วัน: 29 สิงหาคม 2025

อนุทิน มั่นใจ จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ ได้!

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ! นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมั่นใจว่าพรรคของตนมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ และพร้อมที่จะเป็นนายกฯ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ

อนุทิน มั่นใจ จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน พร้อมด้วย ส.ส. ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ได้ร่วมกันแถลงข่าวแสดงจุดยืนของพรรค ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดลง

นายอนุทิน กล่าวอย่างชัดเจนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มารวมตัวกันในวันนี้ มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเร่งแก้ไขและคลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

และหลังจากที่ได้รับทราบเงื่อนไขต่างๆ จากพรรคประชาชน ในการขอรับการสนับสนุนเพื่อหลีกเลี่ยงช่องว่างในการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคภูมิใจไทยก็ได้ทำการพูดคุยหารือกันอย่างละเอียด และเห็นพ้องกันในประเด็นสำคัญทุกประการ

ทำไมอนุทินถึงมั่นใจว่าจะ จัดตั้งรัฐบาล ได้?

นายอนุทิน กล่าวว่า ถึงแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่รัฐบาลชุดเดิมอาจไม่สามารถแก้ไขได้ แต่กลุ่มของตนมั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแน่นอน และต้องการที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมือง การร่วมมือกับพรรคประชาชนจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้อย่างราบรื่น

เงื่อนไขหลักๆ ในการจัดตั้งรัฐบาล คือ เรื่องของการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาความไม่สงบ และการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากดำเนินการในเรื่องเหล่านี้แล้ว จะคืนอำนาจให้กับประชาชนภายใน 4 เดือน โดยการยุบสภา เพื่อให้ประชาชนได้เลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง

นายอนุทินยืนยันว่า ทุกคนที่เข้าร่วมในครั้งนี้มีความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในทุกๆ ด้าน และคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

หน้าที่ของการรวบรวมเสียงสนับสนุนเป็นหน้าที่ของทุกคน และพรรคประชาชนไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดๆ อาจมีเพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่ต้องการให้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นหลักการทำงานของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะรับเงื่อนไขเหล่านั้น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงพรรคกล้าธรรม ซึ่งได้มีการพูดคุยกันก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่ามีความจริงใจในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ

“เรามีเสียงเพียงพอที่จะนำเสนอให้พรรคประชาชนวางใจว่า การร่วมมือกันระหว่างพรรคประชาชนและกลุ่มของเรานี้จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง” นายอนุทินกล่าว

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ส.ส. จำนวน 16 คน ที่เดินทางมาในวันนี้ ใช้เอกสิทธิ์ของ ส.ส. ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก การผนึกกำลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นสิ่งสำคัญ และเห็นว่านายอนุทินมีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ได้ชี้แจงว่า ตนเองและ ส.ส. อีกประมาณ 10 กว่าคน ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป จึงตัดสินใจให้การสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ โดยยืนยันว่าเป็นเอกสิทธิ์ของตนเอง และไม่ได้มีปัญหากับพรรคเพื่อไทย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่ และอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” มั่นใจจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ – งูเห่าเพื่อไทยโผล่ร่วมแถลง

นิพิฏฐ์ชี้! “ยุบสภา” ดาบสุดท้ายเพื่อไทย

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต สส.พัทลุง ออกมาแสดงความเห็นว่าอำนาจในการ“ยุบสภา”นั้นเปรียบเสมือนดาบสุดท้ายของ “พรรคเพื่อไทย” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังมีความเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมพรรคร่วมรัฐบาลแถลงข่าว ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง โดยมีใจความสำคัญว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาของประชาชน เพื่อป้องกันการเกิดสุญญากาศอันอาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ โดยได้มีการพูดคุยและยืนยันที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาลในช่วงรักษาการนี้ต่อไปอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พัทลุง ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “อำนาจในการยุบสภาคือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย” ข้อความดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์

อำนาจในการ “ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย

การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายนิพิฏฐ์ในครั้งนี้ ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และอำนาจในการ“ยุบสภา” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมืองที่สามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ความสำคัญของการ “ยุบสภา” ในระบอบประชาธิปไตย

การ“ยุบสภา” ถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ที่จะสามารถยุติวาระของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะครบวาระตามปกติ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ การใช้อำนาจนี้มักเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ หรือเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง การยุบสภาจึงเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจอนาคตของประเทศผ่านการเลือกตั้ง

การที่นายนิพิฏฐ์กล่าวว่าอำนาจในการ“ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยนั้น อาจตีความได้ว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล อาจพิจารณาใช้อำนาจนี้ในกรณีที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความผันผวนและไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างรอบคอบ

การวิเคราะห์ของนายนิพิฏฐ์ยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในปัจจุบัน และความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองต่างๆ จะใช้กลยุทธ์และเครื่องมือต่างๆ เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญอาจเกิดขึ้นได้เสมอ อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศเรา

ที่มา – “นิพิฏฐ์” เผยอำนาจในการ “ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของ “พรรคเพื่อไทย”

ทูเคิลขอโทษแล้ว! ปมวิจารณ์พฤติกรรม เบลลิงแฮม

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ออกมากล่าวขอโทษสำหรับการใช้คำว่า “น่ารังเกียจ” เพื่ออธิบายพฤติกรรมของจู๊ด เบลลิงแฮมในสนาม โดยกล่าวว่าเขาใช้คำนั้น “โดยไม่ได้ตั้งใจ”

กุนซือชาวเยอรมัน ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อเดือนมิถุนายน หลังจากการ พ่ายแพ้ต่อเซเนกัล 1-3 คาบ้าน ซึ่งเป็นการแพ้ครั้งแรกในการคุมทีมของเขา โดยเขาชื่นชม “ไฟ” ในตัวของกองกลางเรอัลมาดริด แต่ยอมรับว่าแม้แต่แม่ของเขาก็ยังมองว่าพฤติกรรมของนักเตะในสนาม “น่ารังเกียจ”

ทูเคิลกล่าวว่าเขาควรจะเลือกใช้คำพูดให้ระมัดระวังกว่านี้เมื่อพูดถึงเบลลิงแฮม ซึ่งไม่ได้อยู่ใน ทีมชาติอังกฤษ สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกในเดือนหน้ากับอันดอร์ราและเซอร์เบีย เนื่องจากเข้ารับการ ผ่าตัดอาการบาดเจ็บที่ไหล่ เรื้อรังเมื่อเดือนที่แล้ว

“ผมใช้คำนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ แค่อยากจะเคลียร์ให้ชัดเจน” กุนซือวัย 52 ปีกล่าวเสริม

“ไม่มีข้อความใดๆ ไม่มีวาระซ่อนเร้น”

“ผมเข้าใจอย่างเต็มที่และเข้าใจว่ามันเป็นความรับผิดชอบของผมที่สร้างหัวข้อข่าวเหล่านี้ ผมขอโทษสำหรับความไม่พอใจและผมขอโทษสำหรับหัวข้อข่าวที่ผมสร้างขึ้น”

“ผมมีประสบการณ์มากพอและน่าจะรู้ดีกว่านี้ ผมน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ผมคิดว่าผมได้รับการยอมรับจากพวกคุณ (สื่อ) มากกว่านี้ ที่ผมทำทั้งหมดนี้ในภาษาที่สองของผม”

“ผมทำมันในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากความพ่ายแพ้ โดยที่ไม่ได้พักผ่อนมากนัก ในการสัมภาษณ์สด และผมใช้คำผิด อีกครั้ง มันเป็นความรับผิดชอบของผม”

ในการสัมภาษณ์กับ Talksport เมื่อเดือนมิถุนายน, external ทูเคิลกล่าวว่า “ถ้า [เบลลิงแฮม] ยิ้ม เขาจะชนะใจทุกคน แต่บางครั้งคุณจะเห็นความโกรธ ความกระหาย และไฟ และมันออกมาในแบบที่ค่อนข้างน่ารังเกียจ ตัวอย่างเช่น สำหรับแม่ของผมเมื่อเธอนั่งอยู่หน้าทีวี”

อดีตกุนซือเชลซีและบาเยิร์น มิวนิก กล่าวว่าเขาได้ติดต่อกับเบลลิงแฮมหลังจากที่แสดงความคิดเห็นเหล่านั้น

“แน่นอน ผมติดต่อกับเขาทันที” ทูเคิลกล่าวเสริม

“ตอนนี้จู๊ดมุ่งเน้นไปที่กระบวนการฟื้นฟูของเขา และเรามุ่งเน้นไปที่อันดอร์ราและเซอร์เบีย”

ทูเคิลขอโทษแล้ว! ปมวิจารณ์พฤติกรรม เบลลิงแฮม

จากกรณีที่โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ (ในขณะนั้น) ได้ออกมาวิจารณ์พฤติกรรมของจู๊ด เบลลิงแฮม กองกลางดาวรุ่งของเรอัล มาดริด ว่า “น่ารังเกียจ” ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุด ทูเคิลได้ออกมาขอโทษต่อคำพูดดังกล่าวแล้ว โดยอ้างว่าเป็นการใช้คำผิดพลาดและไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เบลลิงแฮมเสื่อมเสียชื่อเสียง

ทำไมทูเคิลต้องขอโทษเรื่อง เบลลิงแฮม?

คำวิจารณ์ของทูเคิลเกิดขึ้นหลังเกมอุ่นเครื่องที่อังกฤษพ่ายแพ้ต่อเซเนกัล ซึ่งเขากล่าวถึงความมุ่งมั่นและความกระตือรือร้นของเบลลิงแฮมในสนาม แต่ใช้คำว่า “น่ารังเกียจ” เพื่ออธิบายถึงลักษณะบางอย่างที่แสดงออกมา ซึ่งอาจดูไม่เหมาะสมในบางครั้ง คำพูดนี้ถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรตินักเตะ และอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย

  • ผลกระทบต่อเบลลิงแฮม: แม้ว่าเบลลิงแฮมจะไม่ได้ออกมาตอบโต้โดยตรง แต่คำวิจารณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความมั่นใจของเขาได้
  • ภาพลักษณ์ของทูเคิล: การออกมาขอโทษของทูเคิลแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความเข้าใจในผลกระทบของคำพูดของตนเอง
  • ความสัมพันธ์ของทีมชาติ: การแก้ไขความเข้าใจผิดนี้เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีในทีมชาติอังกฤษ

การออกมาขอโทษของทูเคิลถือเป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ว่าอาจจะเกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปพอสมควร แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและต้องการที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและให้เกียรติกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในวงการฟุตบอล รวมถึงการเข้าใจถึงผลกระทบของคำพูดที่มีต่อนักกีฬาและทีมโดยรวม ทูเคิลขอโทษแล้ว! ปมวิจารณ์พฤติกรรม เบลลิงแฮม ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการกีฬาที่จะต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ที่มา – Tuchel sorry for Bellingham ‘repulsive’ remark

อโมริม เผย บางครั้งก็เกลียดลูกทีม! – สรุปข่าว


อโมริม เผย บางครั้งก็เกลียดลูกทีม!

รูเบน อโมริม บอสใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมากล่าวโทษอารมณ์ของตนเองว่าเป็นต้นเหตุของความคิดเห็นหลังเกมคาราบาว คัพ ที่พ่ายแพ้ต่อกริมสบี้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และกล่าวว่าเป็น “วิธีการทำสิ่งต่างๆ” ของเขา

อ่านเพิ่มเติม: ‘Sometimes I hate my players, sometimes I want to quit’ – Amorim

ทำไม อโมริม เผย บางครั้งก็เกลียดลูกทีม?

คำพูดดังกล่าวสร้างความฮือฮาในวงการฟุตบอล ทำให้หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นภายในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกันแน่ การออกมาเปิดเผยความรู้สึกในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนักจากผู้จัดการทีมระดับสูง ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมามากมาย

สาเหตุที่ อโมริม เผย บางครั้งก็เกลียดลูกทีม

อโมริม อธิบายว่าความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นจากความผิดหวังในผลงานของลูกทีมในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาไม่สามารถเล่นได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ หรือขาดความมุ่งมั่นในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่ได้มีความขัดแย้งส่วนตัวกับนักเตะคนใด และยังคงให้ความเคารพและความไว้วางใจในตัวพวกเขาเสมอ

ผลกระทบต่อทีม: คำพูดของอโมริมอาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของนักเตะในทีมได้ นักเตะบางคนอาจรู้สึกเสียใจหรือผิดหวังที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเขาพยายามมากขึ้นเพื่อพิสูจน์ตัวเองและตอบสนองความคาดหวังของผู้จัดการทีม

ปฏิกิริยาจากแฟนบอล: แฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีปฏิกิริยาที่หลากหลายต่อคำพูดของอโมริม บางคนเห็นด้วยกับเขาและเข้าใจว่าเขาเพียงแค่ต้องการกระตุ้นลูกทีมให้เล่นให้ดีขึ้น ในขณะที่บางคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาไม่ควรออกมาพูดในลักษณะนี้ต่อสาธารณชน เพราะมันอาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของทีมได้

  • การจัดการอารมณ์: สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการอารมณ์สำหรับผู้จัดการทีมฟุตบอล การควบคุมอารมณ์และความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเตะและรักษาบรรยากาศที่เป็นบวกภายในทีม
  • ความเป็นผู้นำ: เหตุการณ์นี้ยังเป็นบททดสอบความเป็นผู้นำของอโมริม เขาจะต้องหาทางแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกทีมอีกครั้ง เพื่อให้พวกเขากลับมาเล่นได้อย่างเต็มที่และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

โดยสรุปแล้ว การที่ อโมริม เผย บางครั้งก็เกลียดลูกทีม เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าเขาจะมีเจตนาอย่างไร คำพูดของเขาก็ได้สร้างผลกระทบต่อทีมและแฟนบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญคือเขาจะต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และปรับปรุงวิธีการสื่อสารและการจัดการอารมณ์ของตนเอง เพื่อนำพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

การที่ผู้จัดการทีมออกมาแสดงความรู้สึกในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความคาดหวังที่สูงในวงการฟุตบอลอาชีพ การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับนักเตะจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของทีม

ที่มา – Sometimes I hate my players – Amorim

“ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือ?

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” เผย รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้ ชี้ขณะนี้อยู่ระหว่างรวมเสียงตั้งรัฐบาล มั่นใจเพื่อไทยไม่เดียวดาย มองข้อเสนอ 4 เดือน พรรคประชาชนต้องการให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา เรื่องยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือไม่?

วันที่ 29 ส.ค. 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการจะสามารถยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นไว้แล้ว

เมื่อถามว่าการหารือของแกนนำพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดเรื่องการยุบสภาหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เคยถกเถียงกันใน ครม. จำได้หรือไม่ โดยมีสองความเห็นแต่ความเห็นหนึ่งคิดว่าสามารถทำได้ และเชื่อว่าทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความเห็นแบบ 100% แต่ขณะนี้ความเห็นส่วนใหญ่คือสามารถทำได้

นายชูศักดิ์ยังอธิบายอีกว่า อำนาจการยุบสภาหากถามว่ารักษาการสามารถทำได้หรือไม่ ก็ทราบดีเพราะมีความเห็นอยู่ ซึ่งตนคิดว่าสามารถทำได้ นายกฯ มีอำนาจอย่างไรผู้รักษาการก็มีอำนาจเหมือนกัน

ส่วนข้อเสนอ 4 เดือนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนนั้นคิดว่าสามารถทำได้หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าตนคิดว่าความเห็นของพรรคประชาชนไม่ได้หมายความว่าแก้เลย จากที่ตนฟัง เราอยากให้คงการทำประชามติไว้ เพราะทำประชามติเสร็จก็ยุบสภา ไม่ใช่หมายความว่าสี่เดือนแล้วจะสามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะโดยหลักแล้ว 4 เดือนไม่สามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย

เมื่อถามต่อว่าดีลนี้เป็นดีลในอนาคตใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า เขาอยากให้ยุบสภาแต่ก่อนจะยุบสภาอยากให้ทำประชามติให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากที่ตนฟังดูเป็นลักษณะนั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากทุกอย่างผ่านไปได้การฟอร์มรัฐบาลใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าดีลนี้ก็สามารถเป็นไปได้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนก็อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว

ส่วนขณะนี้ทุกพรรคพร้อมที่จะเลือกตั้งแล้วหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าขอให้ไปถามแต่ละพรรค หากประเมินพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่มีใครชอบเรื่องยุบสภา อยากให้อยู่ครบวาระทั้งนั้น แต่การยุบสภามีเหตุ

เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มเดียวดายแล้วหรือไม่ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มตีตัวไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม นายชูศักดิ์กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่จะมอง รัฐบาลก็เป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรวมเสียงข้างมากได้ ขณะนี้เข้าใจว่ายุทธการคือพยายามแย่งเสียงกัน แต่ท้ายที่สุดใครจะได้หรือไม่ได้ต้องรอเวลา

เมื่อถามต่อว่าสุดท้ายเพื่อไทยจะไม่เดียวดายใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ยืนยันว่าไม่หรอกครับ

“ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ดีล ปชน. ต้องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขการ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือไม่?

การที่นายชูศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่นิ่ง

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากคำสัมภาษณ์ของนายชูศักดิ์:

  • อำนาจของรัฐบาลรักษาการในการยุบสภา: นายชูศักดิ์ยืนยันว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการยุบสภาได้เช่นเดียวกับรัฐบาลปกติ
  • ข้อเสนอของพรรคประชาชน: พรรคประชาชนต้องการให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการยุบสภา
  • ท่าทีของพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องการยุบสภา แต่พร้อมที่จะหารือกับทุกฝ่าย
  • สถานการณ์ทางการเมือง: การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดียวดายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องจับตาดูว่าการเจรจาต่อรองทางการเมืองจะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด

โดยสรุปแล้ว การที่นายชูศักดิ์ออกมาแสดงความเห็นว่า ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ นั้น เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ดีล ปชน. ต้องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

อโมริม: บางทีก็เกลียดนักเตะ บางทีก็อยากลาออก

รูเบน อโมริม บอสใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมากล่าวโทษอารมณ์ของตัวเอง สำหรับความคิดเห็นหลังเกมที่พ่ายแพ้ต่อกริมสบี้ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตของเขา โดยกล่าวว่า “บางทีก็อยากลาออก”

หลังจากความพ่ายแพ้ในรายการอีเอฟแอล คัพ ต่อทีมจากลีกทู เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กุนซือชาวโปรตุกีสกล่าวว่าทีมของเขา “หลงทางอย่างสิ้นเชิง” และ “ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง”

เขาเลือกที่จะไม่ชี้แจงความคิดเห็นของเขา ซึ่งแม้แต่ภายในโอลด์ แทรฟฟอร์ด บางคนก็ตีความว่าเป็นการที่กุนซือวัย 40 ปีรายนี้กำลังพิจารณาถึงอนาคตของตัวเอง

แต่เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ในวันศุกร์ เขาบอกว่า “พูดตามตรงเลยนะ ทุกครั้งที่เราแพ้แบบนั้นในอนาคต ผมก็จะเป็นแบบนั้นแหละ ผมจะพูดว่าบางทีก็เกลียดนักเตะ บางทีก็รักนักเตะ”

เขาเสริมว่า “บางทีก็อยากลาออก บางทีก็อยากอยู่ที่นี่ไปอีก 20 ปี”

“ผมต้องปรับปรุงตรงนั้น มันคงยาก แต่ตอนนี้ผมโฟกัสไปที่เกมต่อไปแล้ว”

ยูไนเต็ดแพ้ 1-0 ให้กับอาร์เซนอล และเสมอ 1-1 กับฟูแล่ม ในพรีเมียร์ลีก และจะเปิดบ้านต้อนรับเบิร์นลีย์ในวันเสาร์ เวลา 15:00 น. ตามเวลา BST

“ผมรู้สึกว่าเรามีการเตรียมความพร้อมก่อนฤดูกาลที่ดีมาก เราเล่นได้ดีขึ้น เรามีความสม่ำเสมอในวิธีการเล่นของเรา” อโมริมกล่าวเสริม

“เราเล่นได้แย่ 30 นาทีกับฟูแล่ม และฟอร์มการเล่นแบบนั้น [กับกริมสบี้] ผมผิดหวังกับทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ แต่ตอนนี้มันเป็นเกมใหม่แล้ว และเราโฟกัสไปที่เกมนั้น”

อโมริม: บางทีก็เกลียดนักเตะ บางทีก็อยากลาออก

สถานการณ์ของรูเบน อโมริม ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูเหมือนจะไม่แน่นอนเสียแล้ว หลังจากการให้สัมภาษณ์ที่สร้างความตกตะลึงหลังจากพ่ายแพ้ต่อกริมสบี้ในคาราบาว คัพ คำพูดที่ว่า “บางทีก็เกลียดนักเตะ บางทีก็อยากลาออก” ทำให้เกิดการตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของเขากับทีม

แม้ว่าเขาจะออกมาแก้ตัวในภายหลังว่ามันเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความพ่ายแพ้ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเขาอย่างมาก คำถามคือ ทีมงานและนักเตะจะตอบสนองต่อคำพูดเหล่านี้อย่างไร และมันจะส่งผลต่อบรรยากาศในทีมหรือไม่?

ความไม่แน่นอนนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญของฤดูกาล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังพยายามที่จะกลับเข้าสู่ท็อปโฟร์ในพรีเมียร์ลีก และยังมีเส้นทางในบอลถ้วยให้ลุ้นแชมป์ การที่ผู้จัดการทีมแสดงความไม่แน่นอนเช่นนี้ อาจส่งผลเสียต่อความมั่นใจของทีมได้

ความท้าทายของอโมริมในการจัดการอารมณ์

หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้จัดการทีมฟุตบอลคือการจัดการอารมณ์ของตนเอง ความกดดันและความเครียดจากการแข่งขันสามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดีและการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมได้ อโมริมเองก็ยอมรับว่าเขาต้องปรับปรุงในส่วนนี้ และพยายามที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ดีขึ้น

ความจริงใจของเขาเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ก็ต้องมาดูกันว่าเขาจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างความซื่อสัตย์กับความจำเป็นในการสร้างความมั่นใจให้กับทีมได้หรือไม่ การเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากคือสิ่งที่แยกผู้จัดการทีมที่ดีออกจากผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยม

สิ่งสำคัญคือการที่เขาต้องรวบรวมสมาธิและนำพาทีมกลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะให้ได้ โดยเริ่มต้นจากเกมที่จะพบกับเบิร์นลีย์ในวันเสาร์นี้ ชัยชนะในเกมนี้จะช่วยบรรเทาความกดดันและเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้

อโมริม: บางทีก็เกลียดนักเตะ บางทีก็อยากลาออก ไม่ว่าเขาจะยังมีความรู้สึกแบบนั้นอยู่หรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นที่จะพาทีมไปสู่ความสำเร็จ

การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับทีมคงต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสโมสร

ในฐานะแฟนบอล สิ่งที่เราทำได้คือการสนับสนุนทีมและหวังว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อโมริมยังมีเวลาที่จะพิสูจน์ตัวเอง และแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้

อโมริม: บางทีก็เกลียดนักเตะ บางทีก็อยากลาออก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันและความคาดหวังที่สูงในวงการฟุตบอลอาชีพ ผู้จัดการทีมต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายทั้งในและนอกสนาม และการจัดการกับอารมณ์ของตนเองเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

ที่มา – ‘Sometimes I hate my players, sometimes I want to quit’ – Amorim

มารินาคิสและนูโน่ถกเคลียร์ใจ: ทุกอย่างจะดีขึ้น!

เอวานเจลอส มารินาคิส เจ้าของทีม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เตรียมหารือกับ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต กุนซือของทีม เพื่อเคลียร์ใจและสยบข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างทั้งสอง

นูโน่ ยอมรับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าความสัมพันธ์ของเขากับเจ้าของทีมมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ตำแหน่งของเขาที่ ซิตี้ กราวด์ ไม่แน่นอน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กุนซือวัย 51 ปี กล่าวว่า “ที่ใดมีควัน ย่อมมีไฟ” ท่ามกลางข่าวลือเกี่ยวกับอนาคตของเขา

ก่อนเริ่มฤดูกาล เขายังวิพากษ์วิจารณ์การซื้อขายนักเตะของฟอเรสต์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับสโมสร

ทั้งสองได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ในสัปดาห์นี้ แต่มีกำหนดจะนั่งคุยกันหลังเกมพรีเมียร์ลีกที่จะพบกับ เวสต์แฮม ในวันอาทิตย์นี้

มารินาคิสอยู่ที่โมนาโกเพื่อชมการจับสลากยูโรปาลีก ซึ่งฟอเรสต์จะเป็นเจ้าภาพพบกับ ปอร์โต้ อดีตสโมสรของนูโน่ และ มัลโม่ ซึ่งเป็นการรีแมตช์ความสำเร็จในยูโรเปียนคัพปี 1979 แต่จะบินไปลอนดอนในวันศุกร์

เมื่อถูกถามว่านูโน่ยังคงเป็นคนที่เหมาะสมที่จะนำฟอเรสต์ต่อไปหรือไม่ มารินาคิสกล่าวกับ TNT ว่า “ใช่ เขาประสบความสำเร็จ และเราได้ทำสิ่งที่เราสนุก ตอนนี้เราสามารถทำสิ่งที่เราสนุกได้”

เขาเสริมว่า “ทุกอย่างมั่นคง เราทุกคนต้องการให้น็อตติ้งแฮมประสบความสำเร็จ เราอยู่ที่นี่ในวันที่ดี แต่เรายิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้นในวันที่ยากลำบาก ดังนั้นส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นปัญหา”

“เราทุกคนอยู่ด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน และเราจะดำเนินการแก้ไข และทุกอย่างจะราบรื่นและพร้อมที่จะไป”

“เรามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจจะประหม่า พูดอย่างหนึ่ง พูดอีกอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในท้ายที่สุดคือความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างผมกับนูโน่ ระหว่างนูโน่กับผู้เล่น และระหว่างผู้เล่นกับพวกเรา”

หลังจากเกมพรีเมียร์ลีกที่เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นูโน่ อดีตผู้จัดการทีม วูล์ฟแฮมป์ตัน กล่าวว่าเขาจะไม่ลาออก

“มันไร้สาระ ไม่เคย” เขากล่าวเสริม หลังจากก่อนหน้านี้กล่าวว่าเป็น “เรื่องไร้สาระ” ที่เขาพยายามจะสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองต้องออกจากทีม

นูโน่ อดีตผู้จัดการทีม ท็อตแนม ซึ่งคุมทีมอยู่ที่ ซิตี้ กราวด์ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023 มั่นใจว่าเขาสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ และเชื่อว่าเขาจะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปหลังช่วงพักเบรกทีมชาติ

“ใช่ ผมคิดอย่างนั้น ผมไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร แต่ผมคิดอย่างนั้น” เขากล่าวหลังจากนำฟอเรสต์จบอันดับ 7 ในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ได้สิทธิ์ไปเล่นในยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

“ผมผ่อนคลายอย่างเต็มที่ในแง่นั้น เราจำเป็นต้องพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตของสโมสร และความมุ่งมั่นต่อสโมสรคืออะไร เราต้องการสิ่งเดียวกัน เราต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฟอเรสต์ นั่นคือสิ่งที่แน่นอน”

“เราต้องคุยกัน เรื่องแบบนี้ควรทำในเวลาที่เหมาะสม และเวลาที่เหมาะสมคือหลังเกม ตอนนี้เรามุ่งเน้นไปที่ เวสต์แฮม จากนั้นเราก็มีช่วงพักเบรกทีมชาติ และผมคิดว่านั่นคือเวลาที่เหมาะสม”

มารินาคิสและนูโน่ถกเคลียร์ใจ

การพูดคุยระหว่าง เอวานเจลอส มารินาคิส และ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร และเพื่อแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น จากการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของนูโน่

ประเด็นสำคัญในการพูดคุย มารินาคิสและนูโน่ถกเคลียร์ใจ

  • ความมุ่งมั่นของนูโน่ต่อสโมสร: มารินาคิสต้องการทราบว่านูโน่มุ่งมั่นที่จะอยู่กับฟอเรสต์ในระยะยาวหรือไม่
  • แผนการสำหรับการเสริมทัพ: ทั้งสองจะหารือเกี่ยวกับแผนการสำหรับการเสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะ
  • เป้าหมายของสโมสร: มารินาคิสและนูโน่จะหารือเกี่ยวกับเป้าหมายของสโมสรในฤดูกาลหน้า

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของทีมและผู้จัดการทีมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของสโมสร การพูดคุยครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ มารินาคิสและนูโน่ถกเคลียร์ใจ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและเดินหน้าไปด้วยกัน

โดยรวมแล้ว มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานการณ์ของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ แต่การที่ มารินาคิสและนูโน่ถกเคลียร์ใจ อย่างเปิดอก จะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแฟนบอล และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในสนามได้

การพบกันครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต ในฐานะผู้จัดการทีมของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ หากการเจรจาเป็นไปด้วยดี นูโน่ ก็น่าจะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ นูโน่ จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง

ไม่ว่าผลของการพูดคุยจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง มารินาคิสและนูโน่ถกเคลียร์ใจ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้เล่น แฟนบอล และผู้ที่เกี่ยวข้องกับสโมสร

ผมเชื่อว่าทั้งสองคนมีความตั้งใจที่จะทำให้ฟอเรสต์ประสบความสำเร็จ การเปิดใจคุยกันจะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องได้

ที่มา – Marinakis and Nuno to hold clear-the-air talks

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน.! คิดดีๆ เรื่อง ภท.

“ภูมิธรรม” ท้าเปิดชื่อ 17 งูเห่า ย้ายซบพรรคภูมิใจไทย พร้อมเดินหน้าประสานพรรคประชาชน เหตุมีแนวทางเดียวกัน สอนมวยให้คิดดีๆ เชื่อได้ไหม ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรุ่งนี้ประชุมเลือกรักษาการนายกฯ คนใหม่ ย้ำเพื่อไทยยังเป็นรัฐบาล

เมื่อเวลา 18:40 น. วันที่ 29 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรดารักษาการรัฐมนตรี นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยแกนนำส่วนใหญ่ยังคงมั่นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่กังวลที่พรรคภูมิใจไทยเร่งเดินหน้าทาบทามพรรคประชาชน ให้มาร่วมรัฐบาล และโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งหลังจากนี้ต้องขอขึ้นไปพูดคุยพร้อมกันกับทั้งแกนนำคนอื่น ๆ

จากนั้น เมื่อเวลา 19.50 น. นายภูมิธรรม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่ารัฐบาลยังจับมือกันเหนียวแน่น พร้อมที่จะเดินหน้าทำงานให้ประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะนี้เสียงรัฐบาลยังมีอยู่เหมือนเดิม ให้ข้อเสนอฝ่ายใดถ้าเป็นแนวทางประชาธิปไตยเป็นแนวทางเดียวกับพรรค สามารถเปิดรับกับทุกพรรคที่จะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ เรายินดีร่วมมือด้วย โดยประสานงานกับส่วนอื่นๆ ต่อไป พร้อมยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหมือนเดิม

เมื่อถามว่าล่าสุดพรรคภูมิใจไทยมีการเดินทางไปพรรคกล้าธรรม นายภูมิธรรม กล่าวว่าขอดูคำตอบก่อน ส่วนจะเป็นอย่างไรขอรอความจริงปรากฏ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ไปทุกพรรค แต่ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลจับมือหนักแน่น และเชื่อว่าตอนนี้เรายังไปด้วยกันได้หมด แม้แต่พรรคประชาชน สิ่งที่เสนอขึ้นมาแม้ภูมิใจไทยจะตอบรับแล้ว แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็มองว่าสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอก็ไม่ได้แตกจากพรรคเพื่อไทย ที่พรรคต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะรับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ ต้องไปถามพรรคภูมิใจไทย และต้องไปถามพรรคประชาชนว่าเชื่อใจ การยอมรับเงื่อนไขนั้นพรรคภูมิใจไทยจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ต้องไปถามพรรคประชาชน ส่วนพรรคเพื่อไทยสามารถประสานและพูดกัน คาดว่าอยู่ในช่วง 2-3 วันนี้

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีงูเห่าเพราะมีกระแสว่ามีงูเห่า 17 คน ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า งูเห่าก็เหมือนที่พูด ต่างฝ่ายต่างอ้างอิงแต่ยังไม่เคยมีใครลากงูเห่าออกมาเลย ก็ขึ้นอยู่กับคนพูดว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่ว่าจะแสดงออกจริงคือวันที่เลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่ขอพูดเรื่องแต้มต่อหรือไม้เด็ด แต่พรรคเพื่อไทยยังยืนยันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นจริง

นายภูมิธรรม ยังกล่าวย้ำว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังจับมือร่วมกันและจะเดินหน้าต่อ ส่วนการตั้งรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของพรรคที่จะดำเนินการไป ส่วนวันพรุ่งนี้รัฐบาลจะมีประชุมเพื่อเลือกรักษาการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเลือกเลขาธิการนายกฯ ใหม่ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยและกลไกประชาธิปไตยทั้งหมด พร้อมย้ำว่า นายชัยเกษม นิติศิริ ไม่ได้มีปัญหายังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เมื่อถามย้ำว่าจะตอบได้หรือไม่ว่ายังเสนอชื่อนายชัยเกษม นายภูมิธรรม กล่าวว่า จริงๆ ตนเองสามารถตอบได้ แต่ขณะนี้อยู่กระบวนการรับฟังและพูดคุยกัน

เมื่อถามว่ามีอีกฝั่งรวมเสียง 280 เสียงแล้ว นายภูมิธรรม กล่าวว่า 280 ก็เป็นรัฐบาลได้แล้ว แต่เราบอกว่าเรายังเป็นรัฐบาลอยู่ ก็อยู่ที่ว่าประชาชนจะเชื่อใคร ใครมีเครดิต ใครมีความสามารถในการทำถ้าทำแล้วมีการเปลี่ยนแปลงก็แสดงว่าโครงการต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยทำ ไม่ว่าจะเป็นเขากระโดง หรือเรื่อง สว. เมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยรวมเสียงไม่ได้ นายภูมิธรรม กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า “ผมยืนยันไปแล้วว่ามั่นใจ”

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ด้านนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าพรรคเพื่อไทยว่า กำลังใจยังดีอยู่ กำลังทำงานกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนมองอย่างไรที่พรรคกล้าธรรมเปิดรับฟังข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย นางสาวธีรรัตน์กล่าวว่า ต้องรอดูการพูดคุยอย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถพูดคุยกันได้ ทุกคนก็น่าจะมีเหตุผล

ขณะที่มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมแล้วหรือไม่นั้น นางสาวธีรรัตน์ระบุว่า ช่วงที่อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลก็ได้มีการพูดคุยกันว่าจะทำงานร่วมกันต่อไป ซึ่งก็ต้องรอทางฝั่งของพรรคกล้าธรรมแถลง

สำหรับกระแสข่าว สส.พรรคเพื่อไทยเป็นงูเห่า นางสาวธีรรัตน์ยอมรับว่า มีภาพออกมาหรือมีข้อมูล ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกัน ส่วนจะมีความชัดเจนอย่างไรคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักหนึ่ง

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. ประเด็นสำคัญคืออะไร?

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ประเด็นนี้กลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต การที่นายภูมิธรรมออกมาเตือนพรรคประชาชน (ปชน.) ให้คิดให้ดีก่อนที่จะเชื่อใจพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนในการเจรจาต่อรองทางการเมือง

พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล กำลังเผชิญกับความท้าทายในการรวบรวมเสียงสนับสนุน การที่พรรคภูมิใจไทยแสดงท่าทีพร้อมรับเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อดึงดูดพรรคประชาชนให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่คำถามสำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยจะสามารถทำตามสัญญาได้จริงหรือไม่?

การเจรจาระหว่าง “ภูมิธรรม” กับพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พรรคประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ การตัดสินใจนี้อาจมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีเหตุผล “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คือประเด็นที่เราต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

เตือน! “พายุดีเปรสชัน” ฉบับ 2 เช็กจังหวัดเสี่ยง

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 2 เตือนภัย “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน ขอให้ประชาชนในจังหวัดเสี่ยงเตรียมรับมือกับฝนตกหนักถึงหนักมาก

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่อง “พายุดีเปรสชัน” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 2 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันดังกล่าว พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 16.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.0 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงเย็นวันที่ 30 สิงหาคม 2568

หลังจากนั้น พายุจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศลาวตอนบน ก่อนที่จะอ่อนกำลังลงอีกเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง เคลื่อนตามแนวร่องมรสุมเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในคืนวันที่ 30 สิงหาคม 2568 และเข้าปกคลุมภาคเหนือในวันที่ 31 สิงหาคม 2568

จากอิทธิพลของ “พายุดีเปรสชัน” ดังกล่าว ทำให้ในช่วงวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2568 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ รวมถึงลมแรงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และชัยภูมิ ส่วนภาคเหนือและภาคกลางตอนบนจะได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม 2568 โดยเฉพาะจังหวัดน่านตอนล่าง แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน และนครสวรรค์

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม โดยจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก มีดังนี้

“พายุดีเปรสชัน” จังหวัดไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวัง

วันที่ 30 สิงหาคม 2568

ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร บึงกาฬ หนองคาย ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี อุดรธานี หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และเลย

ภาคตะวันออก: จังหวัดจันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต

วันที่ 31 สิงหาคม 2568

ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น และชัยภูมิ

ภาคกลาง: จังหวัดลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และอุทัยธานี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และภูเก็ต

วันที่ 1 กันยายน 2568

ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร

ภาคกลาง: จังหวัดลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ และอุทัยธานี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกตอนบน ระมัดระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ในช่วงวันที่ 30 ส.ค. – 2 ก.ย. 68

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ “พายุดีเปรสชัน” ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – เตือน “พายุดีเปรสชัน” ฉบับที่ 2 จ่อทวีกำลังแรงขึ้น เช็กจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ