วัน: 29 สิงหาคม 2025

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร ภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศ สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ อย่างถาวร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ทำให้การซื้อของออนไลน์จากต่างประเทศอาจมีราคาสูงขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้สำนักงานศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) เริ่มเก็บภาษีนำเข้าตามอัตราปกติสำหรับพัสดุทุกชิ้นที่ส่งจากทั่วโลก ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม ซึ่งขยายขอบเขตจากเดิมที่เคยยกเลิกเฉพาะพัสดุจากจีนและฮ่องกงเท่านั้น

นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าจากทำเนียบขาวกล่าวว่า การยกเลิกมาตรการนี้จะช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติดและสิ่งของอันตรายอื่นๆ เข้าประเทศ และยังช่วยเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรให้รัฐบาลได้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี รัฐบาลยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ถาวรและไม่มีโอกาสที่จะรื้อฟื้นข้อยกเว้นนี้ได้อีก

มาตรการยกเว้นภาษีที่เรียกว่า “de minimis” มีมาตั้งแต่ปี 1938 และถูกปรับเพิ่มเพดานเป็น 800 ดอลลาร์ในปี 2015 เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กให้เติบโตผ่านการค้าขายออนไลน์

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเพิ่มภาษีสินค้าจากจีนในสมัยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ พัสดุจากจีนก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า “ขายตรงถึงผู้บริโภค” โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทอย่าง Shein และ Temu

รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า พัสดุจำนวนมากเหล่านี้ไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด และเป็นช่องทางให้ยาเสพติดประเภทเฟนทานิลและสารตั้งต้นถูกลักลอบนำเข้ามายังสหรัฐฯ ได้ง่าย

CBP ประมาณการว่าจำนวนพัสดุที่อ้างสิทธิ์การยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 139 ล้านชิ้นในปี 2015 เป็น 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 และตั้งแต่มีการยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับจีนและฮ่องกง CBP สามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มได้แล้วกว่า 492 ล้านดอลลาร์

ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือน บริษัทขนส่งเอกชน เช่น FedEx, UPS และ DHL จะต้องทำหน้าที่จัดเก็บภาษีและจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่วนไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกวิธีการจัดเก็บภาษีได้ 2 แบบ คือ เก็บภาษีตามมูลค่าจริงของสินค้า (ad valorem) และเก็บภาษีในอัตราคงที่ (flat rate) ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดไว้กับประเทศนั้นๆ

อัตราภาษีคงที่จะอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า 16% (เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป) 160 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีระหว่าง 16-25% (เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม) และ 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีสูงกว่า 25% (เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา)

ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ไปรษณีย์ต่างประเทศจะต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีเก็บภาษีตามมูลค่าสินค้าจริงทั้งหมด

แม้ว่าจะมีรายงานว่าไปรษณีย์บางประเทศระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันว่ากำลังทำงานร่วมกับประเทศคู่ค้าและไปรษณีย์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบ และยืนยันว่าพัสดุจากสหราชอาณาจักร แคนาดา และยูเครนยังคงสามารถส่งได้ตามปกติ

ผลกระทบจาก สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?

การ สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ซึ่งเดิมทีได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้อาจสูงขึ้น เนื่องจากต้องเสียภาษีเพิ่ม

  • ราคาสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศอาจสูงขึ้น
  • อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจัดการเอกสารและภาษี
  • ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าอาจนานขึ้น

ธุรกิจ E-commerce จะปรับตัวอย่างไร?

สำหรับธุรกิจ E-commerce การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้ต้องปรับกลยุทธ์ในการขายสินค้าให้กับลูกค้าในสหรัฐฯ อาจต้องพิจารณาเรื่องการตั้งราคาสินค้าใหม่ รวมถึงการจัดการเรื่องภาษีและเอกสารต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ

  • ปรับกลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการภาษีและเอกสาร
  • มองหาตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ

การ สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ E-commerce อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวรับมือและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

ที่มา – สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

ศาล รธน. ชี้ชะตานายกฯ: อัปเดตล่าสุด

ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มต้นการประชุมเพื่อลงมติชี้ชะตา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” นายกรัฐมนตรี โดยได้มอบหมายให้ “หมอมิ้ง-ทนาย” เข้ารับฟังคำวินิจฉัยสำคัญในวันนี้ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดคำร้องสำคัญที่ประธานวุฒิสภาได้ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) โดยมีประเด็นสำคัญคือเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สืบเนื่องจากคลิปสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และศาลได้รับคำร้องไว้วินิจฉัย พร้อมทั้งมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ศาลยังได้ดำเนินการไต่สวนนางสาวแพทองธาร และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และให้ส่งคำแถลงการณ์ปิดคดีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ตามลำดับ การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ รวมถึงการจัดพื้นที่และติดตั้งจอโทรทัศน์เพื่อให้ผู้สนใจสามารถรับชมภาพและเสียงจากห้องพิจารณาคดีได้ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดคำวินิจฉัยผ่านช่องทาง YouTube ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) ได้จัดกำลังพลจำนวน 1 กองร้อย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ EOD และสุนัขตำรวจ เพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สื่อมวลชนจากหลายสำนักข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เดินทางมาติดตามรายงานข่าวการชี้ขาดความเป็นนายกรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร อย่างใกล้ชิด

ศาล รธน. ชี้ชะตานายกฯ

ในเวลา 09.30 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มการประชุมเพื่อแถลงคำวินิจฉัยส่วนตน ปรึกษาหารือ และลงมติ จากนั้นจะมีการทำคำวินิจฉัยกลางเพื่ออ่านให้คู่ความฟังในเวลา 15.00 น. พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ได้เดินทางมารับฟังการพิจารณาของศาลด้วยตนเอง ขณะที่ นายกรัฐมนตรีมอบหมาย นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทนายความมาฟังคำวินิจฉัย

แนวทางการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้มีสองแนวทางหลักที่เป็นไปได้:

  • ยกคำร้อง: หากศาลตัดสินใจเช่นนี้ หมายความว่า นายกรัฐมนตรี จะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
  • มีความผิดตามคำร้อง: ในกรณีนี้ นายกรัฐมนตรี จะต้องพ้นจากตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

ประเด็นสำคัญ: ศาล รธน. ชี้ชะตานายกฯ

การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย และจะเป็นที่จับตามองของประชาชนทุกภาคส่วน การมอบหมายให้ “หมอมิ้ง-ทนาย” มาฟังคำวินิจฉัยแทน แสดงให้เห็นว่าทีมงานของนายกฯ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาคดีนี้มาก

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร เราต้องเคารพการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง

ที่มา – ศาล รธน. เริ่มแล้วประชุมลงมติชี้ชะตานายกฯ “อิ๊งค์” มอบ “หมอมิ้ง-ทนาย” ฟังคำวินิจฉัย

ทำเนียบฯ เตรียมโถง “แพทองธาร” แถลงหลังศาลตัดสิน

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพื้นที่โถงกลางบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อให้ “แพทองธาร ชินวัตร” แถลงหลังศาลตัดสิน พร้อมจัดห้องม่วงให้รัฐมนตรีร่วมเกาะติดการถ่ายทอดสด

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจะเดินทางเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 14.00 น. เพื่อติดตามการถ่ายทอดสดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี สว. 36 คน เข้าชื่อยื่นเรื่องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น.

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเข้ามามีบทบาทในการตัดสินประเด็นสำคัญต่างๆ การที่ทำเนียบรัฐบาลเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงข่าวของ “แพทองธาร ชินวัตร” แถลงหลังศาลตัดสิน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตัดสินครั้งนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อรัฐบาลและสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม

การที่รัฐมนตรีหลายท่านจะเข้าร่วมรับฟังการถ่ายทอดสดคำวินิจฉัยด้วย แสดงให้เห็นถึงความกังวลและความสนใจอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลต่อเรื่องนี้ การที่ น.ส.แพทองธาร จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนทันทีหลังจากศาลอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น เป็นสิ่งบ่งชี้ว่ารัฐบาลต้องการที่จะสื่อสารข้อเท็จจริงและตอบข้อสงสัยของประชาชนอย่างรวดเร็วและโปร่งใส

ทำเนียบฯ เตรียมโถงกลางบนตึกไทยคู่ฟ้า “แพทองธาร” เตรียมแถลงหลังศาลตัดสิน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่สำหรับการแถลงข่าวเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังทุกฝ่ายว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผลของการตัดสิน ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใดก็ตาม การที่ น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทยเพื่อพบปะกับ สส. และแฟนคลับ เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเข้มแข็งของพรรค

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่แฟนคลับจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร แสดงให้เห็นถึงฐานเสียงและความนิยมที่ยังคงแข็งแกร่ง การสนับสนุนจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการดำรงอยู่ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

ความสำคัญของการแถลงข่าวของ “แพทองธาร” หลังศาลตัดสิน

การแถลงข่าวของ “แพทองธาร ชินวัตร” แถลงหลังศาลตัดสิน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รัฐบาลจะต้องสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนหรือข่าวลือต่างๆ นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย หากผลการตัดสินเป็นไปในทิศทางที่ไม่เป็นคุณต่อรัฐบาล

  • การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • การเตรียมพร้อมสำหรับการแถลงข่าว
  • การรักษาความสามัคคีภายในพรรค
  • การสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใส

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย ทุกฝ่ายจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สิ่งที่ทำเนียบรัฐบาลกำลังทำอยู่นี้ เป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ และความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด การแถลงข่าวของ “แพทองธาร ชินวัตร” แถลงหลังศาลตัดสิน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

ที่มา – ทำเนียบฯ เตรียมโถงกลางบนตึกไทยคู่ฟ้า “แพทองธาร” เตรียมแถลงหลังศาลตัดสิน

อัยการสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” คดีทุจริต

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ เผย คิม กอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ถูกตั้งข้อกล่าวหาติดสินบนและข้อกล่าวหาอื่นๆ 

ข่าวใหญ่สะเทือนเกาหลีใต้! อัยการพิเศษสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน อย่างเป็นทางการ พร้อมควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีต้องเผชิญกับการดำเนินคดีและถูกควบคุมตัว

ทีมอัยการพิเศษ นำโดยนาย มิน จุงกี ได้ออกแถลงการณ์ว่า นางคิมถูกตั้งข้อหาหลายกระทง ได้แก่ ความผิดตามกฎหมายตลาดทุน, กฎหมายเงินทุนพรรคการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการรับสินบนเพื่อเป็นคนกลาง ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้มีความร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

อัยการสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาที่นางคิม กอนฮี ถูกกล่าวหา มีดังนี้:

  • การปั่นหุ้น ระหว่างปี 2009-2012 นางคิมถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนเงินทุนเพื่อใช้ในการปั่นหุ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนรายย่อย
  • การรับผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเธอและสามีถูกกล่าวหาว่ารับผลสำรวจคะแนนความนิยมฟรีจาก “นายหน้าผู้มีอำนาจ” ที่อ้างว่ามีอิทธิพล ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2022 เพื่อแลกกับการผลักดันให้ คิม ยังซอน อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภา
  • การรับของขวัญราคาแพง เนื่องจากเธอต้องสงสัยว่าได้รับของขวัญสุดหรูจากกลุ่มศาสนา “โบสถ์แห่งความสามัคคี” (Unification Church) ผ่านคนทรงเจ้า เพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือทางธุรกิจในปี 2022

การสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันก่อนที่คำสั่งจับกุมตัวเธอจะหมดอายุ ทำให้เธอยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปได้อีกอย่างน้อย 6 เดือน และอาจมีการขยายระยะเวลาออกไปได้อีก หากทีมอัยการพบหลักฐานใหม่และขอหมายจับเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นางคิมถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม โดยทีมอัยการพิเศษได้สอบปากคำด้วยตนเองไปแล้ว 5 ครั้ง แม้ว่าเธอส่วนใหญ่จะใช้สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามก็ตาม

การสั่งฟ้องนางคิมครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็น อดีตคู่สามีภรรยาประธานาธิบดีคู่แรกที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีพร้อมกัน เนื่องจากอดีตประธานาธิบดียุนเองก็ถูกคุมขังและกำลังถูกไต่สวนในข้อหากบฏ จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทีมอัยการพิเศษยังได้ขยายขอบเขตการสอบสวนนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อสองเดือนก่อน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการบุกตรวจค้นบุคคลหลายรายที่ต้องสงสัยว่ามอบเครื่องประดับให้กับนางคิม เพื่อแลกกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หรือการได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจอีกด้วย.

ทำไมคดีของ “คิม กอนฮี” ถึงสำคัญ?

คดีของ “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน นี้ไม่เพียงแต่เป็นข่าวใหญ่ในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาการทุจริตและความไม่โปร่งใสในวงการการเมืองและธุรกิจของประเทศอีกด้วย การดำเนินคดีกับอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง แม้ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอำนาจ

การจับกุมและดำเนินคดีกับนางคิมอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้มีอำนาจทุกคนว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและนักการเมือง เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ คิม กอนฮี เป็นอุทาหรณ์ว่าการใช้อำนาจในทางที่ผิด ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เลวร้าย ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม

ที่มา – อัยการพิเศษสั่งฟ้อง "คิม กอนฮี" อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

รวบนักธุรกิจลาว หนีคดีร่วมกันฉ้อโกงคนไทย

ตำรวจสืบสวน ภ.4 ตามรวบนักธุรกิจลาว คาร้านส้มตำไก่ย่าง หลังหนีคดี “ร่วมกันฉ้อโกง” มา 9 ปี ยอมรับเคยร่วมลงทุนจริง แต่ไม่ได้โกงประชาชน ก่อนจะไม่ขอให้การในชั้นจับกุมอีก

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ บก.สส.ภ.4 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สส.ภ.4 เผยถึงการจับกุม นายอโนสิด อายุ 46 ปี สัญชาติลาว ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตาก ที่ 52/2560 ลงวันที่ 1 ส.ค. 68 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกง” และเป็นผู้ต้องหาตามปฏิทินหมายจับประกาศสืบจับของ ตร. ประจำปี พ.ศ. 2568 ลำดับที่ 139 จับกุมตัวได้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ริมถนนมิตรภาพ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น

พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ รอง ผบก.สส.ภ.4 พ.ต.อ.สมภพ กองสมบัติ ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.4 และ พ.ต.ต.เขมวัฒน์ พฤกษติกุล สว.กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.4 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส. 1 บก.สส.ภ.4 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตาก หลังหลบหนีการจับกุมมาแล้ว 9 ปี สืบเนื่องจากในช่วงต้นปี 2559 มีกลุ่มผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประชาชนพื้นที่ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ถูกนายอโนสิด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง ชักชวนให้ผู้เสียหายเข้าร่วมลงทุน อ้างว่าประกอบธุรกิจหลายประเภท ทั้งรถไฟฟ้า น้ำมันพืช ธุรกิจพลังงาน และทองคำ โดยเสนอผลตอบแทนที่สูงถึง 54% ต่อเดือน หรือ 648% ต่อปี เช่น ร่วมลงทุนราคาหุ้นละ 3,000 บาท จะได้ค่าตอบแทน 400 บาทต่อสัปดาห์ ต่อ 1 หุ้น ต่อมาประชาชนที่เป็นผู้เสียหายเกือบ 500 คนรู้ว่าถูกหลอกร่วมลงทุน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 500 ล้านบาท จึงได้นำหลักฐานการโอนเงิน เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนในพื้นที่จังหวัดตากกว่า 10 ราย ที่ถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน มีมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท นำหลักฐานเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองตาก ซึ่งทั้งสองพื้นที่นั้นศาลได้ออกหมายจับกุมผู้บริหารบริษัทดังกล่าว และนายอโนสิด มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 โดย กก.สืบสวน 1 ได้สืบสวนติดตาม นายอโนสิด โดยสืบทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ เป็นคนรวยระดับเศรษฐีของลาว ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แล้วยังได้รับการประมูลช่องทีวีในลาว ค่อนข้างระวังตัว โดยเปลี่ยนที่พักและเส้นทางการเดินทางอยู่เสมอ เดินทางเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้ง มีการเปลี่ยนแปลงเลขหนังสือเดินทางอยู่ตลอด ทำให้การสืบสวนติดตามเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.1 บก.สส.ภ.4 สืบทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ ได้คนไทยเป็นภรรยาอยู่ที่ อ.บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี จึงได้เกาะติดดูความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาและคนในบ้านหลังดังกล่าว จนพบรถยนต์ทะเบียนกำแพงนคร ไม่อยู่ในบ้าน แต่ก็สืบสวนจนทราบว่า คนในครอบครัวได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปกรุงเทพฯ ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะไปรับตัวผู้ต้องหา ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ กระทั่งช่วงเย็น วันที่ 28 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ พบรถคันดังกล่าวขับมาจากจังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าเข้าพื้นที่จังหวัดขอนแก่น คาดว่าผู้ต้องหาจะนั่งอยู่ในรถ

เมื่อถึงอำเภอเขาสวนกวาง รถยนต์จอดแวะกินไก่ย่าง ส้มตำ ขณะที่ผู้ต้องหาลงจากรถ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่า เป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับ และยินยอมให้จับกุมแต่โดยดี

เบื้องต้นให้การเพียงว่า เคยร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าว และถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของบริษัทฯ เคยขึ้นเวทีปราศรัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้หลอกลวงประชาชน ไม่ได้เอาเงินของประชาชน และก็ไม่ยอมให้การใดๆ ในชั้นจับกุมอีก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 จะได้นำตัวผู้ต้องหา ตามหมายจับ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ตาก เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

รวบนักธุรกิจลาว หนีคดีร่วมกันฉ้อโกงคนไทย

คดีร่วมกันฉ้อโกงคนไทยครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ประชาชนควรระมัดระวังในการลงทุนต่างๆ ควรตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคลที่ชักชวนให้ลงทุนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ความคืบหน้าคดีร่วมกันฉ้อโกงคนไทย

การจับกุมนักธุรกิจชาวลาวรายนี้ เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ใช้เวลาถึง 9 ปี ในการติดตามตัวผู้ต้องหา แม้ว่าผู้ต้องหาจะพยายามหลบหนีและเปลี่ยนที่พักอยู่เสมอ แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถหลีกหนีความยุติธรรมไปได้

สำหรับผู้เสียหายที่ถูกร่วมกันฉ้อโกงคนไทยในคดีนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ข้อควรระวังในการลงทุน:

  • ตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคลที่ชักชวนให้ลงทุน
  • อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนที่สูงเกินจริง
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจ
  • เก็บหลักฐานการลงทุนทั้งหมดไว้

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง และอย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่เกินจริง เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ และอาจถูกร่วมกันฉ้อโกงคนไทยได้ในที่สุด

ที่มา – ตามรวบนักธุรกิจลาว คาร้านไก่ย่างส้มตำ หนีคดี 9 ปี ร่วมกันฉ้อโกงคนไทย

มวลชนเสื้อแดงให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เพื่อไทย เกาะติดผลศาล รธน.

พรรคเพื่อไทย เตรียมจอทีวีเกาะติดลุ้นผลวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปมคลิปเสียง “นายกฯ อิ๊งค์ – ฮุน เซน” พบมวลชนทยอยเดินทางมารอให้กำลังใจ พร้อมใส่เสื้อแดงสกรีนข้อความ-รูป “แพทองธาร”

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ทำการพรรคเพื่อไทย พบว่าเริ่มมีกลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนและแฟนคลับพรรคเพื่อไทยเดินทางเข้ามา โดยพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีแดงสกรีนข้อความให้กำลังใจและรูปของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงหรือไม่ ปมคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

สถานการณ์ล่าสุดที่พรรคเพื่อไทย เต็มไปด้วยความคึกคัก มวลชนสวมเสื้อแดงให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เพื่อไทย ต่างจับจ้องไปที่จอทีวีขนาดใหญ่ที่ทางพรรคได้จัดเตรียมไว้ เพื่อติดตามผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น

ทั้งนี้ บรรยากาศบริเวณโรงอาหารของพรรคเพื่อไทย มีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับสื่อมวลชน และมวลชน-กลุ่มผู้สนับสนุนที่ทยอยเดินทางมา พร้อมมีการติดตั้งจอโทรทัศน์เพื่อถ่ายทอดสดช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ตั้งแต่เวลา 15.00 น.

ขณะที่ในเวลา 14.00 น. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย จะทยอยเดินทางเข้ามาเพื่อติดตามฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลช่วง 14.00 น. เช่นเดียวกัน และจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ก่อนจะเดินทางมาที่พรรคเพื่อไทย เพื่อเข้ามาทักทายกับบรรดา ส.ส. และมวลชนที่มารอให้กำลังใจ.

มวลชนสวมเสื้อแดงรอให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เพื่อไทยตั้งจอทีวีเกาะติดผลศาล รธน.

การรวมตัวของมวลชนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสนับสนุนและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร กำลังใจจากมวลชนเหล่านี้ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พรรคเพื่อไทยก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

ทำไมมวลชนถึงสวมเสื้อแดงให้กำลังใจ “อิ๊งค์”

การสวมเสื้อแดงของมวลชน เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคี และการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน สีแดงเป็นสีที่สื่อถึงพลัง ความเข้มแข็ง และความมุ่งมั่น ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกของมวลชนที่มีต่อพรรคเพื่อไทยและนางสาวแพทองธาร ชินวัตร

  • เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ของความภักดีต่อพรรคเพื่อไทย
  • แสดงถึงความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร
  • เป็นการรวมพลังเพื่อส่งกำลังใจให้แก่นายกรัฐมนตรี

ยิ่งไปกว่านั้น การที่มวลชนพร้อมใจกันสวมเสื้อแดงที่มีข้อความและรูปของนางสาวแพทองธาร ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความใกล้ชิดระหว่างผู้นำพรรคและประชาชน การกระทำนี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนอีกด้วย

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนคือความศรัทธาและความรักที่มวลชนมีต่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตรและพรรคเพื่อไทย จะยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญต่อไป มวลชนสวมเสื้อแดงให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เพื่อไทย และเฝ้ารอผลการพิจารณาด้วยความหวัง

การที่มวลชนพร้อมใจกันมามวลชนสวมเสื้อแดงรอให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เพื่อไทยตั้งจอทีวีเกาะติดผลศาล รธน. แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อิ๊งค์อย่างชัดเจน ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร กำลังใจจากประชาชนจะเป็นแรงผลักดันให้พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไปอย่างแน่นอน

มวลชนสวมเสื้อแดงรอให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เพื่อไทยตั้งจอทีวีเกาะติดผลศาล รธน.เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างนักการเมืองและประชาชนในระบอบประชาธิปไตย การแสดงออกถึงการสนับสนุนและให้กำลังใจ เป็นสิ่งที่สวยงามและควรค่าแก่การรักษาไว้

ที่มา – มวลชนสวมเสื้อแดงรอให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เพื่อไทยตั้งจอทีวีเกาะติดผลศาล รธน.

ไทม์ไลน์วันชี้ชะตา “อิ๊งค์” เพื่อไทยเข้าพรรค

ไทม์ไลน์ 29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย “นายกฯ อิ๊งค์” บ่าย 3 เป็นต้นไป สส.เพื่อไทยเข้าพรรครอให้กำลังใจ – ภูมิใจไทยตั้งวอร์รูม พรรคประชาชนแถลงหลังรู้ผล ด้านคณะรวมพลังแผ่นดิน จ่อแถลงท่าที

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานไทม์ไลน์สำคัญของวันนี้ โดยในเวลา 09.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาหารือ ทำความเห็นส่วนตน ลงมติ เพื่อส่งให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ จัดทำคำวินิจฉัยกลางเพื่อเตรียมแถลง ในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คน เข้าชื่อยื่นประธานวุฒิสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

จากนั้นในเวลา 15.00 น. เป็นช่วงสำคัญที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย มีการถ่ายทอดสดผ่านยูทูปศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวพรรคการเมืองสำคัญ ในเวลา 10.00 น. พรรคภูมิใจไทย ตั้งวอร์รูมประชุมพรรค ติดตามการอ่านฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เวลา 14.00 น. น.ส.แพทองธาร เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ติดตามฟังการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเตรียมแถลงข่าวหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย โดยมี สส.พรรคเพื่อไทย ทยอยเดินทางมารวมตัวให้กำลังใจ

เวลา 15.00 น. พรรคประชาชนซึ่งเป็นอีกพรรคตัวแปรการเมืองสำคัญในการจับขั้ว นัดประชุม สส. ณ ที่ทำการพรรค และหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น พรรคประชาชนจะมีการแถลงข่าว

ขณะที่เวลาเดียวกัน 15.00 น. คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย แถลงข่าวกำหนดท่าทีและการเคลื่อนไหว หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่เข้าทำเนียบรัฐบาล แต่จะไปยังพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องรอติดตามการปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธาร ในวันนี้อีกครั้ง โดยไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวีร่วมเกาะติดรายงานสถานการณ์สดตลอดทั้งวัน ไปจนถึงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย.

ไทม์ไลน์วันชี้ชะตา “อิ๊งค์” เพื่อไทยเข้าพรรค

การเมืองไทยในช่วงนี้เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองโดยรวม ไทม์ไลน์วันชี้ชะตา “อิ๊งค์” เพื่อไทยเข้าพรรค จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย ทั้งพรรคการเมือง นักวิเคราะห์ และประชาชนทั่วไป

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของ น.ส.แพทองธาร ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าจะมีกระแสข่าวต่างๆ ออกมา แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

ผลกระทบจาก ไทม์ไลน์วันชี้ชะตา “อิ๊งค์” เพื่อไทยเข้าพรรค

ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด ย่อมมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า น.ส.แพทองธาร มีความผิดจริง ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา การเลือกตั้งใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมือง

ในทางกลับกัน หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า น.ส.แพทองธาร ไม่มีความผิด ก็อาจเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล และทำให้พรรคเพื่อไทยมีบทบาทมากขึ้นในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจของศาล และร่วมกันสร้างสรรค์การเมืองไทยให้เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลานี้ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ และพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากประเด็นของ น.ส.แพทองธาร แล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปกองทัพ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางต่างๆ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยรวมแล้ว ไทม์ไลน์วันชี้ชะตา “อิ๊งค์” เพื่อไทยเข้าพรรค ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทยอย่างมาก การทำความเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน

ดังนั้น พวกเราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์การเมืองไทยให้เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – ไทม์ไลน์วันชี้ชะตา “อิ๊งค์” เพื่อไทยเข้าพรรค – ปชน. จ่อแถลงหลังรู้ผลศาล

สะพัด! เก้าอี้ ผบ.ตร. สะเทือน ปม “โผนายพล”

สถานการณ์ร้อนแรงในแวดวงตำรวจ! เก้าอี้ ผบ.ตร. สั่นคลอน สะพัดข่าวปลด ผบ.ตร. เซ่นปม “โผนายพล” ไม่ลงตัว หลังการประชุม ก.ตร. เลื่อนแบบฟ้าผ่า ท่ามกลางกระแสข่าวการวิ่งเต้นและการร้องเรียนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สะพัด! เก้าอี้ ผบ.ตร. สะเทือน ปม “โผนายพล”

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. เป็นประธานในการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2568 โดยมีวาระสำคัญคือการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อนายภูมิธรรมประกาศเลื่อนการประชุมอย่างกะทันหันท่ามกลางความงุนงงของที่ประชุม

ก่อนหน้าการประชุม มีรายงานว่านายภูมิธรรมได้หารือเป็นการส่วนตัวกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นเวลานานถึง 2 ชั่วโมง โดยแหล่งข่าวระบุว่าประเด็นสำคัญในการหารือคือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการตำรวจบางส่วน โดยเฉพาะกรณีของอดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ที่พลาดตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.

ปมปัญหา “โผนายพล”

ปัญหา “โผนายพล” กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ภายใน ตร. ระอุขึ้น มีกระแสข่าวว่ามีการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ต้องการ รวมถึงการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสในการพิจารณา ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งและแรงกดดัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. เดินทางมายังที่ประชุม ก.ตร. เพื่อพูดคุยกับ ก.ตร. คาดว่าจะมาให้ข้อมูลและชี้แจงกรณี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้ง

หลังการประชุม นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์สั้นๆ ยอมรับว่ามีการเลื่อนการพิจารณาแต่งตั้งเป็นวันที่ 31 สิงหาคม โดยให้เหตุผลว่ามีเรื่องร้องเรียนหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแพร่สะพัดว่า เหตุผลที่แท้จริงของการเลื่อนประชุมและการสั่งปลด ผบ.ตร. คือ ปมความขัดแย้งเรื่อง “โผนายพล” โดยเฉพาะการที่ไม่สามารถผลักดันอดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. ได้สำเร็จ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสั่นคลอนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจอย่างแท้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้เล่น แต่กติกาและระบบยังคงเดิม? เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สะพัด! เก้าอี้ ผบ.ตร. สะเทือน ปม “โผนายพล” ไม่ขยับอดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ขึ้น รอง ผบ.ตร.

ญี่ปุ่นจำลองฟูจิระเบิด! เตรียมรับมือโตเกียว

ญี่ปุ่นกำลังเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI จำลองเหตุการณ์ ภูเขาไฟฟูจิระเบิด เพื่อให้ประชาชนในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงมีความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จริง

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

แม้ว่าภูเขาไฟฟูจิจะไม่ได้ปะทุมาตั้งแต่ปี 1707 แต่รัฐบาลกรุงโตเกียวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการเผยแพร่วิดีโอจำลองสถานการณ์การปะทุของภูเขาไฟฟูจิ โดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น เนื่องใน “วันเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากภูเขาไฟ” ของญี่ปุ่น

วิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพของเถ้าภูเขาไฟจำนวนมหาศาลที่ปกคลุมกรุงโตเกียว ซึ่งอยู่ห่างจากภูเขาไฟฟูจิประมาณ 100 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผลกระทบที่จะตามมาคือระบบคมนาคมเป็นอัมพาต การขนส่งอาหารและพลังงานไฟฟ้าถูกขัดขวาง และอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของผู้คนในระยะยาว

ข้อความที่ปรากฏในตอนท้ายของวิดีโอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และการเตรียมพร้อมในชีวิตประจำวัน ภาพของครอบครัวที่กักตุนอาหารกระป๋องและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นเป็นตัวอย่างของการเตรียมพร้อมที่สามารถทำได้ง่ายๆ

สำนักงานรัฐบาลกรุงโตเกียวออกมาชี้แจงว่า ในปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าภูเขาไฟฟูจิกำลังจะปะทุ การเผยแพร่วิดีโอ ภูเขาไฟฟูจิระเบิด มีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนกว่า 37 ล้านคนในเขตมหานครโตเกียวมีความรู้ความเข้าใจและมีมาตรการป้องกันตนเองในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

ความกังวลและความเข้าใจผิดหลังการเผยแพร่วิดีโอจำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด

อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความสับสนในหมู่ประชาชนชาวญี่ปุ่น หลายคนตั้งคำถามว่ามีสัญญาณบ่งบอกเหตุร้ายอะไรหรือไม่ ทำไมจึงต้องพูดถึงเรื่องเถ้าภูเขาไฟหนา 10 เซนติเมตรที่จะปกคลุมแม้แต่โตเกียว ประชาชนบางส่วนเริ่มวางแผนที่จะซื้อสิ่งของจำเป็นฉุกเฉินทันที

ศาสตราจารย์นาโอยะ เซคิยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารความเสี่ยงจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ได้ออกมาเน้นย้ำว่า ญี่ปุ่นมีการจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ ทั้งแผ่นดินไหวและภูเขาไฟมาอย่างต่อเนื่อง และการเผยแพร่วิดีโอในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ภูเขาไฟฟูจิระเบิด จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เผชิญกับภัยธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ ทั้งแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม ดินถล่ม และภูเขาไฟระเบิด ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเพิ่งออกคำเตือนแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งเกาะคิวชู

จากจำนวนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ทั่วโลกประมาณ 1,500 ลูก ญี่ปุ่นมีมากถึง 111 ลูก เนื่องจากตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ เคยปะทุโดยเฉลี่ยทุกๆ 30 ปี แต่กลับสงบลงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

การจำลองสถานการณ์ ภูเขาไฟฟูจิระเบิด และการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ ถือเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดความเสี่ยงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ การเตรียมพร้อมรับมืออย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ