วัน: 10 กันยายน 2025

รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ล่าสุด

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังจากผู้นำโปแลนด์ออกมากล่าวหาว่าโดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้าจนถูกยิงร่วง สร้างความตึงเครียดในภูมิภาค

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าไม่มีแผนการที่จะโจมตีเป้าหมายใดๆ ในประเทศโปแลนด์ทั้งสิ้น แถลงการณ์นี้มีขึ้นหลังจากรัฐบาลวอร์ซอออกมาเปิดเผยว่า โดรนของรัสเซียได้รุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของพวกเขา และถูกยิงตกในที่สุด

ตามข้อมูลที่เปิดเผยจากกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พวกเขาได้ปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมในภาคตะวันตกของยูเครน โดยใช้ทั้งมิสไซล์และโดรน แต่ยืนยันว่าไม่มีแผนการที่จะโจมตีเป้าหมายใดๆ ในดินแดนของโปแลนด์

“โดรนของรัสเซียที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ มีระยะทำการสูงสุดไม่เกิน 700 กิโลเมตร” แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ “อย่างไรก็ตาม เราพร้อมที่จะจัดการหารือกับกระทรวงกลาโหมของโปแลนด์ในประเด็นนี้”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพของโปแลนด์ตรวจพบโดรนอย่างน้อย 19 ลำรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขาเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีโดรน 3-4 ลำในจำนวนนี้ถูกเครื่องบินของโปแลนด์และนาโตยิงตก

นายทุสก์ยังยืนยันอีกว่า โดรนจำนวนมากบินเข้าสู่ประเทศของเขาจากทางเบลารุส โดยโดรนลำสุดท้ายถูกยิงตกในเวลา 6.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่โดรนของรัสเซียถูกยิงตกในดินแดนของชาติสมาชิกนาโต นายทุสก์เตือนว่า โปแลนด์กำลังเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

“ผมไม่มีเหตุผลที่จะอ้างว่าเราอยู่บนปากเหวของสงคราม แต่เส้นแบ่งได้ถูกข้ามไปแล้ว และมันอันตรายกว่าแต่ก่อนอย่างเทียบไม่ได้” นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวกับรัฐสภา “สถานการณ์นี้ทำให้เราเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง”

สถานการณ์ตึงเครียดนี้ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก และเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดโดยเร็วที่สุด

ความสำคัญของการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหารัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเจรจาและการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย การที่รัสเซียแสดงความพร้อมที่จะหารือกับโปแลนด์ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่จำเป็นต้องมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย-โปแลนด์หลังเหตุการณ์โดรนล้ำน่านฟ้า

เหตุการณ์โดรนล้ำน่านฟ้าและการยิงตกย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและโปแลนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่โปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกของนาโตออกมากล่าวหารัสเซียอย่างเปิดเผย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากจากทั้งสองฝ่ายในการสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้ง

ท่าทีของนาโตต่อสถานการณ์รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

นาโตได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้การสนับสนุนโปแลนด์ในฐานะสมาชิก การที่นาโตส่งเครื่องบินลาดตระเวนเข้ามาในน่านฟ้าของโปแลนด์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนาโตในการปกป้องสมาชิก และป้องกันการรุกรานจากภายนอก นาโตอาจจำเป็นต้องทบทวนมาตรการป้องกันชายแดนของตน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยและภูมิภาคของเรา

ดังนั้น การที่รัสเซียออกมายืนยันว่าไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป

ที่มา – รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.ดับ

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP / TO GO WITH ‘THAILAND-ANIMAL-ENVIRONMENT-LION,FEATURE’ BY SARA HUSSEIN AND CHAYANIT ITTHIPONGMAETEE)

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำพนักงานของสวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์จนเสียชีวิต กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของสวนสัตว์ในประเทศไทย

เหตุการณ์สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ในประเทศไทย กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งนำเสนอ ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และมาตรฐานการจัดการสัตว์ป่าในสวนสัตว์ของไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568 สร้างความตกใจและความเสียใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง

ตามรายงานของสำนักข่าวแชนเนลนิวส์เอเชีย (Channel News Asia) ผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้อาหารสิงโตเป็นประจำ นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตถูกสิงโตจำนวน 6-7 ตัวรุมทำร้ายหลังจากลงจากรถ

นพ. ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตอาจารย์และแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้เสียชีวิตลงจากรถที่ไม่มีหลังคาป้องกัน และยืนหันหลังให้กับฝูงสิงโต ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดปกติอย่างมาก “เขายืนอยู่ราว 3 นาที จากนั้นสิงโตตัวหนึ่งก็เดินเข้าหาอย่างช้า แล้วตะครุบเขาจากด้านหลัง” นพ. ธวัชชัย กล่าว

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัย และการจัดการสัตว์ป่าในสวนสัตว์ของประเทศไทย การสื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ เป็นเรื่องที่สะเทือนใจ และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทย

นายเอ็ดวิน วิค ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ “เพื่อนสัตว์ป่า” ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และย้ำว่า เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สัตว์ป่า แม้จะถูกเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด ก็ยังคงมีสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่าที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ข่าวลือเรื่องสิงโตถูกปล่อยให้อดอาหารก่อนเกิดเหตุการณ์นั้นไม่เป็นความจริง เจ้าหน้าที่อาวุโสของสวนสัตว์ยืนยันว่า สิงโตทุกตัวมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย และผู้เสียชีวิตเป็นพนักงานที่ทำงานในสวนสัตว์มานานกว่า 30 ปี เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงาน

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิงโตเลี้ยงในประเทศไทย

การเลี้ยงสิงโตในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย และจำนวนสิงโตที่ถูกเลี้ยงในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีสิงโตที่ถูกลงทะเบียนแล้วเกือบ 500 ตัว อาศัยอยู่ในสวนสัตว์ ฟาร์มเลี้ยง คาเฟ่สัตว์เลี้ยง และที่อยู่อาศัยส่วนตัว

  • ความถูกต้องตามกฎหมาย: การเลี้ยงสิงโตในไทยสามารถทำได้ภายใต้กฎหมายที่กำหนด
  • จำนวนที่เพิ่มขึ้น: จำนวนสิงโตเลี้ยงในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • สถานที่เลี้ยง: สิงโตถูกเลี้ยงในหลากหลายสถานที่ ทั้งสวนสัตว์ ฟาร์ม และบ้านส่วนตัว

เหตุการณ์สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย และการจัดการสัตว์ป่าในประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีกในอนาคต สวนสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของทั้งเจ้าหน้าที่และสัตว์ป่า เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นโอกาสดีที่จะทบทวนกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ป่าในประเทศไทย ให้มีความเข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์ป่าได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน

ที่มา – สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว! มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อย่างเป็นทางการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมี นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

สาระสำคัญของประกาศคือ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 6 ราย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

รายชื่อผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

รายชื่อข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินทั้ง 6 ท่าน มีดังนี้:

  1. ว่าที่ร้อยเอกบุญมา แก้วล้วน
  2. นางสาวน้อมจิตร์ สังข์ด่านจาก
  3. นายวีระพงศ์ รอดรักขวัญ
  4. นายมานพ บุญแก้ว
  5. นายคณพศ หงสาวรางกูร
  6. นางสาวกิดาการ แสงวิทยานุกูล

ทุกท่านที่ได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในด้านการตรวจเงินแผ่นดินเป็นอย่างดี การได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่าน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะส่งผลต่อการดำเนินงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอย่างไรบ้าง? มีหลายประเด็นที่น่าจับตามอง:

  • ทิศทางการตรวจสอบ: รองผู้ว่าการฯ ชุดใหม่ จะมีมุมมองและแนวทางการตรวจสอบที่แตกต่างจากเดิมหรือไม่? จะเน้นการตรวจสอบในประเด็นใดเป็นพิเศษ?
  • ประสิทธิภาพในการทำงาน: การมีผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ สตง. ได้มากน้อยเพียงใด?
  • ความโปร่งใส: การดำเนินงานของ สตง. ภายใต้การบริหารของผู้บริหารชุดใหม่ จะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นหรือไม่?

การที่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาและยกระดับการทำงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายเงินของประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพผู้บริหารของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นต่อการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

หวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำพา สตง. ไปสู่การเป็นองค์กรตรวจสอบที่ทันสมัย โปร่งใส และเป็นที่เชื่อถือของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

รวบ! “มหาโจร” ตระเวนลักทรัพย์ทั่วไทย

ตำรวจทางหลวงรวบตัว “มหาโจร” ตระเวนลักทรัพย์ทั่วไทย ก่อคดีมาแล้วกว่า 30 คดี กวาดทรัพย์สินไปมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ถูกจับกุมได้กลางถนนเพชรเกษม

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล. สั่งการให้ พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. พ.ต.ท.วรฉัตร ฉลวยแสง สว.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. ทำการจับกุม นายจิรทีปต์ อายุ 55 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสระบุรี ที่ 152/2568 ลงวันที่ 8 เมษายน 2568 ในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นโดยใช้ยานพาหนะฯ” โดยจับกุมได้บริเวณถนนเพชรเกษม ช่วงกิโลเมตรที่ 129 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการประสานงานจากชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้ทำการตรวจสอบรถยนต์เก๋งฮอนด้า ซิตี้ แซดเอ็กซ์ สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถต้องสงสัยในคดีลักทรัพย์ในพื้นที่อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยรถคันดังกล่าวใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์อยู่บนถนนเพชรเกษม ขาเข้ากรุงเทพมหานคร ในเขตอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และได้พบรถยนต์ต้องสงสัยซึ่งมีลักษณะตรงกับที่ได้รับแจ้ง จึงส่งสัญญาณให้หยุดรถ แต่รถคันดังกล่าวกลับเร่งเครื่องหลบหนี จนกระทั่งถึงช่วงถนนเพชรเกษม ช่วงกิโลเมตรที่ 129 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถสกัดและควบคุมรถต้องสงสัยคันดังกล่าวไว้ได้

จากการตรวจสอบภายในรถ พบว่านายจิรทีปต์เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบประวัติ และพบว่ามีหมายจับของศาลจังหวัดสระบุรี จึงได้ทำการจับกุมตัว

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ร่วมกับพวกพ้องตั้งแก๊งตระเวนลักทรัพย์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจะเลือกบ้านของผู้ที่มีฐานะ เมื่อได้ทรัพย์สินมาแล้วก็จะนำไปขายในตลาดมืด ผู้ต้องหาเคยถูกจำคุกมาแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อพ้นโทษออกมาก็จะกลับมาร่วมกับเพื่อนที่เคยต้องโทษด้วยกัน ก่อเหตุดังกล่าวอีก

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมย้อนหลัง พบว่านายจิรทีปต์เป็นผู้ต้องหาในคดีลักทรัพย์รายสำคัญ ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง สร้างความเสียหายรวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เสาไห้ จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“มหาโจร” ตระเวนลักทรัพย์ทั่วไทย

รายละเอียดการจับกุม “มหาโจร” ตระเวนลักทรัพย์ทั่วไทย

  • ผู้ต้องหาคือนายจิรทีปต์ อายุ 55 ปี
  • ก่อเหตุลักทรัพย์มาแล้วกว่า 30 คดี
  • มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 50 ล้านบาท
  • ถูกจับกุมได้ที่จังหวัดเพชรบุรี

คดีของนายจิรทีปต์ เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงภัยร้ายจากอาชญากรรมที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย การตระเวนลักทรัพย์ทั่วไทยของ “มหาโจร” รายนี้ สร้างความเดือดร้อนและเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก การจับกุมตัวได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรม และสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

การป้องกันตนเองและทรัพย์สินจากภัยการลักขโมยเป็นสิ่งที่สำคัญ ควรติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย และล็อคประตูหน้าต่างให้แน่นหนา นอกจากนี้ การแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันอาชญากรรมได้

มหาโจร” รายนี้เป็นภัยสังคม การกำจัดคนเหล่านี้ให้หมดไปเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

ที่มา – จับ “มหาโจร” ตระเวนลักทรัพย์ทั่วไทยกว่า 30 คดี ได้ทรัพย์สินกว่า 50 ล้าน

สันติ กั๊ก! ชื่อหลุดโผ ครม.อนุทิน จริงหรือ?

“สันติ” กั๊ก ชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน 1” บอกยังแค่ข่าวลือ ขอรอลุ้นผลตรวจสอบคุณสมบัติก่อน รับจากปมการศึกษา 30-40 ปี สอบจริยธรรมเข้ม ไม่ปฏิเสธส่งชื่อ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” ลูกชายประกบเสียบแทน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2568 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กรณีมีกระแสว่ามีชื่อหลุดออกจากโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1 ว่า ตอนนี้ยังเป็นข่าวลืออยู่ เพราะตนเพิ่งส่งประวัติไปเมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 กันยายน 2568 แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีปัญหา ซึ่งตนยังไม่ได้รับแจ้งอะไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ คิดว่าชื่อไม่ขัดคุณสมบัติอะไรใช่หรือไม่ นายสันติ ระบุว่า “อาจจะมีปัญหาในเรื่อง 30-40 ปี ที่แล้ว ที่มีเหตุการณ์อะไรบ้าง แต่ก็เป็นตอนเด็กๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความผิดไม่มี แต่เดี๋ยวนี้มันมีเรื่องของจริยธรรม ที่มันกว้างใหญ่กว่าทะเล ฉะนั้น ก็ต้องไปดูว่าเขาตรวจสอบแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งตัวผมก็เคยเป็นรัฐมนตรีมาไม่รู้กี่กระทรวงแล้ว เป็นสิบปี แต่เดี๋ยวนี้จากกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ก็มีเรื่องจริยธรรม ต้องไปไกลมาก ต้องไปดูว่าผู้ที่ตรวจสอบเขาจะพิจารณาอย่างไร และข่าวที่ออกมาตอนนี้ก็เป็นข่าวลือ”

ทางด้านคำถามว่าเรื่อง 30 ปีที่แล้วจะสุ่มเสี่ยงจนทำให้ขาดคุณสมบัติหรือไม่ นายสันติ ตอบว่า “ก็ไม่รู้ไง ครั้งที่แล้วผมก็เป็น รมช.สาธารณสุข ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ช่วงก่อนหน้านั้น ก็ รมช.คลัง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เป็นมาแล้ว”

เมื่อถามย้ำว่ามีปัญหาเรื่องของการศึกษาใช่หรือไม่ นายสันติ เผยว่า เป็นเรื่องของการศึกษาสมัยก่อน แต่ที่จริงเราก็ไม่ได้ผิดอะไร เดี๋ยวให้เขาส่งกลับมาก่อน ค่อยเล่าให้ฟัง มันไม่ยากหรอก เพราะเราไม่เคยทำอะไรผิดอยู่แล้ว ส่วนคำถามว่าหากคุณสมบัติไม่ผ่าน มีแผนรองรับอย่างไรบ้าง นายสันติ ระบุว่า ถ้าไม่ผ่านก็ไปช่วยเขา ไม่มีอะไร

ขณะที่ประเด็นคำถามจะส่ง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชาย มานั่งรัฐมนตรีแทนหรือไม่ นายสันติ บอกว่า ลูกชายตนก็อายุ 40 กว่าแล้ว จบจากต่างประเทศ จบมาเยอะแยะ ทำงานมามากมาย เขาเก่งกว่าตนอีก ประสบการณ์การเมืองเขาก็ทำได้ ไม่มีอะไร

เมื่อถามย้ำว่าหากคุณสมบัติไม่ผ่านจะผลักดันลูกชายมาทำหน้าที่ใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ยังไม่รู้ อย่าเพิ่งไปคิดเลย ให้การตรวจสอบคุณสมบัติออกมาก่อน ผู้สื่อข่าวถามต่อแสดงว่าได้ส่งประวัติของนายพัฒนา ให้ตรวจสอบด้วยใช่หรือไม่ นายสันติ ระบุว่า เขาก็อยากจะมาฝึกอยู่แล้ว อาจจะมาเป็นที่ปรึกษาหรืออะไรก็แล้วแต่ ฉะนั้นเขาก็ต้องเช็กประวัติตัวเองก่อน.

“สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” ยังแค่ข่าวลือ ไม่ปฏิเสธส่งชื่อลูกชายประกบ

จากกรณีที่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสข่าวลือเรื่องชื่อของตนเองหลุดออกจากโผ“ครม.อนุทิน” นั้น ได้สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่ายถึงความเป็นไปได้และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ความเป็นไปได้ของข่าวลือ “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน”

ถึงแม้ว่านายสันติจะออกมากล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องคุณสมบัติที่อาจมีปัญหาจากเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงเรื่องจริยธรรมที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ การที่นายสันติเปิดเผยว่าได้มีการส่งประวัติของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชาย ไปให้ตรวจสอบด้วยนั้น ยิ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า อาจมีการเตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่นายสันติไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจริง

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ การที่นายสันติยอมรับว่าเรื่องคุณสมบัติอาจมีปัญหาจากเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงเรื่องจริยธรรมที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าผลการตรวจสอบจะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีผลต่อการตัดสินใจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หรือไม่

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่นายสันติออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะกั๊กๆ ทำให้สถานการณ์มีความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น จึงต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร

หากมองในภาพรวม การที่เกิดข่าวลือเรื่อง “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนทางการเมือง การพิจารณาคุณสมบัติและจริยธรรมของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศมีความเหมาะสมและสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะแต่งตั้งใครเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ที่มา – “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” ยังแค่ข่าวลือ ไม่ปฏิเสธส่งชื่อลูกชายประกบ

ชมโรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะ CHANGAN สุดล้ำ!

พาไปเปิดโลก โรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะของ CHANGAN ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G สุดล้ำ! ที่นี่ผลิตรถยนต์ได้ทั้งเครื่องยนต์ REEV และ BEV เลยทีเดียว

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้รับโอกาสสุดพิเศษในการเยี่ยมชมการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ของ CHANGAN ณ นครฉงชิ่ง ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีความสามารถในการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น REEV หรือ BEV ที่สำคัญคือการนำเทคโนโลยี 5G และหุ่นยนต์โรบอทมาใช้ในการขับเคลื่อนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยกำลังการผลิต 720 คันต่อกะ ทำให้ผลิตได้ถึง 280,000 คันต่อปี!

โรงงาน AVATR Digital Intelligence Factory ถือเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (NEV) ที่ทันสมัยที่สุดของ CHANGAN Automobile ใช้เวลาสร้างเพียง 352 วัน บนพื้นที่ 140,000 ตารางเมตร ภายในโรงงานประกอบด้วยอุปกรณ์มากกว่า 700 ชิ้น และระบบอัตโนมัติถึง 30% ทำให้สามารถผลิตรถยนต์ได้หนึ่งคันต่อนาที ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้กำลังผลิต AVATR 07, DEEPAL S05 และ CHANGAN E07

โรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะของ CHANGAN ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G นี้ มีกระบวนการผลิตที่เป็นดิจิทัล 100% โดยเชื่อมต่ออุปกรณ์กว่า 12,000 ชิ้นผ่านเครือข่าย 5G และใช้รถขนส่งอัตโนมัติ (AGV) กว่า 430 คัน ที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วยสถานีฐานขนาดใหญ่ 4 สถานี สถานีฐานขนาดเล็ก 338 สถานี และอุปกรณ์เชื่อมต่อเต็มรูปแบบกว่า 12,000 เครื่อง

กระบวนการผลิตที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเชื่อม งานพ่นสี การติดตั้งกระจกบังลมหน้า หลังคา Panoramic Sunroof และล้อรถยนต์ รวมถึงการติดตั้งซอฟต์แวร์อัตโนมัติ ล้วนใช้หุ่นยนต์โรบอทประมาณ 705 ตัวในการทำงาน

นอกจากนี้ ทีมงานยังได้พบกับเทคโนโลยี Integrated Die Casting หรือ IDC ซึ่งเป็นการฉีดขึ้นรูปอะลูมิเนียมชิ้นส่วนขนาดใหญ่ ทำให้การผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนเสร็จได้ภายในเวลาเพียง 2 นาที เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ตัวถังรถเบาลง แต่กลับมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ความน่าสนใจของการผลิตแบตเตอรี่

โรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะของ CHANGAN ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G ไม่ได้มีดีแค่การผลิตตัวรถเท่านั้น แต่ยังผลิตแบตเตอรี่ Golden Shield ซึ่งเป็นชุดแบตเตอรี่ที่ผสานเข้ากับแชสซี ทำให้แข็งแรง เบาขึ้น มีพื้นที่มากขึ้น และสามารถชาร์จจาก 30-80% ภายในเวลาเพียง 15 นาที ที่สำคัญคือมีความปลอดภัยสูงถึง 99.9% และทนทานต่อความร้อนได้ถึง 200°C

ปัญหาที่พบบ่อยในการผลิตรถยนต์

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในโรงงานคือ ชิ้นส่วนที่ประกอบโดยคนมีโอกาสเกิดปัญหาได้มากกว่าชิ้นส่วนที่ประกอบโดยเครื่องจักร เนื่องมาจากข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (human error) ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากการที่พนักงานมีการเปลี่ยนเวรหรือย้ายกะบ่อย รวมถึงการมีพนักงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับลักษณะงานหรือระบบการทำงาน ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย

โรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะของ CHANGAN ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G

จากที่ได้เยี่ยมชม โรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะของ CHANGAN ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตรถยนต์ยุคใหม่ การผสมผสานระหว่าง 5G หุ่นยนต์ และระบบดิจิทัล ทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และแม่นยำมากยิ่งขึ้น โรงงานแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอนาคตของการผลิตรถยนต์ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ที่มา – พาไปชมโรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะของ CHANGAN ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

“นายกฯ อนุทิน” สร้างความประหลาดใจ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษที่มาทัศนศึกษาพรรคภูมิใจไทย ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน เพื่อให้ประชาชนกลับมามีชีวิตปกติสุขโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คณะนักเรียนห้องเรียนพิเศษนิติศาสตร์ – รัฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 39 คน พร้อมคณาจารย์ 5 คน ได้เดินทางมาทัศนศึกษาภายในพรรคภูมิใจไทย ในระหว่างการบรรยายหัวข้อ “การเดินหน้านโยบายเพื่อแก้ปัญหาและดูแลประชาชน” โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในขณะนั้นเอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังการบรรยายและทักทายนักเรียนอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

นายอนุทินได้เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเกี่ยวกับนโยบายที่จะดำเนินการในช่วง 4 เดือนแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา “เวลานี้ต้องเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดศรีสะเกษ กลับมามีชีวิตที่ปกติสุขโดยเร็วที่สุด เรื่องความมั่นคง เรื่องการปฏิบัติการทางทหาร ขอให้เป็นหน้าที่ของกองทัพ หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข” นายกรัฐมนตรีกล่าว

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีสร้างความตื่นเต้นให้กับนักเรียนเป็นอย่างมาก ที่ได้มีโอกาสพบปะและสนทนากับผู้นำประเทศอย่างใกล้ชิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและเป็นกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาวอีกด้วย

  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและข้อพิพาทต่างๆ
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงภาพรวมของประเทศ

“นายกฯ อนุทิน” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เช่น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เซอร์ไพรส์ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษ ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน

“ไผ่ ลิกค์” แจงคดี มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

“ไผ่ ลิกค์” เผย ฝ่ายกฎหมายยื่นกฤษฎีกาตีความตรวจคุณสมบัติ หลัง สลค. ตรวจคุณสมบัติละเอียดยิบ แจงมีแค่คดีทะเลาะวิวาทช่วยแม่ 20 ปีที่แล้ว ยันไม่ท้อ มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้เป็นรัฐมนตรี

วันที่ 10 กันยายน 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่า คุณสมบัติของตนเองจะผ่านหรือไม่ผ่านตอนนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ตนเองเห็นแย้ง ซึ่งได้ขอให้กฤษฎีกาตีความ เนื่องจากกรณีนี้ตนเองถูกตรวจสอบหลายรอบแล้วแต่ก็ยังติดเงื่อนไขอยู่

นายไผ่ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า คดีที่ตนเองติดนั้นเป็นคดีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาท เหตุจากคนบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ และมารดาถูกผลักจึงเข้าไปช่วย ซึ่งคดีดังกล่าวก็ให้รอลงอาญาในคดีทะเลาะวิวาท ส่วนตัวมองว่าถ้ายึดเอาความผิดนี้มาเป็นบรรทัดฐานก็ไม่ยุติธรรมสำหรับการเป็นรัฐมนตรี เพราะไม่ใช่ความผิดร้ายแรงฆ่าคนตาย

ส่วนที่ยื่นคุณสมบัติให้กฤษฎีกาตรวจสอบและตีความไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่อยากเปิดทางให้คนอื่นที่มีคดีไม่ใหญ่แต่ต้องได้รับการพิจารณาในการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่าตนเองไม่ได้กังวลจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ปัจจุบันเป็น สส. ยังช่วยเหลือประชาชนได้ เพียงแต่รู้สึกว่ากรอกคุณสมบัติรัฐมนตรีหลายครั้ง ก็หลุดทุกครั้ง ทั้งที่ไม่ได้มีการกระทำที่จะทำให้มีความผิดถึงขั้นผิดจริยธรรม และมั่นใจว่าคดีที่ตนเองโดนจะไม่ถูกนำมาโยงเกี่ยวกับจริยธรรม

ขณะเดียวกัน นายไผ่ ยังบอกอีกว่า แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ท้อและไม่ได้เสียใจ เข้าใจว่าคนกำแพงเพชรอยากจะมีรัฐมนตรีของจังหวัดตัวเองเพื่อไปพัฒนา แต่ยืนยันว่าความตั้งใจในการทำงาน สส. จะไม่หมดแน่นอน ส่วนกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มั่นใจ 100% ได้นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสัดส่วนรัฐมนตรีของในพรรคกล้าธรรมไม่ได้มีปัญหาลงตัวหมดแล้ว

ในช่วงท้าย นายไผ่ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้มีว่าที่รัฐมนตรี 10 คน ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติซึ่งต้องลุ้นว่าจะผ่านครบทุกคนหรือไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเข้ามาทำงานของรัฐบาลชุดนี้อาจจะต้องล่าช้าออกไป

“ไผ่ ลิกค์” แจงคดี 20 ปีที่แล้ว มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

จากกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีความในอดีตของตัวนายไผ่เอง โดยนายไผ่ยืนยันว่า “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ดังกล่าวเป็นเรื่องของการทะเลาะวิวาทเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดจากการเข้าไปช่วยเหลือมารดาที่ถูกบุกรุกพื้นที่

ทำไม “ไผ่ ลิกค์” ถึงมั่นใจว่า “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

นอกจากประเด็นเรื่องคดีความของตนเองแล้ว นายไผ่ยังได้แสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างแน่นอน โดยเหตุผลที่ “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ของตนเอง ก็เพื่อต้องการเปิดทางให้บุคคลอื่น ๆ ที่มีคดีความไม่ร้ายแรงได้มีโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันบุคคลที่เหมาะสมเข้าสู่ตำแหน่งบริหารประเทศ

ทั้งนี้ นายไผ่ยังกล่าวถึงภาพรวมของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคกล้าธรรมว่าลงตัวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าร่วมรัฐบาลชุดใหม่

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง เนื่องจากยังมีว่าที่รัฐมนตรีอีกหลายท่านที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งต้องรอลุ้นผลว่าจะผ่านการตรวจสอบครบทุกคนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ความของตนเองและความมั่นใจในตัว ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

แม้ว่าการเข้ามาทำงานของรัฐบาลชุดใหม่อาจต้องล่าช้าออกไปบ้าง แต่ความมุ่งมั่นและความตั้งใจของนักการเมืองแต่ละท่านที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศชาติก็ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี 20 ปีที่แล้ว ทะเลาะวิวาทช่วยแม่ มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

“เท้ง” ตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน รอวันแถลงนโยบาย

“เท้ง ณัฐพงษ์” ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยขอรอความชัดเจนในวันแถลงนโยบายก่อน หวั่นเกรงว่าจะถูกครหาว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง ครม. หากพรรคภูมิใจไทยมีการปรับเปลี่ยนตามความเห็น  ยืนยันความพร้อมในการตรวจสอบเรื่องบุรีรัมย์คอนเนคชันทันที

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเปิดตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ตนได้ตอบคำถามเกี่ยวกับ ครม. ใหม่มาหลายครั้งแล้ว ยืนยันว่าพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านทันทีที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หากมีการปรับปรุงโฉมหน้า ครม. ไปตามที่ตนได้ให้ความเห็นไว้ จะกลายเป็นว่าพรรคประชาชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ครม. ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ไม่ถูกต้อง เราพยายามสื่อสารกับสังคมมาโดยตลอด ดังนั้น ความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการจัด ครม. ขอให้เป็นข้อคิดเห็นของสาธารณชนและ สส. ทุกคน แต่ในฐานะหัวหน้าพรรค ขอรอให้เกิดความชัดเจนก่อน เมื่อถามว่ามีการบ้านอะไรที่จะให้รัฐมนตรีใหม่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรอบเวลา 4 เดือนเป็นระยะเวลาสั้นๆ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่สุด และอย่าลืมคำนึงถึงผลผูกพัน เช่น การใช้จ่ายงบประมาณไปถึงรัฐบาลชุดหน้า สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ คือรัฐบาลชุดใหม่ที่ประชาชนเลือกมาพร้อมกับการเปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คงไม่ฝากอะไรมากไปกว่านี้ ให้ทุกคนเดินหน้าไปตาม MOA ที่ทำมา

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะตรวจสอบว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุรีรัมย์คอนเนคชัน และเป็นคนสนิทของ สว. สีน้ำเงินหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พร้อมตรวจสอบทันที อยากให้จับตาการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันแรก ที่นอกเหนือจากเนื้อหาที่จะแถลง ก็ยังมีความเหมาะสมของ ครม. ที่เราเตรียมเนื้อหาไว้อภิปรายเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่มีคนมองว่าเป็นความรับผิดชอบของนายณัฐพงษ์ ที่ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นบุรีรัมย์คอนเนคชันนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างที่บอกไป ขอไม่ให้ความเห็นในส่วนนี้ รอดูการแต่งตั้งและทำหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อนดีกว่า

“ผมพร้อมให้ความคิดเห็นอย่างเต็มที่เรื่อง ครม. แต่หากตนให้ความเห็นไปก่อน แล้วมีการปรับเปลี่ยน ครม. ก็แปลว่าตนไม่ได้ดำรงสภาพในพรรคฝ่ายค้าน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ตำแหน่ง รมต. ที่มีการยืนยันแล้ว เช่น นายกรัฐมนตรีจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะทำให้เกิดข้อครหาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ 100% อาจจะยังมีการปรับเปลี่ยนได้ ตอนนี้ขออนุญาตจริงๆ ว่ายังไม่ให้ความเห็นในส่วนนี้ เมื่อถามอีกว่า การไม่ให้ความเห็นเท่ากับยอมรับใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รอดูการทำหน้าที่วันแรกของการเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว การทำหน้าที่ตามกฎหมายวันแรกคือ การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันนั้นถ้ามีความชัดเจนแล้ว เราพร้อมจะตรวจสอบอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาแน่นอน

“เท้ง” พร้อมตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน รอวันแถลงนโยบาย

ประเด็นร้อน “เท้ง” กับการตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน

สรุปประเด็นสำคัญ: นายณัฐพงษ์ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมที่จะตรวจสอบประเด็นบุรีรัมย์คอนเนคชันอย่างเต็มที่ แต่ขอรอความชัดเจนหลังจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเสียก่อน การแสดงท่าทีดังกล่าวเป็นการรักษาสถานะของพรรคฝ่ายค้าน และป้องกันการถูกครหาว่าเข้าไปก้าวก่ายการจัดตั้ง ครม.

การรอวันแถลงนโยบายเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสและประสิทธิภาพของ ครม. เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างมีหลักการและรอบคอบ การตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ และการที่ “เท้ง” ประกาศความพร้อมที่จะตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

การที่นาย ณัฐพงษ์ ย้ำถึงการรอความชัดเจนก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับ ครม. สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังทางการเมือง และความต้องการที่จะรักษาบทบาทของพรรคฝ่ายค้านอย่างเคร่งครัด การให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ในวันแรกของการเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว คือการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การจับตาดูการแถลงนโยบายและการตรวจสอบของพรรคประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายค้านในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – “เท้ง” พร้อมตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน ยังไม่วิจารณ์หน้าตา ครม. รอวันแถลงนโยบาย