วัน: 9 กันยายน 2025

อิ๊งค์น้ำตาซึม เผย ทักษิณกำลังใจดี พร้อมเป็นฝ่ายค้าน

“แพทองธาร” ตาแดง น้ำตาซึม แถลงยอมรับครอบครัวเป็นห่วงคุณพ่อ “ทักษิณ” แต่ทุกคนกำลังใจดี ยก “ทักษิณ” ยังเป็นผู้นำจิตวิญญาณทางการเมือง ยันพรรคเพื่อไทย พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

เมื่อเวลา 11.13 น. ที่ศาลฎีกา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ภายหลัง ศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี คดี ม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมให้เริ่มนับโทษใหม่จนกว่าจะครบ 1 ปี พร้อมให้นำตัวไปเรือนจำฯ ทันที น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ทางครอบครัวรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานอภัยโทษและลดโทษให้นายทักษิณเหลือ 1 ปี ซึ่งพวกเราทั้งครอบครัวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เรารู้สึกในเรื่องนี้ทุกๆวันและขอบคุณทุกท่านที่ส่งกำลังใจส่งความห่วงใยมาให้คุณพ่อและครอบครัวของเรา

อย่างไรก็ตามนายทักษิณเองยังเป็นผู้นำในจิตวิญญาณไม่ว่าการเมืองที่ผ่านมาหรือผลงานที่ทำเพื่อบ้านเมือง ท่านก็ยังเป็นคนที่นึกถึงบ้านเมืองอยู่เสมอ และตั้งใจจริงหวังจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตประชาชนมีความกินดีอยู่ดี

“ตอนนี้ดิฉันและครอบครัวมีความเป็นห่วงคุณพ่อ แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่พ่อได้สร้างประวัติศาสตร์มากมายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่มีประโยชน์อย่างมาก สำหรับคนในประเทศ

ส่วนวันนี้ก็เป็นประวัติศาสตร์อีกเรื่องหนึ่งที่มีนายกรัฐมนตรีคนแรกที่จะต้องจำคุก เรื่องนี้อาจจะค่อนข้างหนักนิดนึง แต่ว่าแน่นอนว่ากำลังใจดีทั้งคุณพ่อและครอบครัว”

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า ในส่วนตัวดิฉัน กับพรรคเพื่อไทยยังมุ่งหน้าทำงานต่อ เพื่อที่จะเป็นฝ่ายค้านและทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาลต่อไป ส่วนของพรรคเองทุกคนมีกำลังใจที่ดี ขอบคุณทุกภาคส่วนและประชาชนที่ให้กำลังใจและคอยอยู่เคียงข้างกันตลอดมาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา และขอบคุณทุกคนที่มาในวันนี้

จากนั้น น.ส.แพทองธาร ได้ไหว้สื่อมวลชนและกล่าวขอบคุณ พร้อมเดินขึ้นรถไปทันทีพร้อมกับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ ผู้เป็นสามี นางสาวพินทองทา ชินวัตรคุณากรวงศ์ พี่สาว และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี นางสาวพินทองทา โดยไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามว่านายทักษิณได้พูดอะไรหรือไม่

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงของการสัมภาษณ์นางสาวแพทองธารมีอาการตาแดง สะอื้น และน้ำตาซึม

อิ๊งค์น้ำตาซึม เผย ทักษิณกำลังใจดี พร้อมเป็นฝ่ายค้าน

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตา หลังศาลฎีกามีคำสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับโทษจำคุก 1 ปี ท่ามกลางความกังวลและความห่วงใยจากครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ปรากฏภาพ น้ำตาซึม ขณะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

น.ส.แพทองธาร ได้กล่าวถึงกำลังใจของนายทักษิณและครอบครัวว่า ทุกคนยังมีกำลังใจดี แม้จะมีความเป็นห่วงคุณพ่อ แต่ก็ภูมิใจที่ท่านได้สร้างคุณูปการมากมายให้กับประเทศชาติ นอกจากนี้ ยังย้ำว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

“ทักษิณ” ยังคงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย

แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ น.ส.แพทองธาร ยืนยันว่า นายทักษิณ ยังคงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทยและของคนในครอบครัว ท่านยังคงเป็นห่วงบ้านเมืองและปรารถนาที่จะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ น.ส.แพทองธาร ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของครอบครัวชินวัตร และความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยที่จะยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายรออยู่ข้างหน้า

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย และความท้าทายที่พรรคเพื่อไทยจะต้องเผชิญต่อไปในอนาคต การทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และการนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของพรรคเพื่อไทย

การที่อิ๊งค์ น้ำตาซึม ขณะให้สัมภาษณ์ ทำให้เห็นถึงความผูกพันในครอบครัว และความรักที่ลูกมีต่อพ่อ แต่ในขณะเดียวกัน ก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของนายทักษิณต่อไป

กำลังใจจากประชาชนคือสิ่งสำคัญ กำลังใจจากประชาชนคือพลังสำคัญที่จะช่วยให้นายทักษิณและครอบครัว รวมถึงพรรคเพื่อไทย สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะเป็นแรงผลักดันให้เราสามารถสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้นได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณในครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราได้ทบทวนถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และความเสมอภาค การสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม คือเป้าหมายที่เราทุกคนควรจะร่วมมือกันสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น

สำหรับอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยนั้น ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

อิ๊งค์ น้ำตาซึม แต่ก็ยังคงยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความรับผิดชอบต่อประชาชน

ดังนั้นแล้ว เรื่องราวของ อิ๊งค์น้ำตาซึม เผย ทักษิณกำลังใจดี พร้อมเป็นฝ่ายค้าน เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความรัก ความผูกพัน และความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ยังคงอยู่ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – “อิ๊งค์” น้ำตาซึม บอก “ทักษิณ-ครอบครัว” กำลังใจดี พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ด่วน! ศาลฎีกาสั่งจำคุก ทักษิณ 1 ปี คดีชั้น 14

เปิดคำสั่งฉบับเต็ม! ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งบังคับโทษจำคุก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ เป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากการเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 9 ก.ย. 68 ศาลฎีกาฯ ได้มีคำสั่งสำคัญ บังคับโทษจำคุก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใน คดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ เป็นเวลา 1 ปีเต็ม คำสั่งนี้มีผลสืบเนื่องมาจากการพิจารณาว่า การเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่เป็นไปตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นจึงไม่สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าวเป็นการบังคับโทษตามกฎหมายได้ ล่าสุดมีการนำตัวนายทักษิณฯ ไปยังเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำสั่งศาลแล้ว

ศาลฎีกาสั่งจำคุก ทักษิณ 1 ปี คดีชั้น 14

คดีความของนายทักษิณ ชินวัตร มีความซับซ้อนและยาวนาน แต่ คดีชั้น 14 นี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง คำสั่งศาลล่าสุดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณฯ มีมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเดินทางกลับประเทศไทย และการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงความเหมาะสมและความถูกต้องตามกฎหมาย

รายละเอียดคำสั่งศาลฎีกาฯ ใน คดีชั้น 14

คำสั่งฉบับเต็มของศาลฎีกาฯ ระบุเหตุผลและรายละเอียดของการพิจารณาคดีอย่างชัดเจน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน และการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส การที่ศาลตัดสินว่าการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจไม่ชอบด้วยกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงการยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

การตัดสินใจของศาลฎีกาฯ ในครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับนักวิเคราะห์กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ทั้งในแง่ของการเมืองภายในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย และการเคารพในกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญก้าวหน้า

นอกจากนี้ ศาลฎีกาสั่งจำคุก ทักษิณ 1 ปี คดีชั้น 14 ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้มีอำนาจทุกคน ให้พึงระลึกอยู่เสมอว่า การกระทำใดๆ ก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม

การดำเนินคดีของนายทักษิณฯ ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน และเชื่อว่าจะมีพัฒนาการและความคืบหน้าต่อไปในอนาคต ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกกระทำการของบุคคลสาธารณะย่อมต้องถูกตรวจสอบและประเมินตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ที่มา – คำสั่งฉบับเต็ม ศาลฎีกาฯ บังคับโทษ “ทักษิณ” จำคุก 1 ปี คดีชั้น 14

ด่วน! ศาลสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” แพทองธารให้กำลังใจ

ศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางความเครียดของเจ้าตัว โดยมีคุณแพทองธารให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบังคับโทษ “ทักษิณ” ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551, อม.10/2552 และ อม.5/2551

กระบวนการไต่สวนพยานของศาลฎีกาฯ ดำเนินไปถึง 7 นัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบังคับโทษ “ทักษิณ” ว่าเป็นไปตามคำพิพากษาเดิมหรือไม่ ก่อนที่จะมีการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. โดยมีการออกหมายเรียกให้นายทักษิณ ชินวัตร มารับฟังคำสั่งด้วยตนเอง

ศาลฎีกาสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ”

ในวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำสั่งให้นายทักษิณได้รับการบังคับโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี สืบเนื่องจากการที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนั้น ไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่สามารถนับรวมเป็นการบังคับโทษตามกฎหมายได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำสั่งให้มีการบังคับโทษจำคุกต่อนายทักษิณเป็นเวลา 1 ปี

ภายหลังจากการรับฟังคำพิพากษา คุณแพทองธารได้แสดงความรักและความห่วงใย โดยการเข้ากอดและจับมือให้กำลังใจกับนายทักษิณ ในขณะที่นายทักษิณเองยังคงมีท่าทีสงบและปรึกษาหารือกับนายวิญญัติ ทนายความประจำตัวอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังจากได้รับฟังคำวินิจฉัย นายทักษิณได้ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าและได้รับการควบคุมตัวจากผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อนำตัวเข้าสู่เรือนจำทันที รายงานข่าวระบุว่านายทักษิณมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

ผลกระทบและความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ”

คำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” ในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวและความสนใจอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมไทย หลายฝ่ายต่างจับตาดูสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การตีความทางกฎหมายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างละเอียด

  • การเคลื่อนไหวของกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้าน: คาดว่าจะมีการแสดงออกและความเคลื่อนไหวจากทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง: คำสั่งศาลอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในรัฐบาล
  • การตีความทางกฎหมาย: นักวิชาการและนักกฎหมายจะทำการวิเคราะห์ผลของคำสั่งศาลอย่างละเอียด

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คำสั่งบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในอนาคต

ที่มา – วินาที ศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” เจ้าตัวเครียด “แพทองธาร” กอดให้กำลังใจ

ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย: เปิดโผตัวเก็งนายกฯใหม่

ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อยจริงหรือ? ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน! เกิดอะไรขึ้นในการเมืองญี่ปุ่น? หลังพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ทำให้ ชิเกรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ญี่ปุ่นต้องเฟ้นหาผู้นำคนใหม่อีกครั้ง

  • การตัดสินใจลาออกมีขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนการลงมติภายในพรรค ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่านายอิชิบะจะถูกขับออกจากตำแหน่ง
  • การลาออกของอิชิบะเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคผู้ปกครองอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปี ตอกย้ำภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีอายุสั้นในการเมืองญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย 5 ปีมี 3 นายกฯ เปิดโผตัวเก็งคนใหม่

ทำไมอิชิบะถึงต้องลาออก?

ย้อนกลับไปในปี 2020 หลัง ชินโซ อาเบะ ลาออกด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ โยชิฮิเดะ สุงะ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง แต่ก็ดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเดียว ก่อนกระแสนิยมตกต่ำจนนำไปสู่การลาออก

ต่อมา ฟุมิโอะ คิชิดะ ขึ้นรับตำแหน่งและชนะการเลือกตั้งในปี 2021 แต่กลับเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันในพรรค LDP, ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และค่าเงินเยนที่ตกต่ำ ความนิยมของเขาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว และต้องลงจากตำแหน่งในปี 2024 เปิดทางให้อิชิบะเข้ามา

อิชิบะพยายามกอบกู้สถานการณ์ด้วยการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ผลลัพธ์กลับเลวร้าย ประชาชนยังคงไม่พอใจกับคดีคอร์รัปชันและวิกฤตค่าครองชีพ ทำให้พรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากทั้งในสภาล่างและสภาสูง เสียงเรียกร้องให้อิชิบะลาออกดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง

ใครจะเป็นนายกฯ คนต่อไปเมื่อญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย?

การเลือกหัวหน้าพรรค LDP จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม ผู้ชนะการเลือกตั้งภายในพรรค จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นอย่างแน่นอน แม้ว่ายังไม่มีใครประกาศตัวอย่างชัดเจน แต่ชื่อที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ได้แก่:

  • ชินจิโร โคอิซุมิ: รัฐมนตรีเกษตรวัย 44 ปี บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี จุนอิชิโร โคอิซุมิ ได้รับความนิยมจากสื่อและคนรุ่นใหม่
  • โยชิมาสะ ฮายาชิ: เลขาธิการคณะรัฐมนตรีวัย 64 ปี ผู้มีประสบการณ์ และรับบทบาทโฆษกรัฐบาล
  • ซานาเอะ ทาคาอิชิ: นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมใกล้ชิดกับอาเบะวัย 64 ปี หากเธอชนะ จะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น
  • โทชิมิตสึ โมเทงิ: อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศวัย 69 ปี
  • ทาคายูกิ โคบายาชิ: อดีตรัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจวัย 50 ปี

ความท้าทายของผู้นำคนใหม่

ผู้ที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ได้แก่:

  • การกอบกู้ความเชื่อมั่นในพรรค LDP หลังจากที่ฐานเสียงอนุรักษ์นิยมบางส่วนหันไปสนับสนุนพรรคชาตินิยม Sanseito
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศ “จนลง” ในขณะที่เงินเดือนแทบจะไม่เพิ่มขึ้น
  • การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ, จีน และเกาหลีใต้ ในขณะที่จีน, รัสเซีย และเกาหลีเหนือแสดงพลังร่วมกันอย่างชัดเจน
  • แม้แต่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เองก็ไม่ราบรื่นนัก หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ญี่ปุ่นเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตั้งฐานทัพอเมริกัน

ทำไมญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย?

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วมากกว่า 10 คน ปัญหาหลักคือ “การเมืองพรรคเดียว” ที่พรรค LDP ครองอำนาจอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันจึงเกิดขึ้นภายในพรรคเอง ระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่พยายามผลักดันคนของตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่ง

ดังนั้น แม้ว่าจะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่แรงเสียดทานภายในก็อาจทำให้ตำแหน่งนี้เปรียบเหมือนยาพิษ ที่พร้อมจะเล่นงานผู้ที่ครองเก้าอี้ได้ทุกเมื่อ จึงต้องจับตาดูว่าผู้นำคนถัดไปจะสามารถหยุดวงจรนายกรัฐมนตรีอายุสั้น และนำพาประเทศผ่านพ้นความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศได้หรือไม่

การที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย อาจสะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ผู้นำคนนั้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย 5 ปีมี 3 นายกฯ เปิดโผตัวเก็งคนใหม่

“มวลชนเสื้อแดง” หนุน “ทักษิณ” ขอพรคุ้มครอง

“มวลชนเสื้อแดง” ให้กำลังใจ “ทักษิณ” เข้าฟังคำสั่งบังคับโทษปมรักษาตัวชั้น 14 พร้อมขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง กำชัยชนะกลับบ้าน

วันที่ 9 ก.ย. 2568 มีรายงานว่า มวลชนเสื้อแดงที่เดินทางมาจากจังหวัดศรีสะเกษ ชูรูปนายทักษิณ ชินวัตร ที่ระบุข้อความ “ขอส่งกำลังใจ นายกในดวงใจ” เปิดใจว่า ขณะที่นายทักษิณลงจากรถตนเองก็มองเห็นท่านและเห็นท่านโบกมือให้ด้วย ตนเองก็อยากจะขอเป็นกำลังใจให้ เพราะมองว่าอดีตนายกฯ เป็นคนเดียวที่ทุ่มเทให้บ้านเมือง สร้างคุณงามความดีให้คนจนคนรากหญ้าได้พึ่งพามาตลอด 20 ปี

แม้กระทั่งไปอยู่ต่างประเทศ 17 ปีก็ยังห่วงใยคนไทย กลับมาท่านก็ทุ่มเททั้งชีวิต ทั้งครอบครัว ไม่เคยทำอะไรไม่ดี วันนี้ป้าคิดว่าท่านไม่ได้รับความเป็นธรรม และป้าขอบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์แห่งนี้ ไม่ว่าพระแก้วมรกต สิ่งศักดิ์สิทธิ์พ่อหลักเมือง พ่อทรงเมือง พระสยามเทวาธิราช ขอให้ท่านกำชัยชนะกลับบ้านและเป็นนายกในดวงใจตลอดปีตลอดไป

ทั้งนี้ เชื่อว่าตอนนี้มวลชนเสื้อแดงยังเหนียวแน่น และที่มีการโจมตีเพราะพรรคส้ม ไปยกมือโหวตให้พรรคสีส้มเงิน พรรคภูมิใจไทย ไปเป็นรัฐบาล แต่พรรคส้มกลับมาเป็นฝ่ายค้าน ป้าก็ไม่รู้ว่าพรรคส้มคิดยังไง ป้าว่ามันผิดทำนองครองธรรม ป้าไม่ใช่นักกฎหมาย แต่แค่ยกมือให้เขาก็มองว่าผิดแล้ว.

“มวลชนเสื้อแดง” ให้กำลังใจ “ทักษิณ” ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง กำชัยชนะกลับบ้าน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตาของประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มวลชนเสื้อแดง” ที่ยังคงแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความเชื่อมั่นในตัวนายทักษิณอย่างเหนียวแน่น การเดินทางมาให้กำลังใจในวันที่สำคัญเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังศรัทธาที่ยังคงอยู่ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

ทำไม “มวลชนเสื้อแดง” ถึงยังคงสนับสนุน “ทักษิณ”

เหตุผลที่ “มวลชนเสื้อแดง” ยังคงให้การสนับสนุนนายทักษิณนั้นมีหลายประการด้วยกัน ประการแรกคือความเชื่อมั่นในผลงานที่นายทักษิณได้สร้างไว้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นโยบายต่างๆ ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือคนจนและผู้มีรายได้น้อย ทำให้เกิดความผูกพันและความรู้สึกดีๆ ที่ยังคงอยู่

ประการที่สองคือความรู้สึกว่านายทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฝังรากลึกในกลุ่มผู้สนับสนุน และเป็นแรงผลักดันให้พวกเขายังคงออกมาเคลื่อนไหวและให้กำลังใจนายทักษิณอย่างต่อเนื่อง

ประการสุดท้ายคือความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของนายทักษิณ ที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ซึ่งเป็นความหวังที่ “มวลชนเสื้อแดง” ยังคงยึดมั่น

การออกมาให้กำลังใจของ “มวลชนเสื้อแดง” ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงพลังศรัทธาและความจงรักภักดีที่มีต่อนายทักษิณอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการเมืองไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “มวลชนเสื้อแดง” ให้กำลังใจ “ทักษิณ” ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง กำชัยชนะกลับบ้าน

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ บอก ยินดีให้คำปรึกษา ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ ให้กำลังใจข้าราชการดีเอสไอ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 9 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงหน้าตารัฐมนตรีใหม่ตามที่เป็นข่าวออกมาในขณะนี้ว่า ขอให้กำลังใจ อยากให้มี ครม.เร็วๆ ส่วน ครม.เก่า ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ขอวิจารณ์อะไร เพราะไม่รู้ว่ามีใครเป็นรัฐมนตรีบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงคดีต่างๆ ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทั้งคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง จะเดินหน้าต่อหรือสะดุดหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่เป็นห่วง เชื่อว่านายกฯคนใหม่คงจะตั้งรัฐมนตรีมาดู ที่สำคัญ ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมอาจจะเป็นกระทรวงที่มีอำนาจน้อยที่สุด เนื่องจากทุกหน่วยงานถูกกำกับโดยกฎหมาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และยังบัญญัติเป็นข้อใหญ่ไว้ด้วยว่าบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องมีหลักประกันไม่ถูกแทรกแซง หรือครอบงำ แม้แต่คนที่เป็นรัฐมนตรีทำได้เพียงบริหารงานให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม คือทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ จะต้องไม่ใช้กฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม

ยินดีให้คำปรึกษาว่าที่รัฐมนตรี

เมื่อถามว่า ห่วงเรื่องการจะมาแก้แค้นอะไรหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่มีหรอก เพราะเป็นรัฐบาลที่มาอยู่ 4 เดือน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบ และเชื่อว่าจะร่วมกันทำงานมากกว่า ตนในฐานะฝ่ายค้านจะค้านแบบสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาชาติ เราเป็นประธานกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเราต้องทำความยุติธรรมให้อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม ไม่มีความห่วงใย และยินดีจะให้คำปรึกษาถ้าเป็นเรื่องของอะไรที่ทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น

มั่นใจขรก.ยุติธรรมมีคุณธรรม

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า คงไม่ฝาก และเชื่อว่านายกฯจะเลือกบุคคลที่มีความเพียบพร้อมอยู่แล้ว เนื่องจากเวลามีน้อย และในการทำงานของกระบวนการยุติธรรมต่างๆ มันจะมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายกำกับไว้ และบุคลากรในกระทรวงยุติธรรมก็เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณธรรมอยู่แล้ว

ให้กำลังใจขรก.ดีเอสไอ

เมื่อถามอีกว่า เป็นห่วงบรรดาข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการในดีเอสไอที่ทำคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจจะถูกโยกย้ายหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เราให้กำลังใจเขา แต่คงไม่เข้าไปแสดงความเห็นอะไร เพราะมีสภาอยู่แล้ว และสภาตอนนี้มีฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ซึ่งเราอาจจะต้องทำหน้าที่ค้านเพื่อประชาชนให้มากขึ้น เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าฝ่ายค้านจะมีการจับตาดูการทำงานของรัฐบาลเป็นพิเศษใช่หรือไม่ เพราะอาจจะมีการดึงเรื่องคดีต่างๆ ที่ค้างอยู่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ฝ่ายค้านก็คงทำหน้าที่สนับสนุนให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยแสดงความเห็นว่าขอให้กำลังใจและพร้อมให้คำปรึกษาหากได้รับการร้องขอ ประเด็นที่น่าสนใจคือ พ.ต.อ.ทวี ไม่ได้แสดงความกังวลต่อคดีความต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. หรือคดีเขากระโดง

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและหลักนิติธรรม พรรคประชาชาติในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญ: “ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ และพร้อมตรวจสอบการทำงาน

จากการสัมภาษณ์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • ให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และพร้อมให้คำปรึกษา
  • ไม่กังวลต่อคดีความต่างๆ ในดีเอสไอ
  • พร้อมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านกลไกสภา

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้ให้กำลังใจข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะผู้ที่ทำคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่ง

การออกมาให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว. ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ โดยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม

โดยรวมแล้ว ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเมืองไทยที่ต้องการความร่วมมือและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ

“บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” นั่ง รมว.กห. จริงหรือ?

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา คือ กรณีของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่มีข่าวว่าได้รับการทาบทามให้นั่ง รมว.กห. (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ การเตรียมเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงบ่ายของวันนี้ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานที่อาจมีการปรับเปลี่ยน

“บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” นั่ง รมว.กห. จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากเลขานุการส่วนตัวของนายอนุทิน เพื่อให้เข้าพบในช่วงบ่ายวันนี้ ประเด็นหลักของการหารือคือ แนวทางการทำงาน และการปรับตัวให้เข้ากับนโยบายใหม่

แม้จะยังไม่มีการยืนยันเวลาที่แน่นอน แต่ พล.อ.ณัฐพล ได้แสดงความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่ง ไม่ว่าจะต้องจบภารกิจเดิม หรือปฏิบัติหน้าที่ใหม่ต่อไป คำถามสำคัญคือ การรับตำแหน่งครั้งนี้ เป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือเป็นโควตาคนนอก ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบว่า เป็นการมาในลักษณะคนนอก

เมื่อถามถึงความรู้สึกส่วนตัวว่าอยากทำงานต่อ หรืออยากเปลี่ยนบทบาท พล.อ.ณัฐพล ยิ้มและกล่าวว่า ยังไม่มีความเห็นใดๆ ในตอนนี้

โรดแมป 4 ขั้นตอน และสถานการณ์ชายแดน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวถึงแนวทางการทำงานในอนาคตว่า ที่ผ่านมาได้มีการวางโรดแมปไว้ 4 ขั้นตอน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากไม่อยากให้ฝ่ายกัมพูชาทราบถึงวิธีคิด

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยพิจารณาจากการแสดงความยินดีของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งหากพิจารณาจากข้อความที่ส่งมา ก็สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ยังคงย้ำถึงบทบาทของตนเองในการเจรจาควบคู่ไปกับการป้องกันอธิปไตย

สำหรับการแก้ไขปัญหาชายแดน พล.อ.ณัฐพล มองว่า ท่าทีของผู้นำกัมพูชาจะทำให้การแก้ไขปัญหาราบรื่นขึ้น แต่ต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 10 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมของคณะเลขานุการมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล จะนำผลการประชุมเข้าที่ประชุม ครม. ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ และจะขออนุมัติเพิ่มเติมในหลักการ เพื่อให้เกิดความคืบหน้าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การหารือระหว่าง พล.อ.ณัฐพล และ นายอนุทิน ในช่วงบ่ายวันนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการนั่ง รมว.กห. อย่างไร และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง

การที่ พล.อ.ณัฐพล ถูกทาบทามให้นั่ง รมว.กห. สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตำแหน่งนี้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มีวิสัยทัศน์ และความสามารถในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อนาคตของ พล.อ.ณัฐพล ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ การพบปะกับนายอนุทินในวันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะนำพาไปสู่ข้อสรุปในเรื่องนี้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” บ่ายนี้ รับถูกทาบทามนั่ง รมว.กห.​ จริง โควตาคนนอก

ครม.อนุทิน: บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กห. ศักดิ์ดา มท.3

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอดแล้ว! “บิ๊กเล็ก” เตรียมผงาดนั่ง รมว.กห. แบบไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกในยุคสงคราม พร้อมตบรางวัลให้ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” นั่งเก้าอี้ มท.3 ไปครอง

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีการเคาะกันตั้งแต่กลางดึกคืนวันที่ 8 ต่อเนื่องถึงวันที่ 9 กันยายน เริ่มที่จะนิ่งแล้ว โดยเฉพาะตำแหน่งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ลงตัวอย่างกระทรวงกลาโหม ที่มีข่าวลือว่าจะมีการดึงคนนอกเข้ามา ล่าสุดยืนยันแล้วว่า พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ “บิ๊กเล็ก” จะขยับจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือเป็นโควตาคนนอกของพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน ไม่ใช่โควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติเหมือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เคยมีชื่อของ พลเอกณัฐ อินทรเจริญ ในสัดส่วนโควตาของพรรคพลังประชารัฐนั้น ล่าสุดกลับไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในโผแล้ว

ครม.อนุทิน: บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กห. ศักดิ์ดา มท.3

อีกชื่อที่น่าจับตามองคือ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ซึ่งเป็นโควตาจากกลุ่มเพื่อไทยเดิม ได้รับการวางตัวให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.3

ด้าน พลเอกณัฐพล ได้ออกมายอมรับว่าได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมจริง และเตรียมที่จะเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมยืนยันความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่และสานต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป

จับตา ครม.อนุทิน: บิ๊กเล็ก กับเก้าอี้ รมว.กห.

การขยับขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของพลเอกณัฐพลนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะเป็นการสานต่อนโยบายด้านความมั่นคงในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การที่ “บิ๊กเล็ก” ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาคุมกระทรวงสำคัญนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถในการบริหารจัดการของท่าน

นอกจากนี้ การที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้รับตำแหน่ง มท.3 ก็เป็นการเติมเต็มทีมบริหารของกระทรวงมหาดไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมา เชื่อว่าจะสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้

การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย และรายชื่อคณะรัฐมนตรีก็เริ่มที่จะชัดเจนมากยิ่งขึ้น การผสมผสานบุคลากรจากหลากหลายกลุ่มและพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย่อมส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคต การที่ “บิ๊กเล็ก” เข้ามาคุมกระทรวงกลาโหม และนายศักดิ์ดามาเสริมทีม มท. จะนำมาซึ่งนโยบายและการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ ครม.อนุทิน ชุดนี้ จะเป็นทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชนอย่างเต็มที่

การที่ ครม.อนุทิน มีชื่อของ “บิ๊กเล็ก” นั่ง รมว.กห. และ “ศักดิ์ดา” ผงาดนั่ง มท.3 นั้น แสดงให้เห็นถึงการจัดสรรตำแหน่งที่คำนึงถึงความเหมาะสมและความสามารถ ซึ่งน่าจะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่รัฐมนตรีทุกคนทำงานร่วมกันอย่างสามัคคี เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – ครม.อนุทิน ขยับ ให้ “บิ๊กเล็ก” นั่ง รมว.กห.- “ศักดิ์ดา” ผงาดนั่ง มท.3

“ทักษิณ” ถึงศาลฎีกาฟังคดี ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที

อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ได้เดินทางออกจากบ้านจันทร์ส่องหล้าในเวลา 9 โมง 9 นาที เพื่อมายังศาลฎีกา เพื่อรับฟังคำสั่งในคดีที่เรียกกันว่า “ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว ซึ่งเป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและประชาชนอย่างใกล้ชิด

ภายหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 เกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551, อม.10/2552 และ อม.5/2551 ศาลฎีกาฯ ได้ทำการไต่สวนพยานมาแล้วถึง 7 นัด เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับโทษคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ก่อนที่จะมีการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. พร้อมทั้งออกหมายเรียกนายทักษิณ ชินวัตร ให้มาฟังคำสั่งด้วยตนเอง

ล่าสุดในวันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศจากบริเวณบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยในวันนี้ นายทักษิณมีกำหนดการเข้ารับฟังคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใน “คดีชั้น 14” ในเวลา 10.00 น.

ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เวลา 06.00 น. บรรยากาศโดยรอบบ้านจันทร์ส่องหล้าเป็นไปอย่างเงียบสงบ มีเพียงผู้สื่อข่าวที่มาเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอยู่บริเวณด้านหน้าบ้าน ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.บางพลัด ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ได้เข้ามาประจำการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรและดูแลความสงบเรียบร้อย

ต่อมาในเวลา 08.44 น. มีขบวนรถตู้เบนซ์จำนวน 4 คัน ขับเข้ามาภายในบ้าน จากการรายงานทราบว่าเป็นรถของ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ ที่เดินทางมาพบคุณพ่อก่อนที่จะเดินทางออกไปพร้อมกัน

จนกระทั่งเวลา 09.09 น. ขบวนรถของนายทักษิณ ชินวัตร ได้เคลื่อนออกจากบ้าน โดยรถคันแรกเป็นรถเมอร์เซเดสเบนซ์ มายบัค สีดำ-เงิน หมายเลขทะเบียน พร 195 กรุงเทพมหานคร (ซึ่งเป็นรถประจำตัวของนายทักษิณ) ตามด้วยขบวนรถของบุตรสาวรวมทั้งหมด 5 คัน มุ่งหน้าไปยังศาลฎีกา

ถึงแม้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการที่นายทักษิณเลือกออกเดินทางในเวลา 09.09 น. ของวันที่ 9 เดือน 9 นั้น เป็นเพราะถือฤกษ์ดีหรือไม่ แต่การเดินทางของ “ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว ก็ได้รับความสนใจและเป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและผู้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.25 น. ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า รถยนต์ของนายทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางมาถึงศาลฎีกาแล้ว โดยนายทักษิณได้ยกมือไหว้ทักทายสื่อมวลชน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในศาลพร้อมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ รวมถึงลูกเขยทั้ง 2 คน

“ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว

จับตาเส้นทาง “ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดี

สถานการณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นที่สนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง การเดินทางมาศาลฎีกาในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในกระบวนการยุติธรรมที่หลายฝ่ายเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

“ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว การเดินทางในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ การที่บุตรสาวและลูกเขยเดินทางมาให้กำลังใจก็เป็นภาพที่สะท้อนถึงความผูกพันในครอบครัวและแรงสนับสนุนที่เข้มแข็ง

ถึงแม้ว่าผลของคำสั่งศาลฎีกาจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพในการตัดสินของศาลและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การรักษาความสงบเรียบร้อยและหลีกเลี่ยงการสร้างความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและให้ความร่วมมือ

ที่มา – “ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว