมจะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว: นครพนมมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ การจัดงานแสดงสินค้าช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว การสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการตลาด ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของนครพนมให้เติบโตอย่างมั่นคง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินงานในด้านนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงศักยภาพและโอกาสของแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังนั้นการ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น คือโอกาสทองของชาวนครพนม

ที่มา – “มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น

ผงะ! **ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ใกล้ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีการ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ในบริเวณที่ทหารกัมพูชาเข้ามาดักซุ่มตรวจการณ์ทหารไทย กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ใกล้จุดดักซุ่มทหารกัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งข่าวการ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ทหารไทยได้ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2-3 นาย บริเวณเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งห่างจากแนวชายแดนเข้ามาในฝั่งไทยประมาณ 100 เมตร

จากการตรวจสอบพบว่าทหารกัมพูชาดังกล่าว สวมหมวกทรง FAST สีดำ ซึ่งคาดว่าเป็นหน่วย BHQ และกำลังดักซุ่มตรวจการณ์ทหารไทย

หลังจาก**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด โดยใช้เครื่องตรวจทุ่นระเบิด และทำเครื่องหมายเอาไว้ เพื่อรอการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดต่อไป

PMN-2 คืออะไร? ทำไมถึงอันตราย?

ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อทำอันตรายต่อมนุษย์โดยเฉพาะ มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และตรวจจับได้ยาก แรงระเบิดของ PMN-2 สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิตได้ การ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

การลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และสนธิสัญญาออตตาวา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อห้ามการใช้ การผลิต การสะสม และการถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความสงบสุขของประชาชน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: การ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** อาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

  • การลาดตระเวนชายแดนถี่ขึ้น
  • การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อกำจัดทุ่นระเบิดให้หมดไปจากพื้นที่ชายแดน และสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 ในจุดที่เจอทหารกัมพูชา หน่วย BHQ ดักซุ่มตรวจการณ์ฝ่ายไทย

สลด! รถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5

เหตุการณ์สุดสลดเกิดขึ้นเมื่อรถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รถบัสกำลังเดินทางกลับจากน้ำตกไนแองการา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

รถบัสนักท่องเที่ยวคันดังกล่าวบรรทุกผู้โดยสารมาทั้งหมด 52 คน ประสบอุบัติเหตุรถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก บนทางด่วน นิวยอร์ก สเตท ทรูเวย์ (New York State Thruway) ในรัฐนิวยอร์ก เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเดินทางกลับจากน้ำตกไนแองการา บริเวณชายแดนสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แรงกระแทกจากการพลิกคว่ำทำให้รถบัสตะแคงลงไปในร่องกลางถนน สร้างความเสียหายอย่างหนักและมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ใกล้เมืองเพมโบรค ห่างจากเมืองบัฟฟาโลไปทางตะวันออกประมาณ 48 กิโลเมตร

รถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย จีน และฟิลิปปินส์ ทางตำรวจยืนยันว่าไม่มีเด็กเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ แม้ว่าจะมีรายงานข่าวที่ไม่ถูกต้องในช่วงแรก ผู้โดยสารที่อยู่บนรถบัสมีอายุตั้งแต่ 1 ขวบไปจนถึง 74 ปี หลายคนถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากตัวรถ ในขณะที่บางส่วนยังคงติดอยู่ภายในซากรถเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยในขณะเกิดเหตุ

แคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า หน่วยงานท้องถิ่นกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้บาดเจ็บที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ มีการส่งรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ไปยังที่เกิดเหตุเพื่อลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีผู้บาดเจ็บ 24 รายที่กำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในพื้นที่ และแพทย์ยืนยันว่าผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน นอกจากนี้ ผู้บาดเจ็บที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ได้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเด็กเพื่อรับการดูแลเป็นพิเศษ

สาเหตุของอุบัติเหตุ รถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก

ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวยอร์กกล่าวว่า ในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการชน แต่ได้ตัดประเด็นเรื่องความประมาทของคนขับและความผิดปกติของเครื่องยนต์ออกไปจากข้อสันนิษฐานแล้ว ทางตำรวจยืนยันว่าคนขับรถให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่ และยังไม่มีการตั้งข้อหาใด ๆ ในขณะนี้ นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนที่มีกล้องหน้ารถที่อาจบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ให้นำหลักฐานมามอบให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการสอบสวนและวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุรถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ครั้งนี้เกิดขึ้นในบริเวณที่ไม่ไกลจากน้ำตกไนแองการามากนัก โดยห่างออกไปเพียง 40 ไมล์เท่านั้น น้ำตกไนแองการาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชมปีละหลายล้านคน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสร้างความเสียใจและความตกใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์สลดในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเดินทางอย่างปลอดภัย การคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะเดินทางด้วยรถยนต์และยานพาหนะต่างๆ สามารถช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอก่อนการเดินทางไกล และการตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเสมอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การเดินทางของเราปลอดภัยและราบรื่นมากยิ่งขึ้น

ที่มา – รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

New TOYOTA CROWN SPORT SUV ที่ Big Motor Sales

ETON Group ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร จัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ ในงาน Big Motor Sales กับรถ SUV ใหม่ล่าสุดจาก ตระกูลตรามงกุฎ New TOYOTA CROWN SPORT SUV ซึ่ง ETON GROUP เปิดรับจอง พร้อมให้สัมผัสตัวจริงได้แล้ววันนี้ที่งานบิ้กออโต้เซลส์ ราคาพิเศษ เริ่ม 3,690,000 บาท

TOYOTA CROWN SPORT SUV รถ SUV สไตล์สปอร์ต Luxury เป็นเจเนอเรชันที่ 16 ตัวรถพัฒนาบนแพลตฟอร์ม TNGA (GA-K) ปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ โดยเน้นไปที่ไดนามิกและความสะดวกสบาย อุปกรณ์ ตกแต่งแบบสปอร์ตรอบคัน พร้อมกับประสิทธิภาพ รวมถึงเสถียรภาพในการขับขี่ขั้นสูงสุด ด้วยนวัตกรรมระบบความปลอดภัย TSS เทคโนโลยีความปลอดภัยแบบใหม่ Toyota Safety Sense 3.0 ระบบช่วยเหลือการขับขี่ของ Toyota เวอร์ชันล่าสุด

มิติตัวรถ TOYOTA CROWN SPORT SUV เน้นการออกแบบที่ดูสปอร์ต ค่อนข้างแบนแต่สมส่วน หลังคาเทลาดพร้อมบั้นท้ายที่งดงาม ตัวถังมีขนาดความยาว 4,720 มิลลิเมตร กว้าง 1,880 มิลลิเมตร สูง 1,565 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,770 มิลลิเมตร กระจังหน้าสีเดียวกับตัวถัง ช่องระบายอากาศแบบตาข่าย ไฟหน้า LED ตกแต่งเป็นเส้นเรียวยาว 2 ชั้น โลโก้ใหม่ที่กระจังหน้า กระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ไฟท้าย LED ตกแต่งเป็นเส้นเรียวยาวรับกับกันชนหลัง

ภายใน ตกแต่งด้วยสีเทา-ดำ กระจก พาโนรามิคซันรูฟบานใหญ่ เบาะนั่งแบบสปอร์ต คันเกียร์ไฟฟ้า พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้าน ตกแต่งโลโก้ตรามงกุฎ จอทัชสกรีน 12.3 นิ้ว ส่งงานด้วยระบบสัมผัสควบคุมระบบบันเทิงและการเชื่อมต่อในชุดจอเดียวกัน เชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay ไร้สาย Android Auto เครื่องปรับอากาศแยกโซน 3 จุด ทั้งด้านหน้าซ้ายขวา และด้านหลัง มีการเพิ่มความเงียบในห้องโดยสารด้วยระบบ Toyota Sound-regulating Ceiling ติดตั้งเพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรกในรถรุ่นนี้

ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense 3.0 อัปเกรดใหม่ ระบบช่วยเหลือการขับขี่เวอร์ชันล่าสุด

– ระบบ Automatic High Beam ลดความสว่างของไฟสูงโดยอัตโนมัติเมื่อพบรถสวน

– ระบบ Dynamic Radar Cruise Control แปรผันความเร็วอัตโนมัติโดยใช้เรดาร์ตรวจจับรถคันหน้า

– ระบบ Road Sign Assist ช่วยสังเกตป้ายสัญญาณเตือน

– ระบบ Pre-Collision System with Pedestrian Detection เตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบตรวจจับ พร้อมการเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ หรือหักพวงมาลัยหลบ

– ระบบ Lane Departure Alert with Steering Assist ช่วยเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมฟังก์ชันหน่วงพวงมาลัยกลับอัตโนมัติ

– ระบบ Lane Tracing Assist ช่วยรักษาตำแหน่งรถในช่องทาง

– ระบบ Blind Spot Monitor แจ้งเตือนมุมอับสายตา

– ระบบ Rear Cross Traffic Alert แจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะขับถอยหลัง

เครื่องยนต์ TOYOTA CROWN SPORT SUV

เครื่องยนต์ไฮบริด

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร

ระบบ Hybrid Synergy Drive (HSD) เจเนอเรชันล่าสุด

กำลังสูงสุด 186 แรงม้า (PS) ที่ 6000 รอบ/นาที

แรงบิดสูงสุด 219 นิวตันเมตร ที่ 3600 รอบ/นาที

มอเตอร์ไฟฟ้าหน้า กำลัง 119 แรงม้า แรงบิด 202 นิวตัน-เมตร

มอเตอร์ไฟฟ้าหลัง กำลัง 54.4 แรงม้า แรงบิด 121 นิวตัน-เมตร

กำลังสูงสุดรวม 234 แรงม้า

เกียร์อัตโนมัติ e-CVT

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ E-Four

New TOYOTA CROWN SPORT SUV

สำหรับใครที่กำลังมองหารถ SUV หรู สไตล์สปอร์ต New TOYOTA CROWN SPORT SUV ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน และสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ทำให้รถรุ่นนี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

ทำไมต้อง New TOYOTA CROWN SPORT SUV?

  • ดีไซน์สปอร์ต หรูหรา โดดเด่น
  • เทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense 3.0
  • สมรรถนะการขับขี่ Hybrid แรงและประหยัด

โดยรวมแล้ว New TOYOTA CROWN SPORT SUV เป็นรถที่น่าจับตามองในตลาด SUV หรู ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 3,690,000 บาท ถือว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ ทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ที่มา – ตัวเจ็บในบิ้กมอเตอร์เซลส์ New TOYOTA CROWN SPORT SUV ราคาดีโดย ETON GROUP