วัน: 7 กันยายน 2025

“อนุทิน” เผยพรุ่งนี้ ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

“อนุทิน” เผยพรุ่งนี้ ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้ร่วมยินดี

“นายกฯ หนู” เผย พรุ่งนี้จะทำเอกสาร “ครม.อนุทิน 1” ให้เรียบร้อย ไม่ได้เข้าพรรคภูมิใจไทย ด้าน “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดี

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสั้นๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (8 กันยายน 2568) จะทำเอกสารเรื่องคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เรียบร้อย และอาจจะไม่ได้เดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะเดินต่อไปยังร้านจานิสตาร์ ร้านกาแฟของ จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี และบอกว่า “ยังไม่ได้กินข้าว ขอไปกินข้าวก่อน”

ต่อมาเวลา 16.45 น. นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยา ได้ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้กับ นายอนุทิน ในการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ด้วย

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่นายอนุทินออกมาเปิดเผยว่าจะทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยในวันพรุ่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

นอกจากนี้ การที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจ และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักการเมือง แม้จะต่างพรรคต่างขั้ว แต่ก็สามารถร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติบ้านเมืองได้

การทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ การแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างมีวิจารณญาณ การที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงาน และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

อนุทินเร่ง ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

การที่นายอนุทิน เร่งดำเนินการเรื่องเอกสาร ครม. แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และความเข้าใจถึงความสำคัญของการมีคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานโดยเร็วที่สุด การที่อดีตนายกฯ เศรษฐาส่งดอกไม้มาแสดงความยินดีก็เป็นภาพที่สวยงามของการเมืองไทย

ความสำคัญของการทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

  • การเริ่มต้นการทำงานของรัฐบาลใหม่
  • การแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสม
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน

การทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยไม่ใช่แค่เรื่องของขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและการเตรียมพร้อมที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

การเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ การที่นายอนุทินและนายเศรษฐาส่งสัญญาณที่ดีออกมาเช่นนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าอนาคตของการเมืองไทยจะเป็นไปในทิศทางใด

ที่มา – นายกฯ เผย พรุ่งนี้ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้ร่วมยินดี

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

กองกำลังบูรพาเริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ หลัง “กัน จอมพลัง” มอบบล็อกคอนกรีตให้ เพื่อเสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน มาดูกันว่า กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน จะเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นที่ชายแดนได้อย่างไร

วันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพาได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบังเกอร์แนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา นายกัน จอมพลัง ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้กับทหาร เพื่อใช้ในการเสริมสร้างบังเกอร์แนวป้องกันชายแดน

บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจ โดยผู้ใหญ่บ้านหนองจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และชาวบ้านบางส่วน นำอุปกรณ์ทำงาน เช่น จอบ เสียม เข้ามาช่วยขุดเปิดหน้าดิน เตรียมพื้นที่สำหรับการวางบล็อกคอนกรีต ขณะเดียวกันยังมีการนำรถแบ็กโฮเข้ามาขุดดิน เคลียร์พื้นที่ และโค่นต้นไม้ใหญ่ในจุดประจำการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการก่อสร้าง

ทั้งนี้แผนการก่อสร้างประกอบด้วยบังเกอร์ 2 จุด ได้แก่ ที่บ้านหนองจาน 1 บังเกอร์ และบ้านหนองหญ้าแก้วอีก 1 บังเกอร์ โดยแต่ละบังเกอร์ใช้บล็อกคอนกรีต 4 บล็อก มีขนาดความกว้าง 2.10 เมตร ความสูง 2.10 เมตร เมื่อนำมาประกอบรวมกันจะมีความลึกประมาณ 4 เมตร ถือเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงและปลอดภัย สามารถรองรับการปฏิบัติงานของกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการก่อสร้างบังเกอร์อ้างอิงจากต้นแบบที่ นายกัน จอมพลัง เคยดำเนินการที่พื้นที่ตาเมือนธม ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นที่กำบังทางยุทธวิธีแล้ว หากพื้นที่มีไฟฟ้าเข้าถึง ยังสามารถติดตั้งพัดลมและอุปกรณ์สนับสนุนทางการทหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

นอกจากบังเกอร์แล้ว ยังมีการเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยกองกำลังบูรพาคาดว่า การก่อสร้างบังเกอร์ทั้งสองแห่งจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่กำลังพล รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้มากยิ่งขึ้น

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

ทำไมต้องสร้างบังเกอร์ใหม่ที่บ้านหนองจาน?

การตัดสินใจของ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน มีจุดประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันชายแดน ตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้กำลังพลมีที่มั่นที่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ การมีบังเกอร์ที่แข็งแรงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่

การก่อสร้างนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายกัน จอมพลัง ที่ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

บังเกอร์ที่สร้างขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น พัดลม และอุปกรณ์ทางการทหารอื่นๆ ทำให้เจ้าหน้าที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน

นอกจากนี้ การเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติมยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดน ทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การที่ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว ที่จะส่งผลดีต่อทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กองกำลังบูรพา เริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ เสริมความมั่นคงชายแดน พื้นที่บ้านหนองจาน

ดินโคลนผุด! ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน เร่งแก้ไข

เกิดเหตุดินโคลนผุดใต้พื้นถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินก่อนเข้าวงเวียนใหญ่ หลังฝนตกต่อเนื่อง สร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่สัญจรผ่านไปมา เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันการทรุดตัวของถนน

ดินโคลนผุดใต้พื้นถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขหวั่นทรุดตัว

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อดินโคลนใต้พื้นถนนผุดขึ้นมาบริเวณหัวถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินก่อนถึงวงเวียนใหญ่ ในพื้นที่แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ดินโคลนสีเหลืองจำนวนมากไหลทะลักขึ้นมาบนพื้นผิวถนน ส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้รถติดขัดอย่างหนัก

สถานการณ์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กโดยผู้ใช้ชื่อ Tod Haha พร้อมคำบรรยายที่บ่งบอกถึงความวิตกกังวลว่า ถนนตากสินอาจทรุดตัวลงได้ และเน้นย้ำถึงสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างรุนแรงบริเวณโค้งวงเวียนใหญ่

ความกังวลเพิ่มขึ้นเมื่อดินโคลนยังคงผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนหวั่นเกรงว่าพื้นถนนจะทรุดตัวลง และอาจเกิดอันตรายต่อรถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมา

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้น้ำขังใต้พื้นถนนและกลายเป็นดินโคลนที่ผุดขึ้นมา

การแก้ไขปัญหา ดินโคลนผุดใต้พื้นถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ทางเจ้าหน้าที่ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยนำยางมะตอยมาถมบริเวณที่ดินโคลนผุด และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการทรุดตัวของพื้นถนนอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าว

เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือเลือกใช้เส้นทางอื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

สถานการณ์ดินโคลนผุดใต้พื้นถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน และการเฝ้าระวังผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อความปลอดภัยของทุกคนที่ใช้เส้นทางสัญจร

ดินโคลนผุดใต้พื้นถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้ ส่งผลกระทบต่อการจราจรและสร้างความกังวลให้กับประชาชน ขอให้ทุกคนเดินทางด้วยความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ดินโคลนผุดใต้พื้นถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขหวั่นทรุดตัว

วิโรจน์เชื่อรัฐบาลอยู่ไม่นาน พรรคประชาชนตรวจสอบเต็มที่

“วิโรจน์” เชื่อ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ แนะจับตา 2 เรื่อง ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

วันที่ 7 กันยายน 2568 คณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.วรรณิดา นพสิทธิ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ. มีการจัดโครงการสัมมนาการส่งเสริมความรู้ด้านพลังงาน ในหัวข้อ “พลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ จ.ชลบุรี โดยมี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นแขกรับเชิญพิเศษ

ทั้งนี้ ในตอนหนึ่ง นายวิโรจน์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรคประชาชน เรื่องการทำข้อตกลง (MOA) ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ว่า รัฐบาลจะทำตามเงื่อนไขหรือไม่นั้น ต้องขอให้ติดตามดู 2 ประการสำคัญ คือ

  1. หน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นอย่างไร รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นไปตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้หรือไม่ หากไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึง 4 เดือน
  2. สิ่งสำคัญที่สุดหากตั้ง ครม.ได้แล้ว ส่อไปในทิศทางหรือก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก จะทำหน้าที่ในการอภิปราย และชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบโดยทันที

“ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ และสุดท้ายรัฐบาลจะถูกตัดสินว่าทำตามที่พูดหรือไม่ เมื่อเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง”

วิโรจน์เชื่อรัฐบาลไม่สามารถลากยาวได้ ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้นาน

พรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบเต็มที่

พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก จะมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล หากพบว่ารัฐบาลไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือการดำเนินงานของรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนจะดำเนินการอภิปรายและชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบโดยทันที

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังได้กล่าวถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการทำข้อตกลงร่วมกับพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นย้ำว่าพรรคจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ องค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี และทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล หากพบว่ารัฐบาลไม่เป็นไปตามข้อตกลง หรือมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ

ความเชื่อมั่นของนายวิโรจน์ที่ว่ารัฐบาลไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

การออกมาแสดงความเห็นของนายวิโรจน์ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า พรรคประชาชนจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะออกมาคัดค้านหากพบว่ารัฐบาลมีการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องหรือไม่โปร่งใส ทั้งนี้ นายวิโรจน์ยังได้เน้นย้ำว่า สุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลทำตามที่ได้พูดไว้หรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างธรรมาภิบาลในประเทศ และเป็นการประกันว่ารัฐบาลจะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

ในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถบริหารประเทศได้นานแค่ไหน และจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ต่อไป หรือจะเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสกว่าเดิม

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และใช้สิทธิในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ที่มา – “วิโรจน์” เชื่อรัฐบาลไม่สามารถลากยาวได้ ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

วิธีใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” หลังรัฐบาลเตรียมคืนชีพ

เปิดวิธีใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” เติมเงิน-แสกนจ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง หลังรัฐบาลเตรียมคืนชีพ กระตุ้นการใช้จ่าย

โครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจาก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว “รัฐบาลอนุทิน” ต้องการฟื้นคืนโครงการคนละครึ่ง แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่า เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้นในรัฐบาลอนุทิน ซึ่งต้องรอความชัดเจนของโครงการ “คนละครึ่ง 2568 ” อีกครั้ง

ที่ผ่านมาเรียกได้ว่า “คนละครึ่ง” เป็นอีกหนึ่งในโครงการของรัฐบาลที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างมากจากประชาชน ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2563 ในช่วงของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19)

โดยระหว่างรอความชัดเจนของโครงการ “คนละครึ่ง 2568 ” ในรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ขอพาทุกคนย้อนไปดูวิธีการใช้สิทธิ “คนละครึ่ง” ว่ามีความยากง่ายอย่างไร

วิธีใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง”

การใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง”

ผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไม่เกินวันละ 150 บาท ซึ่งโครงการคนละครึ่งจะดำเนินการจ่ายทั้งโครงการสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน

ตัวอย่าง : หากผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง จะซื้อสินค้าที่มีมูลค่า 200 บาท รัฐจะดำเนินการจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง คือ 100 บาท และผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งจะต้องจ่ายเองอีก 100 บาท แต่หากผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งจะซื้อสินค้าที่มีมูลค่า 500 บาท รัฐจะดำเนินการจ่ายสูงสุดที่ 150 บาทเท่านั้น โดยอีก 350 บาทผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งต้องดำเนินการจ่ายเอง ที่สำคัญคือการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง จะต้องใช้กับร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยสังเกตป้ายโครงการคนละครึ่งที่มักจะติดอยู่หน้าร้าน

สามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ผู้ใช้จะต้องเติมเงินเข้ากระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ (G-Wallet) โดยสามารถเติมได้ผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1. Mobile Banking 2. QR Code PromptPay 3. ตู้ ATM

เมื่อเติมเงินเข้า G-Wallet แล้ว ในขั้นตอนการชำระเงิน ผู้ได้รับสิทธิจะต้องเข้าแอปฯ เป๋าตัง เข้าเมนูคนละครึ่ง จากนั้นกดปุ่มสแกน QR Code เพื่อใช้สิทธิ จากนั้นยืนยันการชำระเงิน

เงื่อนไขสำคัญในการใช้สิทธิ “โครงการคนละครึ่ง”

เงื่อนไขการใช้สิทธิ “โครงการคนละครึ่ง”

  • รัฐร่วมจ่าย 50% : รัฐบาลจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ 50% และประชาชนต้องจ่ายเองอีก 50%
  • การใช้จ่ายครั้งแรก : ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะต้องใช้จ่ายครั้งแรกภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • ใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น โดยต้องชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และร้านค้าใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
  • ไม่หักสิทธิ หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน โดยระบบจะคืนสิทธิที่ไม่ได้ใช้เข้ายอดรวมของผู้ได้รับสิทธิ และจะคำนวณสิทธิใหม่ในเวลา 06.00 น. ของทุกวัน
  • สามารถใช้สิทธิ “คนละครึ่ง” ได้เวลา 06.00-23.00 น. ไม่สามารถใช้สิทธินอกเวลาดังกล่าวได้
  • กำหนดวงเงินใช้จ่ายสูงสุดต่อวัน โดยในเฟสล่าสุด (เฟส 5) ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่กล่าวข้างต้นเป็นรายละเอียดของโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งดำเนินการมาในช่วงระยะเวลาระหว่างปี 2563 – 2565 เท่านั้น หากในสมัยรัฐบาลอนุทิน มีความคืบหน้าเกี่ยวกับ “โครงการคนละครึ่ง” เพิ่มเติมอีก จะรายงานให้ทราบต่อไป.

โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่ดีที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้เป็นอย่างดี หากรัฐบาลตัดสินใจนำกลับมาใช้อีกครั้ง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแน่นอน อย่าลืมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวิธีใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” และเงื่อนไขต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการดีๆ แบบนี้นะคะ

ที่มา – วิธีใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” หลังรัฐบาลเตรียมคืนชีพ กระตุ้นการใช้จ่าย

อดีตอธิบดีปกครอง-ที่ดิน แสดงความยินดี “นายกฯ หนู”

“ไชยวัฒน์” อดีตอธิบดีกรมการปกครอง บอกใจนิ่งอยู่แล้ว หลังเคยถูกเด้งสมัย “ภูมิธรรม” ด้าน “พรพจน์” อดีตอธิบดีกรมที่ดิน เผยเป็นธรรมเนียมผู้น้อยกับผู้ใหญ่ วันนี้มาแสดงความยินดีนายกฯ ไม่ได้ฝากอะไร

วันที่ 7 กันยายน 2568 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และนายพรพจน์ เพ็ญพาส อดีตอธิบดีกรมที่ดิน เดินลงมาจากอาคารพรรคภูมิใจไทย ภายหลังนำดอกไม้มามอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อแสดงความยินดีในการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้างกลับมาครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยถูกเด้งออกจากตำแหน่งในสมัย นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายไชยวัฒน์ บอกเพียงสั้นๆ ว่า “ใจนิ่งอยู่แล้ว” ส่วนนายพรพจน์ บอกว่า “ไม่เป็นไร เป็นธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่”

ผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่านายกรัฐมนตรีได้บอกอย่างไรหรือไม่ โดยทั้ง 2 คนบอกว่า ท่านไม่ได้ว่าอย่างไร และไม่ได้ฝากอะไร วันนี้มาแค่แสดงความยินดี.

อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร

เรื่องราวของอดีตอธิบดีกรมการปกครองและอดีตอธิบดีกรมที่ดินที่เดินทางมาแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่นี้ ได้สร้างความสนใจให้กับหลายฝ่าย เพราะทั้งสองท่านต่างก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ดินและการปกครองท้องที่ การที่ท่านทั้งสองเดินทางมาแสดงความยินดีด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความปรารถนาดีที่มีต่อนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือคำกล่าวที่ว่า “ไม่ได้ฝากอะไร” ซึ่งอาจตีความได้หลายนัยยะ หนึ่งคือท่านทั้งสองมาแสดงความยินดีด้วยใจจริง โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะขอความช่วยเหลือหรือผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทน สองคือท่านทั้งสองอาจเข้าใจดีว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ และต้องการที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนก่อน จึงยังไม่ต้องการที่จะรับฟังข้อเสนอแนะหรือข้อเรียกร้องใดๆ ในขณะนี้

มุมมองต่อการแสดงความยินดีของอดีตอธิบดี

ในการเมืองไทย การแสดงความยินดีและการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในบางครั้งก็อาจมีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงอยู่ได้เช่นกัน ดังนั้น การตีความการกระทำของอดีตอธิบดีทั้งสองจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางการเมืองและสังคมในขณะนั้นด้วย

การที่อดีตอธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า “ใจนิ่งอยู่แล้ว” หลังจากที่เคยถูกย้ายออกจากตำแหน่ง อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความเข้าใจในระบบราชการเป็นอย่างดี ท่านอาจมองว่าการถูกย้ายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ และไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

ในขณะที่อดีตอธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่าเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่” อาจหมายถึงการแสดงความเคารพต่อผู้ที่อาวุโสกว่า และเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองท่านกล่าวว่า “ไม่ได้ฝากอะไร” อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าท่านต้องการที่จะให้โอกาสนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องการที่จะเข้ามาแทรกแซงหรือชี้นำใดๆ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นายกรัฐมนตรีสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ได้ ไม่ว่าอดีตอธิบดีทั้งสองจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ตาม

อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร แต่การมาครั้งนี้ก็สร้างกำลังใจให้กับนายกฯ อย่างแน่นอน และสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีในแวดวงข้าราชการ

ที่มา – อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร

ทอ. ยัน! **เครื่องบิน F-16** ร้าว ไม่กระทบการบิน

กองทัพอากาศ (ทอ.) ออกมาชี้แจงกรณีการตรวจพบรอยร้าวที่โครงสร้างอากาศยานของ เครื่องบิน F-16 ยืนยันว่าเป็นการตรวจพบระหว่างการบำรุงรักษาตามขั้นตอนปกติ และไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการบินแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานของกองทัพอากาศอีกด้วย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 พลอากาศโท ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ ได้แถลงถึงกรณีที่มีข่าวการเคลื่อนย้าย เครื่องบิน F-16 จากฝูงบิน 106 สนามบินอู่ตะเภา ไปยังกองบิน 4 อ.ตาคลี จว.นครสวรรค์ ด้วยเครื่องบิน C-130H

พลอากาศโท ประภาส กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ภายหลังจากการปฏิบัติการบินตรวจเป้าภาคอากาศ ได้มีการตรวจสอบตามวงรอบ และตรวจพบรอยร้าวที่บริเวณ Lower Bulkhead ของ Main Landing Gear Tension Strut Lug ของชุดฐานล้อด้านขวา รอยร้าวดังกล่าวถูกตรวจพบจากการบำรุงรักษาตามขั้นตอนปกติ โดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบไม่ทำลายเนื้อวัสดุ (Non Destructive Inspection: NDI) ตามมาตรฐานสากล และได้รับการยืนยันผลจากผู้แทนบริษัทผู้ผลิตอากาศยาน Lockheed Martin ประเทศสหรัฐอเมริกา

บริษัท Lockheed Martin ได้ออกรายงาน Field Service Report ระบุว่าไม่สามารถอนุมัติให้ทำการบิน One Time Flight ได้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

มาตรการจัดการรอยร้าวใน **เครื่องบิน F-16** ของกองทัพอากาศ

เพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น กองทัพอากาศได้ดำเนินการตามมาตรการดังต่อไปนี้:

  1. ประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณามาตรการเคลื่อนย้ายอากาศยานจากฝูงบิน 106 สนามบินอู่ตะเภา กลับมายังหน่วยซ่อมบำรุงหลัก กองบิน 4 จว.นครสวรรค์ โดยปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
  2. การเคลื่อนย้ายอากาศยานโดยเครื่องบิน C-130H ได้ดำเนินการถอดชิ้นส่วนโครงสร้างเครื่องบิน F-16 ให้มีขนาดเหมาะสมต่อการลำเลียง และจัดส่งเข้าสู่กระบวนการซ่อมบำรุงตามมาตรฐานอากาศยาน
  3. การซ่อมบำรุงจะใช้ขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศร่วมกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (Thai Aviation Industries Co., Ltd: TAI) ซึ่งเป็นหน่วยงานพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศ โดยปฏิบัติการซ่อมภายใต้มาตรฐานสากลและการควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด

กองทัพอากาศยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน และสะท้อนถึงความเข้มงวดโปร่งใส ในกระบวนการบำรุงรักษาทุกขั้นตอน

ความโปร่งใสในการตรวจสอบ **เครื่องบิน F-16**

กองทัพอากาศขอย้ำว่า การตรวจพบครั้งนี้เป็นผลจากการบำรุงรักษาตามมาตรฐาน และขีดความสามารถด้านวิศวกรรมซ่อมบำรุงของกำลังพลกองทัพอากาศเอง รวมถึงการร่วมมือกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนักบิน กำลังพล และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนต่อศักยภาพของกองทัพอากาศไทย

การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจพบรอยร้าวใน เครื่องบิน F-16 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการดำเนินงานอย่างโปร่งใส และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักบินและประชาชนเป็นอันดับแรก การบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากลและการร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ ทำให้มั่นใจได้ว่าเครื่องบินของกองทัพอากาศอยู่ในสภาพพร้อมรบอยู่เสมอ

ถึงเเม้จะพบรอยร้าวเเต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการปฎิบัติการทางการบิน เเละยังคงปฎิบัติตามขั้นตอนเเละมาตรการความปลอดภัยระดับสากล

ที่มา – ทอ. ตรวจพบรอยร้าวโครงสร้างอากาศยาน “เครื่องบิน F-16” ยันไม่กระทบความปลอดภัย

เดมเบเล่และดูเอ้เจ็บ! พักยาวตลอดเดือน

ข่าวร้ายสำหรับปารีส แซงต์-แชร์กแมง (PSG)! อุสมาน เดมเบเล่ และ เดซีเร่ ดูเอ้ สองนักเตะสำคัญได้รับบาดเจ็บและต้องพักยาวตลอดเดือน ทำให้ทีมต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง

เดมเบเล่และดูเอ้เจ็บ! พักยาวตลอดเดือน

เดมเบเล่ ได้รับบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายอย่างรุนแรง และคาดว่าจะต้องพักรักษาตัวประมาณ 6 สัปดาห์ ในขณะที่ ดูเอ้ ได้รับบาดเจ็บและต้องพักประมาณ 4 สัปดาห์ ข่าวนี้ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับทีมแชมป์ยุโรปอย่าง PSG อย่างแน่นอน

ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บระหว่างเกมที่ทีมชาติฝรั่งเศสเอาชนะยูเครนในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก เดมเบเล่ ลงมาเป็นตัวสำรองแทน ดูเอ้ ที่ได้รับบาดเจ็บในช่วงครึ่งแรก แต่ก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกไปในนาทีที่ 81 เนื่องจากอาการบาดเจ็บของเขาเอง

PSG มีโปรแกรมจะเริ่มต้นการป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในบ้านพบกับอตาลันต้าในวันที่ 17 กันยายน ก่อนที่จะเดินทางไปเยือนบาร์เซโลน่าในสเปนในวันที่ 1 ตุลาคม การขาดหายไปของ เดมเบเล่และดูเอ้เจ็บ! พักยาวตลอดเดือน จะส่งผลกระทบต่อทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทั้งสองมีบทบาทสำคัญในการพา PSG คว้าทริปเปิลแชมป์ (ลีกเอิง, เฟรนช์คัพ และ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) โดยเฉพาะ ดูเอ้ ที่ทำประตูได้และได้รับรางวัลแมนออฟเดอะแมตช์ในเกมที่พวกเขาเอาชนะอินเตอร์ มิลาน 5-0 ในรอบชิงชนะเลิศยุโรป

ต่อมาทั้งคู่ได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในทีมยอดเยี่ยมของยูฟ่า

เดมเบเล่ เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 21 กันยายน

PSG เริ่มต้นฤดูกาลในลีกด้วยการชนะ 3 นัดรวดและนำเป็นจ่าฝูงของตาราง โดยมีเกมต่อไปที่จะพบกับล็องส์หลังจากช่วงพักเบรคทีมชาติ

ผลกระทบต่อทีม

การขาดหายไปของ เดมเบเล่และดูเอ้เจ็บ! พักยาวตลอดเดือน จะส่งผลกระทบต่อทีมอย่างแน่นอน ทั้งคู่เป็นผู้เล่นที่มีความสามารถและมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์เกมรุกของทีม การที่ทีมต้องขาดผู้เล่นสำคัญไปพร้อมกันถึงสองคน ทำให้โค้ชต้องปรับแผนการเล่นและหาผู้เล่นคนอื่นๆ มาทดแทน

อย่างไรก็ตาม PSG ยังคงมีผู้เล่นที่มีคุณภาพอีกหลายคนในทีมที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้ เช่น คีเลียน เอ็มบัปเป้, เนย์มาร์ และ เมาโร อิคาร์ดี้ ผู้เล่นเหล่านี้สามารถสร้างความแตกต่างและช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จได้

นอกจากนี้ การบาดเจ็บของ เดมเบเล่และดูเอ้เจ็บ! พักยาวตลอดเดือน อาจเป็นโอกาสให้ผู้เล่นดาวรุ่งคนอื่นๆ ได้รับโอกาสในการลงสนามและพิสูจน์ตัวเอง

  • คีเลียน เอ็มบัปเป้: ยังคงเป็นกำลังหลักในแนวรุก
  • เนย์มาร์: ต้องแสดงศักยภาพออกมาให้มากกว่าเดิม
  • เมาโร อิคาร์ดี้: พร้อมเป็นตัวจบสกอร์

PSG จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเอาชนะความท้าทายนี้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขายังคงเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในยุโรป อย่างไรก็ตาม การที่ เดมเบเล่และดูเอ้เจ็บ! พักยาวตลอดเดือน ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ที่ทีมต้องเผชิญ

ที่มา – PSG’s Dembele and Doue out injured for rest of month

7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน พร้อมประวัติย่อ

โผครม.อนุทินที่ใกล้ลงตัว และถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงนี้ จากการดูรายชื่อบุคคลที่ติดโผครม.อนุทิน ที่หลายคนคอนเฟิร์มแล้วนั้น มีข้อมูลน่าสนใจที่สามารถสรุปได้ ณ วันที่ 7 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย เป็น 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน และสรุปประวัติโดยย่อ ดังนี้

1. รัฐมนตรีในโผครม.อนุทิน ที่อยู่ในวงการการเมืองนานที่สุด

ในโผครม.อนุทิน ผู้ที่เล่นการเมืองนานที่สุด คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ อายุ 73 ปี ที่มีโผ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยนายสันติอยู่ในสนามการเมืองตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันปี 2568 รวมแล้วถึง 31 ปี

ส่วคนที่อยู่ในสนามการเมืองนานเป็นอันดับ 2 คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อายุ 59 ปี นายกรัฐมนตรี ที่เริ่มต้นเส้นทางการเมือง เมื่อปี 2539 รวมอยู่ในเส้นทางการเมือง 29 ปี

2. รัฐมนตรีที่เคยได้ตำแหน่งรมต.บ่อยที่สุด

นายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่อยู่ในสนามการเมืองมานานที่สุดตั้งแต่ปี 2537 เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้วประมาณ 8 ครั้ง ในคณะรัฐมนตรีมาแล้วหลายรัฐบาล ดังนี้

สันติ พร้อมพัฒน์ ติดโผเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สันติ พร้อมพัฒน์ ติดโผเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • กระทรวงการคลัง 3 ครั้ง : ช่วงรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 10 กรกฎาคม 2562 – 1 กันยายน 2566 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 2 ครั้งคือ 21 กรกฎาคม 2563 – 4 สิงหาคม 2563 , 1 กันยายน 2563 – 30 กันยายน 2563
  • กระทรวงสาธารณสุข 1 ครั้ง : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน 1 กันยายน 2566 – 3 กันยายน 2567 หากในครม.อนุทินไม่พลิกโผ นายสันติ ก็จะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2 ครั้ง : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วงแรก 9 สิงหาคม 2554 – 30 มิถุนายน 2556 และ 30 มิถุนายน 2556 – 7 พฤษภาคม 2557
  • กระทรวงคมนาคม 1 ครั้ง : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ช่วง 6 กุมภาพันธ์ 2551 – 2 ธันวาคม 2551
  • สำนักนายกรัฐมนตรี 1 ครั้ง : รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 – 7 พฤษภาคม 2557

4. รัฐมนตรีที่อายุมากที่สุดในโผครม.อนุทิน

นายสันติ พร้อมพัฒน์ นอกจากเคยเป็นรัฐมนตรีมาบ่อยที่สุดในโผครม.อนุทินแล้ว ยังนับเป็นนักการเมืองที่อายุมากที่สุด ด้วยวัย 73 ปี โดยนายสันติ เกิดเมื่อ 1 มกราคม 2495 อาชีพเดิม เป็นนักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และลงเล่นการเมืองครั้งแรกเมื่อปี 2537 และเป็นสส.สมัยแรกปี 2538 ในสังกัดพรรคความหวังใหม่ ที่ก่อตั้งโดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

5. นักการเมืองอายุน้อยที่สุด ติดโผเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก

นายไชยชนก ชิดชอบ อายุ 36 ปี ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายไชยชนก เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัวนักการเมืองโดยแท้ ในตระกูล ชิดชอบ คือเป็นหลานของปู่ชัย และลูกชายคนโตของพ่อเนวิน – กรุณา ชิดชอบ

ไชยชนก ชิดชอบ ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ไชยชนก ชิดชอบ ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • มีประสบการณ์ทำงานเป็น รองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด และ ผู้ก่อตั้งทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ตส์
  • นายไชยชนก ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. บุรีรัมย์ เขต 2 สังกัดพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
  • นายไชยชนกแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 ว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 161,625,029 บาท และหนี้สิน 19,934 บาท

6. รัฐมนตรีที่ร่ำรวยสุด จากการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.

โผครม.อนุทินที่มีทรัพย์สินความมั่งคั่งที่สุด ก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ล่าสุดเมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 นายอนุทิน แจ้งว่ามีทรัพย์สิน 4,372.17 ล้านบาท โดยรวมทรัพย์สินหลายรายการ เช่นเงินสดกว่า 1 พันล้านบาท ที่ดินกว่า 34 ล้านบาท ส่วนหนี้สินมีประมาณ 14.59 ล้านบาท ส่วน น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา มี 39.48 ล้านบาท หนี้สิน 518,143 บาท

7. ที่สุดของรัฐมนตรี 3 คนนอกกับการเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก

โผครม.อนุทิน ได้ดึงคนนอกที่เป็นข้าราชการยังไม่เกษียณ และนักธุรกิจมืออาชีพบริหารองค์กรเอกชนมาร่วมวงครม. โดยทั้ง 3 คนนี้ ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน แม้จะเคยมีโผในครม.มาแล้วบ้าง เพื่อเข้ามาบริหารกระทรวงเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  1. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อายุ 54 ปี เป็นข้าราชการที่โดดเด่นของกระทรวงการคลังถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนได้รับการทาบทามร่วมครม.อนุทิน ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ และก่อนหน้านี้เป็นอธิบดีกรมสรรพากร และอธิบดีกรมสรรพสามิต
  2. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อายุ 60 ปี เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรพลังงานระดับประเทศอย่างปตท. มานานกว่า 3 ทศวรรษ โดยดำรงตำแหน่งซีอีโอ ปตท. ในช่วงปี 2563-2567
  3. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อายุ 67 ปี เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในครม.อนุทินนี้ โดยนายสีหศักดิ์ เป็นลูกหม้อทำงานกระทรวงการต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2522 ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อปี 2554 และในปี 2566-2567 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ

สรุป 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน

การมีรัฐมนตรีหลากหลายประสบการณ์และวัย จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศอย่างแน่นอน การผสมผสานคนรุ่นใหม่ คนที่มีประสบการณ์ และคนนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐมนตรีทุกคนทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน และสรุปประวัติโดยย่อ