วัน: 8 กันยายน 2025

วงการแพทย์อาลัย “ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ”

วงการแพทย์ร่วมอาลัย ศาสตราจารย์นายแพทย์ สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 ปูชนียบุคคลของวงการแพทย์ ผู้ริเริ่มรณรงค์ “งดสูบบุหรี่” ในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 มีรายงานว่า มูลนิธิแพทย์ชนบท Rural Doctor Foundation ได้โพสต์ข้อความแสดงความอาลัย ศาสตราจารย์นายแพทย์ สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 โดยระบุว่า สุดอาลัยกับการจากไปของท่านอาจารย์สงคราม ทรัพย์เจริญ ปูชนียบุคคลของวงการแพทย์ และโดยเฉพาะแพทย์โรคทางเดินหายใจ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวท่านอาจารย์มา ณ ที่นี้อย่างสุดซึ้ง

ท่านอาจารย์สงคราม เป็นผู้ที่ริเริ่มการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในประเทศไทย ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดคนแรกๆ ของประเทศไทย เมื่อท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ท่านเป็นผู้ที่เสนอแนะให้โรงงานยาสูบไทยพิมพ์คำเตือนบนซองบุหรี่ ตั้งแต่ พ.ศ.2510 แต่ทางโรงงานยาสูบไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อเสนอ แต่ท่านอาจารย์สงครามก็ไม่ละความพยายาม

ในปี พ.ศ. 2516 ท่านอาจารย์สงครามเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมบุหรี่และสุขภาพนานาชาติครั้งที่ 3 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

กลับจากการประชุม ท่านได้วิ่งเต้นผ่านรัฐบาล ซึ่งได้สั่งการให้โรงงานยาสูบพิมพ์คำเตือนบนซองว่า “การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” แต่โรงงานยาสูบยอมพิมพ์เพียง “การสูบบุหรี่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ” ในปี พ.ศ.2517 ท่านอาจารย์ยังได้เสนอรัฐบาลหลายข้อคือ

  1. ให้โรงงานยาสูบงดการโฆษณาบุหรี่
  2. ขอให้ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เช่น โรงภาพยนตร์ รถโดยสาร ห้องประชุม ฯลฯ
  3. ขอให้หาทางป้องกัน อย่าให้เยาวชนเริ่มสูบบุหรี่
  4. ขอให้สื่อมวลชน และทางราชการให้สุขศึกษาเรื่องอันตรายของการสูบบุหรี่

ข้อเสนอแนะของท่านอาจารย์สงครามเรื่องการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ส่งผลให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ เริ่มการสำรวจสถิติการสูบบุหรี่ของคนไทยในปี พ.ศ. 2519 และกรุงเทพมหานครได้ออกเทศบัญญัติ ห้ามสูบบุหรี่ในโรงภาพยนตร์และรถประจำทาง พ.ศ.2519

แต่งานที่ท่านอาจารย์สงครามทำตลอดชีวิตของท่านก็ว่าได้ คือ การควบคุมวัณโรค ท่านเป็นนายกสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยติดต่อกันหลายทศวรรษ ผมโชคดีที่มีโอกาสได้รับคำชี้แนะในการทำงานจากท่านอาจารย์สงคราม ทั้งเรื่องวัณโรคและยาสูบ

คุณูปการที่ท่านอาจารย์สงครามทำไว้ให้การแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะการควบคุมวัณโรคและการควบคุมยาสูบ จะจารึกอยู่ในวงการแพทย์และแพทย์ระบบทางเดินหายใจตลอดไป

ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก จงดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของท่านอาจารย์สงคราม ทรัพย์เจริญ สู่สุขคติในสัมปรายภพ

ด้วยคารวะ-อาลัยยิ่ง

ศ.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ 7 กันยายน พ.ศ.2568

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

เช่นเดียวกับ กองวัณโรค ได้ระบุว่า กองวัณโรค กรมควบคุมโรค ขอแสดงความอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ ศาสตราจารย์เกียรติยศ นายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ

บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นเสาหลักแห่งงานสาธารณสุขและการควบคุมวัณโรคของประเทศไทย

ตลอดชีวิตการทำงานกว่า 7 ทศวรรษ ท่านได้อุทิศตนอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อป้องกันและควบคุมโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของชาติ โดยเฉพาะ การควบคุมวัณโรค ซึ่งท่านได้สร้างรากฐานระบบการรักษา การป้องกัน และการดูแลผู้ป่วยวัณโรคให้เข้มแข็งและยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนานโยบายระดับประเทศ และร่วมผลักดันยุทธศาสตร์ในระดับนานาชาติ

คุณงามความดีและผลงานของท่าน ได้สร้างคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงต่อประชาชนไทยและมวลมนุษยชาติ ท่านเป็นทั้ง ครูแพทย์ ผู้บุกเบิกงานวิชาการด้านวัณโรค และผู้นำทางปัญญา ที่เปี่ยมด้วยความเมตตา สมถะ และเสียสละ ความมุ่งมั่นของท่านได้ช่วยชีวิตผู้คนมากมาย และจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสืบไป

วันนี้ แม้ร่างของท่านจะจากไป แต่คุณงามความดี จริยธรรม และผลงานที่ท่านได้สร้างไว้ จะสถิตอยู่ในใจของพวกเรา ทุกคนตลอดไป ขอวิญญาณของ ศาสตราจารย์สงคราม ทรัพย์เจริญ จงไปสู่สุคติในสัมปรายภพ

ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดและอาลัยยิ่ง

บุคลากรกองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.

วงการแพทย์และสังคมไทย ได้สูญเสียบุคคลสำคัญ ศาสตราจารย์นายแพทย์ สงคราม ทรัพย์เจริญ ผู้มีคุณูปการต่อวงการสาธารณสุขของไทยอย่างใหญ่หลวง การจากไปของท่าน สร้างความโศกเศร้าให้กับผู้คนจำนวนมาก

วงการแพทย์อาลัย “ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ”

ท่านเป็นแบบอย่างของแพทย์ผู้เสียสละ อุทิศตนเพื่อส่วนรวม และเป็นผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับแพทย์รุ่นหลังมากมาย ผลงานของท่านจะคงอยู่ตลอดไป และเป็นที่จดจำในวงการแพทย์ไทยตราบนานเท่านาน

อาลัย “ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ” ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการเเพทย์ไทย

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ สงคราม ทรัพย์เจริญ วงการแพทย์อาลัย บุคคลสำคัญท่านนี้ และขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

“ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ” เป็นบุคคลที่พวกเราจะจดจำตลอดไป

ที่มา – วงการแพทย์อาลัย “ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ” แพทย์ประจำพระองค์ ร.9

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด

ความชัดเจนเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมมาแล้ว! “ธรรมนัส” นั่งรองนายกฯ ควบเกษตรฯ, “นฤมล” ดูแลศึกษาฯ, “อรรถกร” คุมท่องเที่ยวฯ, และ “อัครา” ดูแลพัฒนาสังคมฯ ส่วน “ไผ่-สัมพันธ์” อดเพราะคุณสมบัติไม่ผ่าน ทำให้ “นเรศ-อามินทร์” ได้นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน ขณะที่ “องอาจ” เตรียมเป็น รมช.ศึกษา

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว 100% แล้ว โดยพรรคได้รับจัดสรร 4 รัฐมนตรีว่าการ และ 3 รัฐมนตรีช่วย ซึ่งประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอัครา พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย เดิมทีมีชื่อของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค ที่ถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ เช่นเดียวกับนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส แต่เนื่องจากติดเงื่อนไขด้านคุณสมบัติ ทำให้พรรคเสนอชื่อนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เข้ามาแทนนายไผ่ ขณะที่นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส ซึ่งเป็นน้องชายนายสัมพันธ์ จะมาดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ แทนพี่ชาย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโควต้ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พรรคกล้าธรรมได้วางตัวนายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด

จากความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลภายในพรรคกล้าธรรม เพื่อให้การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมการเปลี่ยนแปลงในพรรคกล้าธรรมจึงน่าสนใจ?

  • การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้นั่งควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่พรรคมีต่อความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเกษตรของท่าน
  • การที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ในการปฏิรูปการศึกษาไทย
  • การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง

อนาคตของพรรคกล้าธรรมกับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเข้ามาบริหารประเทศ การตัดสินใจและความรับผิดชอบของรัฐมนตรีแต่ละท่าน จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการนำเสนอนโยบายและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด อาจจะทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามและให้กำลังใจรัฐมนตรีทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

การที่พรรคกล้าธรรมสามารถเคลียร์ปัญหาเรื่อง กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความมุ่งมั่นของพรรคในการเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาฯ อย่างไรบ้าง ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

อนาคตของการเมืองไทย ยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามอีกมากมาย การเปลี่ยนแปลงในพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงพลวัตทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไป หวังว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – กล้าธรรม ปิดจ๊อบเก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ต้องดึง “นเรศ-อามินทร์” นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน

โผ ครม.อนุทิน: ภูมิใจไทยชี้ เป็นไปตามข่าว

โผ ครม. อนุทิน ยังไม่นิ่ง แกนนำพรรคภูมิใจไทยบอก เป็นไปตามข่าว ขณะที่คนการเมืองยังแห่ส่งดอกไม้ แสดงความยินดีนายกฯ คนที่ 32

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย ตลอดช่วงบ่ายวันนี้ ยังมีการนำแจกันดอกไม้และช่อดอกไม้ส่งมาเพื่อแสดงความยินดี กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาทิ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ที่ส่งแจกันดอกไม้พร้อมการ์ดระบุข้อความขอแสดงความยินดี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 รวมถึงนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดี

ขณะที่นายอนุทิน ยังเก็บตัวเงียบ ไม่ได้เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย โดยมีรายงานว่า จะกำลังจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้ลงตัว เพราะยังมีบางตำแหน่งที่จะต้องขยับ

ทั้งนี้เวลา 16:15 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี 2 แกนนำของพรรคภูมิใจไทยได้เดินทางออกจากพรรค ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ขณะนี้รายชื่อคณะรัฐมนตรียังไม่นิ่งใช่หรือไม่ ซึ่งนายทรงศักดิ์ ระบุเพียงว่า ก็เป็นไปตามข่าว ส่วนนายพิพัฒน์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ ก่อนจะขึ้นรถกลับออกไป

โผ ครม. อนุทิน: ความเคลื่อนไหวล่าสุด

สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีกระแสข่าวและการคาดการณ์ต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความชัดเจนสุดท้ายยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ

พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลที่สำคัญ กำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมาก

แกนนำภูมิใจไทยกล่าวถึง โผ ครม. อนุทิน อย่างไร?

ล่าสุด แกนนำของพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดทำโผ ครม. อนุทิน โดยระบุว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏในข่าวเป็นไปตามนั้น ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในโผ ครม. อนุทิน

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังคงเก็บตัวเงียบและไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดความสงสัยและความไม่แน่นอนในแวดวงการเมืองมากยิ่งขึ้น

การที่นายอนุทินยังคงเก็บตัวเงียบ อาจเป็นเพราะกำลังพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรืออาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ความชัดเจนในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี และการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางและนโยบายของรัฐบาลในอนาคตอันใกล้นี้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของเราได้

ถึงแม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลและโผ ครม. อนุทิน จะเป็นเรื่องของการเมือง แต่ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศ

ที่มา – แกนนำภูมิใจไทย ชี้ โผ ครม. อนุทิน เป็นไปตามข่าว นายกฯ ยังเก็บตัวเงียบเร่งจัดสรรให้ลงตัว

“คนละครึ่ง” รอบใหม่! คาดเริ่มตุลาคมนี้

โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ กำลังจะกลับมา! คาดการณ์กันว่าเงื่อนไขอาจจะไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเริ่มใช้โครงการได้เร็วสุดภายในเดือนตุลาคมนี้

จากแนวคิดของรัฐบาลที่จะนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน กระทรวงการคลังก็แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดำเนินโครงการ หากได้รับการอนุมัติและมีนโยบายที่ชัดเจน เพราะทั้งระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นเอื้ออำนวยต่อการผลักดันโครงการนี้

หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติ โครงการจะใช้เวลาเตรียมการไม่นานนัก คาดว่าประมาณ 30-45 วันก็สามารถเริ่มต้นโครงการได้เลยในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายปีที่เศรษฐกิจต้องการแรงกระตุ้นเพิ่มเติม การกลับมาของโครงการ “คนละครึ่ง” จึงเป็นที่จับตามองอย่างมาก

กระทรวงการคลังมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบคนละครึ่งมีประสิทธิภาพสูง เพราะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะครอบคลุมทั้งประชาชนผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านค้าที่สามารถเพิ่มยอดขายและสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก

ในส่วนของงบประมาณ รัฐบาลได้จัดสรรงบกลางสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 ไว้แล้วจำนวน 25,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่สามารถนำงบประมาณนี้มาใช้ดำเนินโครงการคนละครึ่งหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม

ด้านความพร้อมของระบบเทคโนโลยีก็ไม่มีปัญหา เพราะกระทรวงการคลังเคยดำเนินโครงการคนละครึ่งมาแล้วถึง 5 รอบผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและแอปถุงเงิน ทำให้มีประสบการณ์และความชำนาญในการจัดการระบบเป็นอย่างดี ดังนั้น หากจะเดินหน้าโครงการต่อ ก็สามารถใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังที่มีอยู่ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียน และดำเนินการรับจ่ายเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องพัฒนาระบบใหม่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามและปรับปรุงคือเรื่องของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ก่อนหน้านี้มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่รวมกันเกินกว่า 1 ล้านร้านค้า ครอบคลุมทั้งในเขตเมืองและชนบท

ในช่วงที่หยุดโครงการไประยะหนึ่ง อาจมีร้านค้าบางส่วนถอนตัวออกจากระบบหรือปิดกิจการไป ดังนั้นจึงต้องทบทวนและตรวจสอบตัวเลขร้านค้าที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่อีกครั้ง แต่ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน สามารถดำเนินการแบบคู่ขนานได้ คือเปิดให้ร้านค้าที่ยังอยู่ในระบบและพร้อมดำเนินการรับเงินเริ่มทำงานไปก่อน และในขณะเดียวกันก็เปิดรับสมัครร้านค้าใหม่ หรือร้านค้าที่ต้องการกลับเข้าร่วมโครงการไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้งาน เพื่อให้โครงการสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกด้วย

คนละครึ่ง รอบใหม่ คาดเริ่มตุลาคมนี้

ถึงแม้ว่ารายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่จะยังไม่ชัดเจน แต่การกลับมาของโครงการนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังต้องการแรงกระตุ้น

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ คนละครึ่ง รอบใหม่

สำหรับประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” ในรอบก่อนหน้า ก็ควรเตรียมพร้อมอัปเดตแอปพลิเคชันเป๋าตังให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ และสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรก ก็สามารถศึกษาข้อมูลและเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถลงทะเบียนได้อย่างรวดเร็วเมื่อโครงการเปิดให้ลงทะเบียน

การกลับมาของโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ โดยโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “คนละครึ่ง” รอบใหม่ เงื่อนไขอาจไม่แตกต่าง คาดเริ่มใช้ได้เร็วสุด ต.ค.นี้

ชม: อาร์โบรทและเรธโรเวอร์ส์คว้าชัยชนะนอกบ้าน

ชม: อาร์โบรทและเรธโรเวอร์ส์คว้าชัยชนะนอกบ้าน

This content is not available in your location.

There was an error

อาร์โบรททำลายการเปิดตัว Dingwall ของ Tony Docherty ในขณะที่ Raith Rovers ได้คะแนนสูงสุดจาก Cappielow

ผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาพูดถึงผลการแข่งขันที่น่าสนใจใน Scottish Championship โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมตช์ที่ อาร์โบรทและเรธโรเวอร์ส์คว้าชัยชนะนอกบ้าน ได้อย่างสวยงาม ถึงแม้ว่าเนื้อหาต้นฉบับอาจจะจำกัดการเข้าถึงสำหรับผู้ใช้ในบางพื้นที่ แต่เราจะมาวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามและผลกระทบต่อตารางคะแนนกันครับ

ชม: อาร์โบรทและเรธโรเวอร์ส์คว้าชัยชนะนอกบ้าน

อาร์โบรทสามารถบุกไปเอาชนะในบ้านของ Dingwall ได้ ซึ่งเป็นการเปิดตัวที่ไม่สวยงามเท่าไหร่สำหรับ Tony Docherty ในขณะเดียวกัน เรธโรเวอร์ส์ก็ไม่น้อยหน้า บุกไปเก็บสามแต้มเต็มจาก Cappielow ได้สำเร็จ ทั้งสองทีมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการเล่นเกมเยือนได้อย่างยอดเยี่ยม

อาร์โบรทและเรธโรเวอร์ส์คว้าชัยชนะนอกบ้าน: ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ทั้งสองทีมประสบความสำเร็จในการแข่งขันนอกบ้านครั้งนี้? แน่นอนว่ามีหลายองค์ประกอบที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของแท็กติกที่วางมาอย่างดี การเล่นเป็นทีมที่แข็งแกร่ง และที่ขาดไม่ได้คือความมุ่งมั่นของนักเตะทุกคนในสนาม การที่สามารถรักษาความนิ่งและเล่นตามแผนที่วางไว้ได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งได้อย่างเด็ดขาด

อาร์โบรทและเรธโรเวอร์ส์คว้าชัยชนะนอกบ้าน ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเจอกับทีมเจ้าบ้านที่ต้องการคะแนนเพื่อปรับปรุงอันดับในตาราง แต่ด้วยสปิริตและความสามารถที่พวกเขามี ทำให้พวกเขาสามารถทำได้สำเร็จ การคว้าชัยชนะนอกบ้านได้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทีมและแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้

แน่นอนว่าการแข่งขันฟุตบอลยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องติดตามกันต่อไป แต่ชัยชนะของ อาร์โบรทและเรธโรเวอร์ส์คว้าชัยชนะนอกบ้าน ในครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามและการทำงานเป็นทีมนั้นสำคัญเพียงใด หากพวกเขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีแบบนี้ต่อไปได้ การลุ้นพื้นที่ในการเลื่อนชั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

โดยรวมแล้ว ผลการแข่งขันของทั้งสองทีมนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแฟนบอลและสโมสร การที่สามารถคว้าชัยชนะนอกบ้านได้นั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของทีม ซึ่งจะต้องติดตามกันต่อไปว่าพวกเขาจะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

ที่มา – Watch: Away wins for Arbroath & Raith Rovers

ศาลฎีกาฯ อ่านคำสั่ง คดีบังคับโทษ “ทักษิณ” ชั้น 14

เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อม วางแผนกำหนดแนวพื้นที่รักษาความเรียบร้อย รองรับศาลฎีกาอ่านคำสั่ง คดีบังคับโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ชั้น 14 พรุ่งนี้ (9 ก.ย. 68)

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีเจ้าหน้าที่ของศาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ได้มาร่วมกันวางแผนและกำหนดแนวพื้นที่เพื่อรักษาความเรียบร้อย รองรับการอ่านคำสั่งของศาลฎีกาฯ ในวันที่ 9 ก.ย.นี้ โดยศาลฎีกาฯ ได้ออกหมายเรียกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เดินทางมาฟังคำสั่งที่ศาลฎีกาฯ ใน คดีบังคับโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ชั้น 14

โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม และกองกำลัง คฝ. ได้กำหนดพื้นที่เพื่อรักษาความเรียบร้อย โดยจะอนุญาตให้สื่อมวลชนที่ลงทะเบียนกับศาลฎีกาฯ เท่านั้นที่สามารถเข้าฟังและสามารถนำรถทีมข่าวมาจอดบริเวณด้านหลังอาคารศาลฎีกาฝั่งริมคลองหลอดได้

ส่วนสื่อมวลชนที่ไม่ได้ขออนุญาต รวมทั้งบรรดากลุ่มมวลชนที่จะมาให้กำลังใจนายทักษิณ ให้รวมตัวกันที่บริเวณลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา โดยจะมีแผงเหล็กกั้นไว้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการจัดระเบียบและควบคุมพื้นที่บริเวณโดยรอบศาลฎีกาฯ สำหรับรถของคู่ความในคดีนี้อนุญาตให้เข้าทางประตูด้านหลังอาคารศาลฎีกา ฝั่งคลองหลอด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย.

ศาลฎีกาฯ อ่านคำสั่ง คดีบังคับโทษ “ทักษิณ” ชั้น 14

การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ คดีบังคับโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ชั้น 14 และความตั้งใจที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม การจัดการพื้นที่และการอำนวยความสะดวกให้กับสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจติดตามข่าวสาร ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคดีดังกล่าว

ผลกระทบและความคาดหวังต่อคดีบังคับโทษ “ทักษิณ” ชั้น 14

คดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มักได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง การอ่านคำสั่งในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งตัวนายทักษิณเอง และต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าจับตามองว่าผลของคำสั่งดังกล่าว จะส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

การที่ศาลฎีกาฯ ให้ความสำคัญกับการรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัย แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมตัวของมวลชน และความตั้งใจที่จะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ การจัดสรรพื้นที่ให้สื่อมวลชนสามารถรายงานข่าวได้อย่างสะดวกและเป็นระเบียบ ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี

โดยสรุปแล้ว การเตรียมความพร้อมในการอ่านคำสั่ง คดีบังคับโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ชั้น 14 ที่ศาลฎีกาฯ ในวันที่ 9 ก.ย. 68 เป็นการดำเนินการที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความมุ่งมั่นที่จะรักษากระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างราบรื่นและโปร่งใส

การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงของคดี จะช่วยให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตย

ที่มา – ศาลฎีกาฯ เตรียมความพร้อมอ่านคำสั่ง คดีบังคับโทษ “ทักษิณ” ชั้น 14

“สรวงศ์” ลั่น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ!

“สรวงศ์” ชี้ หากอยากนั่งรัฐมนตรี “ศักดิ์ดา” ต้องลาออกจาก สส. มอง คนไม่มีใจ ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งไว้ ลั่น พรรคเพื่อไทยพร้อม หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวที่พรรคเพื่อไทย ถึงกรณี นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ ออกจากพรรค ว่า พรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการจริยธรรม ที่จะต้องมีการชงเรื่องให้คณะกรรมการบริหาร ส่วนตัวมองว่าท่านใดที่ไม่มีใจอยู่กับพรรคแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรั้งไว้ แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรค

ส่วนกรณีของ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะต้องขอมติคณะกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า ใช่ ถ้าตัวท่านจะนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เพราะเป็น สส.เขต ในส่วนนี้ต้องพิจารณากันต่อไป ส่วนภาพรวมโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมานั้น ทุกคนมีประสบการณ์ ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ และเป็นกำลังใจให้

ในประเด็นที่ นายอนุทิน ประกาศว่าอาจจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง ซึ่งจะทำให้ไม่ใช่คนกลางในการมาดู ทำให้มีข้อกังวลเรื่องการถูกแทรกแซง โดยเฉพาะเรื่องคดีเขากระโดง และคดีฮั้วเลือก สว. หรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า ประชาชนจับตาอยู่ เคยให้ข้อคิดตั้งแต่อยู่ในสภาฯ แล้ว เมื่อมาถึงจุดนี้ ถ้าหากนายอนุทิน จะดำรงตำแหน่งด้วยตัวเอง น่าจะต้องระมัดระวังในการกระทำต่างๆ และประชาชนก็ให้ความสนใจอยู่ ซึ่งต้องจับตาดู

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีหลังมีการโปรดเกล้าฯ หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เดี๋ยวต้องรอดู การจะร้องหรือยื่นอะไรไม่ทำพร่ำเพื่อ ยืนยันจะทำให้ดีที่สุดแต่ก็ต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้สรุป เมื่อถามอีกว่าจะเตรียมการเลือกตั้งเลยหรือไม่ นายสรวงศ์ เผยว่า จริงๆ ก็พร้อมอยู่เสมอ นักการเมืองเป็น สส. ก็ต้องพร้อมลงพื้นที่อยู่แล้ว ต้องรอดูว่าหัวหน้าพรรคจะว่าอย่างไร แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

ขณะที่คำถามถึงแนวทางในการร่วมงานกับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน สามารถทำงานด้วยได้หรือไม่ นายสรวงศ์ บอกว่า จริงๆ แล้วต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดทำด้วยความรอบคอบก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ตนมั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ในการตรวจสอบรัฐบาล พรรคอื่นจะว่าอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยทำเต็มที่.

“สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนแรงล่าสุด “สรวงศ์” ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ยังคงพร้อมที่จะสู้ต่อไป รวมถึงกรณีของนายศักดิ์ดาที่ต้องลาออกจาก สส. หากต้องการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดในแต่ละประเด็นกัน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ: สัญญาณแห่งความมุ่งมั่น

นายสรวงศ์ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่จะสู้ต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การที่หัวหน้าพรรคแสดงความมุ่งมั่นเช่นนี้ ย่อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคเป็นอย่างมาก

การประกาศว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ มีความหมายมากกว่าแค่คำพูด แต่เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะนำพาพรรคก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ และเดินหน้าต่อไปเพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเมืองในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน

“ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีข่าวว่าจะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี นายสรวงศ์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า หากนายศักดิ์ดาต้องการนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เนื่องจากเป็น สส.เขต ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายของพรรคเพื่อไทย การที่นายสรวงศ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะยึดมั่นในหลักการและไม่ยอมให้มีการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้กล่าวถึงภาพรวมของโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมา โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกพรรคเพื่อไทย

  • การตัดสินใจของนายศักดิ์ดาจะเป็นอย่างไร?
  • พรรคเพื่อไทยจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอย่างไร?
  • ประชาชนคาดหวังอะไรจากรัฐบาลใหม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและรอคอยคำตอบ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

โดยรวมแล้ว การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสรวงศ์ในครั้งนี้เป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองและแนวทางการดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยได้มากยิ่งขึ้น การที่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศเรา

ที่มา – “สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

สเปอร์สไม่ขาย! เจ้าของปัดข้อเสนอซื้อทีม

บอร์ดบริหารของสโมสรท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ประกาศว่าเจ้าของทีมได้ “ปฏิเสธอย่างชัดเจน” ต่อข้อเสนอแสดงความสนใจซื้อทีมสองครั้ง และยืนยันว่าสโมสร “ไม่ได้มีไว้ขาย”

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นเมื่อช่วงปลายวันอาทิตย์ หลังจากที่ Daniel Levy ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารอย่างกะทันหันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจุดประกายการคาดการณ์ว่าอาจมีการยื่นข้อเสนอซื้อกิจการในเร็วๆ นี้

คุณ Levy เป็นประธานสโมสรที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในพรีเมียร์ลีก และคาดว่าจะได้รับเงินมากกว่า 50 ล้านปอนด์ (67.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงเกือบหนึ่งในสี่ศตวรรษที่เขาดำรงตำแหน่ง

แต่เขาก็ตกเป็นเป้าของการประท้วงอย่างสม่ำเสมอจากแฟนบอลสเปอร์ส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูกาลที่แล้ว

สเปอร์สไม่ขาย! ยืนยันเจ้าของทีมปัดข้อเสนอซื้อ

แถลงการณ์ระบุว่า ENIC Sports & Developments Holdings Ltd ได้ปฏิเสธข้อเสนอแสดงความสนใจเบื้องต้นสองรายการที่แยกจากกันในการซื้อสโมสร

ข้อเสนอหนึ่งมาจาก PCP International Finance Limited ของ Amanda Staveley อดีตผู้ถือหุ้นของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และอีกข้อเสนอหนึ่งมาจากกลุ่มบริษัทที่นำโดย Dr Roger Kennedy และ Wing-Fai Ng ผ่าน Firehawk Holdings Limited

“คณะกรรมการของสโมสรและ ENIC ยืนยันว่า สเปอร์สไม่ขาย! และ ENIC ไม่มีเจตนาที่จะยอมรับข้อเสนอใดๆ ในการเข้าซื้อผลประโยชน์ในสโมสร” แถลงการณ์ระบุ

ENIC ถือหุ้นเกือบ 87% ในท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์

Joe Lewis นักธุรกิจชาวอังกฤษและครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของ ENIC ส่วนใหญ่ ในขณะที่ประมาณ 30% ถือโดยคุณ Levy และครอบครัวของเขา

ในแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สเปอร์สกล่าวว่าการลาออกของคุณ Levy เป็น “ส่วนหนึ่งของความทะเยอทะยานของสโมสรเพื่อให้แน่ใจว่าสโมสรได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จด้านกีฬาในระยะยาว”

ในเวลาเดียวกัน คุณ Levy กล่าวว่า “ผมภูมิใจอย่างยิ่งกับงานที่ผมได้ทำร่วมกับทีมผู้บริหารและพนักงานทุกคน เราได้สร้างสโมสรแห่งนี้ให้เป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่แข่งขันในระดับสูงสุด”

“ผมขอขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่สนับสนุนผมตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่ก็มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ผมจะยังคงสนับสนุนสโมสรแห่งนี้อย่างกระตือรือร้นต่อไป” เขากล่าวเสริม

อนาคตของสเปอร์สจะเป็นอย่างไรหลังจาก สเปอร์สไม่ขาย!

การประกาศว่า สเปอร์สไม่ขาย! ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากข่าวการลาออกของ Daniel Levy การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ENIC ในการรักษาสถานะความเป็นเจ้าของสโมสรต่อไป และอาจส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์การลงทุนและการบริหารจัดการในระยะยาว

ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ ENIC ยืนยันว่า สเปอร์สไม่ขาย! จะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับแฟนบอลอย่างไร? การประท้วงและการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเปลี่ยนแปลงและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสโมสร การที่เจ้าของทีมตัดสินใจที่จะไม่ขายสโมสรอาจเป็นโอกาสในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีกับแฟนบอลอีกครั้ง โดยการสื่อสารอย่างเปิดเผยและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาสโมสรในทุกด้าน

นอกจากนี้ การที่ สเปอร์สไม่ขาย! ยังอาจส่งผลต่อการวางแผนทีมและการซื้อขายนักเตะในอนาคตอีกด้วย การมีเจ้าของที่มั่นคงและให้การสนับสนุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในระดับสูงสุดได้ การตัดสินใจครั้งนี้อาจช่วยให้สโมสรสามารถวางแผนระยะยาวได้อย่างมั่นใจและดึงดูดนักเตะที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมทีมได้

โดยรวมแล้ว การประกาศว่า สเปอร์สไม่ขาย! เป็นข่าวที่สำคัญสำหรับแฟนบอลและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสโมสร การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางในอนาคตของสโมสรในหลายๆ ด้าน และเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าสเปอร์สจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรภายใต้การบริหารของ ENIC

ที่มา – Spurs ‘not for sale’ as owner rejects buyout interest

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะ 4 รมต. สาธารณสุข-แรงงาน

“สันติ” เผย มติ กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต. ส่ง “นายกฯ อนุทิน” คอนเฟิร์มได้ รมว.สาธารณสุข-รมว.แรงงาน กับ 2 รมช. อารมณ์ดีนั่ง 4 เดือน เพื่อต่อยอด 4 ปี

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอมติส่งรายชื่อรัฐมนตรี ในโควตา 4 เก้าอี้ 2 รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด แต่มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค เป็นประธานการประชุมแทน

ทั้งนี้ นายสันติ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ตนมาเป็นประธานการประชุมแทน ซึ่งตนไม่ทราบถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ไม่เดินทางมาประชุมในวันนี้ เมื่อถามว่าที่ประชุมจะเคาะรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนพรรคพลังประชารัฐเลยหรือไม่ รวมไปถึงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ที่นิ่งแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ยิ้มก่อนกล่าวว่า ขอคุยกันก่อนแล้วเดี๋ยวจะลงมา

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลเป็นเพราะน้อยใจอะไรหรือไม่ นายสันติ ระบุว่า ตนยังไม่เห็น ส่วนคำถามว่า พล.อ.ประวิตร จะวางมือทางการเมืองใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่หรอก ผู้สื่อข่าวถามต่อ สัดส่วนของ รมว.กลาโหม ยังเป็นของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ตนไม่รู้ ต้องพูดคุยกันก่อน ซึ่งในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวได้ถามกระเซ้าว่า แต่ตำแหน่งของนายสันตินิ่งแล้วใช่หรือไม่ในส่วนของ รมว.สาธารณสุข นายสันติ ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนขึ้นห้องประชุม

ต่อมาภายหลังการประชุม นายสันติ แถลงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคพลังประชารัฐ 4 ตำแหน่ง คือ 2 รมว. 2 รมช. โดย 2 รมว. ที่ได้รับแจ้งมาคือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ส่วน รมช. 2 ตำแหน่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติมอบให้ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะมอบให้บุคลากรของพรรคที่เป็น สส. หรือผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐ

ทางด้านคำถามว่าจากโผ ครม.อนุทิน 1 ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐได้ 2 รมว. คือ รมว.สาธารณสุข และรมว.แรงงาน เคาะแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ย้ำว่า ที่ประชุมมอบให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้ดูว่าใครเหมาะสมและให้ดำเนินการตามนั้น ส่วนจะมีการควบรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนจะต้องส่งรายชื่อในวันนี้หรือไม่ หัวหน้าพรรคกำลังเร่งพิจารณา โดยกำลังจะไปคุยกับหัวหน้าพรรคเพื่อให้อนุมัติรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

ในส่วนของกระทรวงกลาโหมยังเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่อยากจะพูดถึง เพราะเป็นกระทรวงความมั่นคง เป็นกระทรวงที่ขณะนี้บ้านเมืองกำลังต้องการศักยภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลคงจะพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ว่าจะส่งใคร นายสันติ กล่าวว่า ไม่รู้ๆๆ จากนั้นผู้สื่อข่าวถามแทรกขึ้นว่า พูดคำว่าไม่รู้เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร นายสันติ ตอบว่า เราไม่รู้จริงๆ ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ มาเป็นผู้ดู เราจะไปพูดแทนเขามันก็คงจะลำบาก

สำหรับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า เขาแจ้งมาแล้ว ส่วน รมช.อีก 2 ตำแหน่ง อยู่ที่หัวหน้าพรรค ซึ่งคงต้องคุยกัน เพราะ ครม. ถ้าเป็นหลายพรรคมาเป็นรัฐบาล ใครจะกำหนดมันก็ทับซ้อนกันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลชุดนี้มีแค่ 146 เสียง ตำแหน่งเหลือเยอะ ไม่น่ามีปัญหา นายสันติ ตอบว่า หัวใจทุกคนก็เป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ใครๆ ก็อยากจะทำให้พรรคตัวเองมีพลัง ส่วนคำถามย้ำว่าเป็นพลัง 4 เดือน เพื่อจะไปต่ออีก 4 ปีข้างหน้าใช่หรือไม่ นายสันติ ไม่ตอบแต่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี.

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคพลังประชารัฐได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในอนาคตอันใกล้

ความสำคัญของการตัดสินใจเรื่อง รมต.สาธารณสุข-แรงงาน

การตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม การเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลผสมในภาพรวมอีกด้วย การที่พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างลงตัวและเป็นที่ยอมรับ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามัคคีภายในรัฐบาลได้

สำหรับประชาชน การตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน นี้มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยตรง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ การพิจารณาและตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่พรรคพลังประชารัฐมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่พรรคมีต่อผู้นำของตน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการที่ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงให้เห็นมาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจมีความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงต้องพิจารณาถึงบริบทและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ล้วนมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การแสดงความคิดเห็น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ที่เหมาะสม

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคและประเทศในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น การพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมและการเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่งจะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – มติ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน