วัน: 15 กันยายน 2025

กขค. คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด เริ่มตุลาคมนี้

กขค. เตรียมออกกฎเหล็กคุม อี-คอมเมิร์ซ ป้องกันการผูกขาดและการทำธุรกิจที่เอาเปรียบผู้ค้ารายย่อย หลังพบยอดร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับการถูกบังคับเลือกใช้บริการขนส่งสินค้าของแพลตฟอร์ม, การบีบให้ทำโปรโมชั่นที่ไม่เป็นธรรม และการฉวยโอกาสขึ้นค่าธรรมเนียมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้

นายวิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กขค. ได้ร่างประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน ในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ หรือ ไกด์ไลน์อี-คอมเมิร์ซเสร็จสิ้นแล้ว และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจนถึงวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซต์ www.tcct.or.th และระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th

สาเหตุสำคัญของการจัดทำไกด์ไลน์ฉบับนี้ เนื่องมาจากมีการร้องเรียนเข้ามามากกว่า 10 คดี เกี่ยวกับปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ผู้ค้าต้องใช้บริการขนส่งสินค้าของแพลตฟอร์มเอง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป รวมถึงพฤติกรรมการค้าอื่นๆ ที่ไม่เป็นธรรม เช่น เงื่อนไขการคืนเงิน คืนสินค้า หรือการบังคับให้ทำโปรโมชั่นต่างๆ ดังนั้น การออกไกด์ไลน์นี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดที่ชัดเจน ให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การกำหนดเพดานการขึ้นค่าธรรมเนียม และระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้า รวมถึงสิทธิในการเลือกวิธีการชำระเงินและบริษัทขนส่ง

กขค. คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด เริ่มตุลาคมนี้

“ไกด์ไลน์ อี-คอมเมิร์ซ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ ให้ปฏิบัติต่อผู้ประกอบธุรกิจอื่นๆ อย่างเป็นธรรม ไม่กีดกัน บังคับ จำกัดสิทธิ หรือเลือกปฏิบัติอันเป็นการผูกขาด หากพบว่ามีการฝ่าฝืน จะมีบทลงโทษตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 หลังจากรวบรวมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายแล้ว จะนำมาปรับปรุงแก้ไขก่อนเสนอให้ กขค. พิจารณาต่อไป โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้” เลขาธิการ กขค. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ร่างประกาศฉบับนี้มีเนื้อหาครอบคลุมถึงการควบคุมพฤติกรรมการค้าออนไลน์ที่ไม่เป็นธรรมในหลายด้าน อาทิ การบังคับให้ตั้งราคาสินค้าหรือบริการต่ำกว่าต้นทุนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร, การห้ามตั้งราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการบนแพลตฟอร์มอื่นให้ต่ำกว่าช่องทางการค้าของตนเอง, การกำหนดราคาขายต่อโดยให้ตั้งราคาตามที่กำหนด หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกปฏิเสธการให้จำหน่ายสินค้า นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นกว่าเดิม, การขึ้นค่าธรรมเนียมตามคู่แข่ง, การเก็บค่าธรรมเนียมต่ำกว่าต้นทุนรวมเฉลี่ยเพื่อผลักดันให้คู่แข่งออกจากตลาด, การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือการไม่แจ้งค่าธรรมเนียมให้ทราบล่วงหน้า

รายละเอียดการควบคุมพฤติกรรม อี-คอมเมิร์ซ

นอกจากนี้ ไกด์ไลน์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลพฤติกรรมการกีดกันการมองเห็นสินค้าหรือบริการ ซึ่งผู้ให้บริการอาจใช้ระบบอัลกอริทึมในการปิดกั้นหรือจำกัดการมองเห็น และให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ขายที่ตนได้รับผลประโยชน์มากกว่า เช่น การจัดวางสินค้าของตนในตำแหน่งที่โดดเด่นบนหน้าแรก, การบังคับให้เลือกใช้บริการรับและขนส่งสินค้าที่กำหนด, การบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขอันเป็นการจำกัดสิทธิโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น การยกเลิกบัญชีผู้ขาย, การถอดสินค้าหรือบริการออกจากช่องทางการจำหน่าย, การบังคับซื้อขายพ่วงสินค้าและบริการ หรือการให้ส่งข้อมูลทางการค้าทุกประเภท เพื่อนำไปสร้างข้อจำกัดและกีดกันการแข่งขัน, การเลือกปฏิบัติจนก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน

การออกมาตรการ กขค. คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมการแข่งขันในตลาดออนไลน์ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมให้เกิดการค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

การที่ กขค. เข้ามา คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด ครั้งนี้ จะส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองมากขึ้นเเละมีทางเลือกในการซื้อสินค้าเเละบริการมากกขึ้นรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยก็จะได้รับการสนับสนุนให้สามารถเเข่งขันในตลาดได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

ที่มา – กขค.เร่งคุม อี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด-ฮั้วตั้งราคาขาย เริ่มใช้ตุลาคมนี้

ไต้หวันผงะ! พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ อินโดฯ

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อดังจากอินโดนีเซีย! ข่าวนี้สร้างความตกใจไปทั่ว ขณะที่ทางการอินโดนีเซียเร่งตรวจสอบด่วน ยืนยันสินค้าที่ขายในประเทศยังปลอดภัย เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 สำนักข่าวอันตาราของอินโดนีเซียรายงานว่า ศูนย์ความปลอดภัยด้านอาหารของไต้หวันได้ตรวจพบสาร “เอทิลีนออกไซด์” (Ethylene Oxide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่จัดว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ Indomie รส Soto Banjar Limau Kulit ที่ผลิตโดยบริษัทอินโดฟู้ด (Indofood) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาหารยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซีย

นายทารูนา อิคราร์ หัวหน้าสำนักงานควบคุมอาหารและยาอินโดนีเซีย (BPOM) ยอมรับว่าผลิตภัณฑ์นี้ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของไต้หวัน โดยพบว่าเป็นสินค้าที่ถูกนำเข้าไปยังไต้หวันผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่ใช่ตัวแทนผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ และไม่มีการรับรู้จากบริษัทผู้ผลิต ทำให้เกิดคำถามถึงช่องทางการนำเข้าและการควบคุมคุณภาพสินค้า

พร้อมกันนี้ ระบุว่า ทางบริษัทอินโดฟู้ดกำลังตรวจสอบวัตถุดิบและสาเหตุที่ทำให้พบสารชนิดนี้ พร้อมรายงานผลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ขณะที่ยืนยันว่าตามกฎหมายของอินโดนีเซีย สินค้าชนิดนี้มีทะเบียนจำหน่ายถูกต้อง และยังปลอดภัยต่อการบริโภคในประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ว่าตกลงแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้ปลอดภัยจริงหรือไม่

ขณะเดียวกัน ทางการอินโดนีเซียแนะนำผู้บริโภคให้ตรวจสอบฉลาก บรรจุภัณฑ์ วันหมดอายุ และข้อมูลโภชนาการทุกครั้งก่อนซื้อ เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมขออย่าตื่นตระหนกต่อรายงานข่าวที่เกิดขึ้น

โดยที่ผ่านมามาตรฐานความปลอดภัยอาหารในประเทศต่างๆ ยังมีความแตกต่างกัน โดยไต้หวันห้ามตรวจพบสารเอทิลีนออกไซด์ในอาหารโดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นนโยบายที่เข้มงวดกว่าหลายประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอินโดนีเซียมีกฎระเบียบต่างออกไป ส่วนคณะกรรมาธิการโคเด็กซ์ ภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยังไม่ได้กำหนดปริมาณสารตกค้างสูงสุดของสารนี้ในอาหาร

ทั้งนี้ เอทิลีนออกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสีใช้ในกระบวนการผลิตสารเคมีต่างๆ อาทิ พลาสติก ผ้าใยสังเคราะห์ น้ำยาซักล้าง และกาว รวมถึงใช้ฆ่าเชื้ออุปกรณ์การแพทย์และทันตกรรมที่ไม่สามารถฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำหรือรังสีได้

ไต้หวันผงะ! พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ อินโดฯ

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและความเชื่อมั่นในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำ คำถามที่เกิดขึ้นคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสินค้าที่เราบริโภคปลอดภัยจริง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการอย่างไรเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต

  • ตรวจสอบย้อนกลับ: ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตทั้งหมด
  • มาตรฐานความปลอดภัย: ควรมีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เป็นสากลและเข้มงวด
  • การสื่อสาร: หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต้องมีการสื่อสารที่โปร่งใสและทันท่วงทีแก่ผู้บริโภค

ในสถานการณ์เช่นนี้ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางอาหารและการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ การเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีการรับรองมาตรฐานเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงได้

ที่มา – ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ จากอินโดนีเซีย ทางการอินโดฯ เร่งตรวจสอบ

เปลี่ยนสติ้กเกอร์! ส่อง กระบะ FORD RANGER EXTRA PACK

สาวกฟอร์ดห้ามพลาด! Ford Thailand ปรับโฉมรถกระบะ 3 รุ่นย่อย Ranger Extra Pack เอาใจคนชอบแต่งรถโดยเฉพาะ! นำทีมโดย Ranger Raptor Extra Pack กระบะพันธุ์ดุ สมรรถนะสูง มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 สุดแรง! นอกจากนี้ยังมี Ford Ranger Wildtrak Extra Pack รุ่น 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขวัญใจสายลุย และน้องเล็ก Ford Ranger XLS Extra pack กระบะ 4 ประตูยกสูง รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด แต่งหล่อพร้อมซิ่ง! ทั้งสามรุ่นย่อยมาพร้อมการรับประกันตัวรถและอุปกรณ์เสริมยาวๆ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ใครสนใจเตรียมตัวให้พร้อม เปิดจองผ่านช่องทางออนไลน์ www.ford.co.th วันที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป รีบเลย!

มาเจาะลึกแต่ละรุ่นกัน เริ่มที่ Ford Ranger Raptor Extra Pack สุดยอดกระบะพันธุ์ดุ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 เร้าใจ! เพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอร์ตบาร์ดีไซน์ใหม่ และสติกเกอร์เอกลักษณ์เฉพาะ Raptor เท่านั้น! ช่วงล่างเทพ โช้คอัพ FOXTM แบบ Live Valve Internal Bypass 2.5 นิ้ว ปรับได้ 7 โหมดการขับขี่ ระบบ Active Valve Exhaust ปรับเสียงท่อได้ถึง 4 โหมด! ภายในยังคงความหรูหรา เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง ระบบความบันเทิงจัดเต็ม ลำโพง Bang & Olufsen® 10 ตำแหน่ง สนนราคา 1,984,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง มีให้เลือก 4 สีสุดเท่ ได้แก่ สีดำ แอบโซลูท แบล็ก สีขาว อาร์คติค ไวท์ สีเทา คอมมานด์ เกรย์ และสีส้ม โค้ด ออเรนจ์

ต่อกันที่ Ford Ranger Wildtrak Extra Pack รุ่น 2.0 ลิตร เทอร์โบ กระบะสายลุยที่มาพร้อมล้ออัลลอยใหม่แบบบีดล็อก ขนาด 18 นิ้ว เท่สุดๆ! เพิ่มดีเทลด้วยการตกแต่งด้านข้างตัวรถ สปอร์ตบาร์สไตล์ไวลด์แทรค เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด กำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ภายในยังคงความสะดวกสบาย ระบบเสียงและความบันเทิงครบครัน ฟีเจอร์ความปลอดภัยก็จัดเต็ม ราคา 1,104,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ สีขาว อาร์คติค ไวท์ สีเทา เมทิเออร์ เกรย์ และสีดำ แอบโซลูท แบล็ก

ปิดท้ายด้วย Ford Ranger XLS Extra pack กระบะ 4 ประตูยกสูง ที่มาพร้อมสติกเกอร์ตกแต่งด้านท้าย บันไดข้างและบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย สุดเท่! ไฮไลท์อยู่ที่ฝาท้ายกระบะ ปรับเป็นโต๊ะทำงานช่างอเนกประสงค์ได้ พร้อมจุดยึดอุปกรณ์ช่าง 2 จุด และไม้บรรทัดวัดขนาดแบบ Built-in ที่แบ่งระยะวัดทุก 10 มิลลิเมตร เอาใจสายช่างสุดๆ ภายในยังคงความสะดวกสบาย เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง หน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสี ขนาด 4 นิ้ว ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A รองรับ Wireless Apple CarPlay® และ Android Auto™ ราคาพิเศษ 809,000 บาท (จากราคาปกติ 934,000 บาท) ตั้งแต่ 12 กันยายน 2568 ถึง 31 ตุลาคม 2568 เท่านั้น! มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว อาร์คติค ไวท์ และสีเทา เมทิเออร์ เกรย์

Ford Ranger Extra Pack ทั้ง 3 รุ่นย่อย มาพร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) อุ่นใจหายห่วง!

เปลี่ยนสติ้กเกอร์! ส่อง กระบะสามรุ่นย่อย FORD RANGER EXTRA PACK

สรุปแล้ว Ford Ranger Extra Pack รอบนี้เน้นการปรับโฉมภายนอก เพิ่มความโดดเด่นด้วยสติกเกอร์และอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ใครที่กำลังมองหากระบะคู่ใจที่บ่งบอกสไตล์ความเป็นตัวคุณ ไม่ควรพลาด! แต่ละรุ่นย่อยก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป เลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณได้เลย

ทำไมต้อง Ford Ranger Extra Pack?

  • ดีไซน์โดดเด่น สติกเกอร์และอุปกรณ์ตกแต่งเฉพาะรุ่น
  • สมรรถนะหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
  • รับประกัน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร อุ่นใจ
  • รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด รีบจับจอง!

Ford Ranger Extra Pack ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการกระบะที่แตกต่างและโดดเด่นกว่าใคร หากคุณเป็นคนที่ชอบแต่งรถและมองหากระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ Ford Ranger Extra Pack ทั้ง 3 รุ่นย่อยนี้คือคำตอบของคุณ!

ที่มา – เปลี่ยนสติ้กเกอร์! ส่อง กระบะสามรุ่นย่อย FORD RANGER EXTRA PACK

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอล บินเหนือโปแลนด์

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนยุโรปตะวันออกยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุด ฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินรบราฟาเอล จำนวน 2 ลำ ขึ้นบินเหนือน่านฟ้าโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการ “อีสต์เทิร์น เซนทรี” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการร่วมกับนาโต เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและการป้องกันภัยคุกคาม

การตัดสินใจของฝรั่งเศสในการส่งเครื่องบินรบราฟาเอล มายังโปแลนด์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนพันธมิตรนาโต และการตอบสนองต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค หลังจากที่นาโตได้ประกาศเสริมกำลังทางอากาศและภาคพื้นดินบริเวณชายแดนที่ติดกับเบลารุส รัสเซีย และยูเครน เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการรุกรานของรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์โดรนรัสเซียล้ำน่านฟ้าโปแลนด์เมื่อไม่นานมานี้

พลเอกผู้บัญชาการสูงสุดของนาโตในยุโรปเน้นย้ำว่า ปฏิบัติการ “อีสต์เทิร์น เซนทรี” จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการป้องกันภัยทางอากาศอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบราฟาเอล จากฝรั่งเศส เครื่องบินรบ F-16 จากเดนมาร์ก เรือฟริเกต และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร

ทางด้านนายวลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามีช รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ ได้กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ปฏิบัติการนี้เป็นสัญลักษณ์ของการป้องปรามเชิงรุก และความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติในทุกพื้นที่ที่จำเป็น แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างโปแลนด์และพันธมิตร

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอล บินเหนือโปแลนด์

ก่อนหน้านี้ ได้เกิดเหตุการณ์โดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ ทำให้นาโตต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นสกัดและยิงตก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องตอกย้ำความกังวลที่ว่า สงครามรัสเซีย–ยูเครนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง อาจขยายวงกว้างไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้

แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะโจมตีโปแลนด์ และเบลารุสซึ่งเป็นพันธมิตรได้อ้างว่า โดรนดังกล่าวอาจหลงทิศทางเนื่องจากถูกรบกวนสัญญาณ แต่ผู้นำยุโรปหลายประเทศเชื่อว่า นี่คือการยั่วยุโดยเจตนาของรัสเซียเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของนาโต

นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โดนัลด์ ทัสก์ ได้ออกมาปฏิเสธความเห็นของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวว่า การบินล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ของโดรนอาจเป็นเพียงความผิดพลาดเล็กน้อย

ทำไมฝรั่งเศสถึงส่งเครื่องบินรบราฟาเอลมาที่โปแลนด์?

การส่งเครื่องบินรบราฟาเอลมาที่โปแลนด์นั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน การปรากฏตัวของเครื่องบินรบที่ทันสมัยเช่นราฟาเอลเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของฝรั่งเศสและนาโตในการปกป้องพันธมิตรและรักษาความมั่นคงของยุโรป

นอกจากนี้ การเข้าร่วมในปฏิบัติการ “อีสต์เทิร์น เซนทรี” ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกนาโตในการเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงร่วมกัน การสนับสนุนทางทหารและยุทโธปกรณ์จากหลากหลายประเทศ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของโปแลนด์ และเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

การที่ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอลมายังโปแลนด์ ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกถึงความร่วมมือทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญไปยังรัสเซียว่า ชาติตะวันตกพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของพันธมิตรนาโต การกระทำดังกล่าวเป็นการยับยั้งการรุกรานและการยั่วยุที่อาจเกิดขึ้น และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

จะเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของยุโรป และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของฝรั่งเศสและนาโตในการรักษาความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอลบินเหนือโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการนาโตสกัดภัยจากรัสเซีย

เบนซ์ชนลุงดับ! หนุ่ม 19 ปี ขับเบนซ์ซิ่งชน


อุบัติเหตุสลด! หนุ่มวัย 19 ปี ขับรถเบนซ์ ชนลุงขับจยย. จอดรอข้ามสะพานเสียชีวิต ที่ปทุมธานี ตำรวจนำตัวหนุ่มคนขับไปสอบปากคำเพิ่มเติม

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 15 กันยายน 2568 ร.ต.ท.เอกรัตน์ มีดี รอง สว.(สอบสวน) สภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันและมีผู้เสียชีวิต บริเวณถนนเอราวัณ 1 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.คลองหลวง แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อนายสุนันท์ บุดดีหงส์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36/129 ม.15 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่ข้างถนน ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า คลิก หมายเลขทะเบียน 2ขฆ 5422 กรุงเทพมหานคร ล้มคว่ำอยู่และมีรอยชนที่ข้างรถด้านขวาเสียหาย ห่างออกไปประมาณ 10 เมตร พบรถนั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ หมายเลขทะเบียน 8กร 9779 กรุงเทพมหานคร ที่ด้านรถมีรอยชนกระจกหน้ารถแตก และกระจกมองข้างด้านขวาแตก ได้รับความเสียหาย โดยมีนายภานุวิชญ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี เป็นคนขับยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.คลองหลวง ได้ให้ข้อมูลว่า มีคนขับรถกระบะบอกว่า ตนเองขับตามรถจักรยานยนต์มา และรถจักรยานยนต์กำลังจะเลี้ยวข้ามสะพาน ข้ามคลอง จังหวะนั้นรถเบนซ์ขับตามหลังมาและแซงรถของตนเองไปชนกับรถจักรยานยนต์เข้าอย่างแรง จึงทำให้คนขับรถจักรยานยนต์เสียชีวิต ส่วนนายภานุวิชญ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี คนขับรถเบนซ์ได้ให้ข้อมูลว่าตนเองขับรถจะไปส่งแฟนที่คลองห้า

ด้าน ร.ต.ท.เอกรัตน์ มีดี รอง สว.(สอบสวน) สภ.คลองหลวง หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วจึงบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานและได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำผู้เสียชีวิต ส่งนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง และจะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุอีกครั้งของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ พร้อมทั้งได้นำตัวนายภานุวิชญ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี คนขับรถเบนซ์ ไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.คลองหลวง

เบนซ์ซิ่งชนลุงขับจยย. จอดรอข้ามสะพานเสียชีวิต

เบนซ์ซิ่งชนลุงขับจยย. จอดรอข้ามสะพานเสียชีวิต กลายเป็นข่าวเศร้าที่เกิดขึ้นในจังหวัดปทุมธานี เมื่อหนุ่มวัย 19 ปี ขับรถเบนซ์ด้วยความเร็วสูง พุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่จอดรอเลี้ยวข้ามสะพาน ทำให้คุณลุงผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก และกลายเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองถึงความรับผิดชอบของผู้ขับขี่รถเบนซ์

รายละเอียดอุบัติเหตุ เบนซ์ซิ่งชนลุงขับจยย.

จากรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง ระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.00 น. บนถนนเอราวัณ 1 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ในที่เกิดเหตุพบร่างของนายสุนันท์ บุดดีหงส์ อายุ 52 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า คลิก ซึ่งล้มคว่ำอยู่ ใกล้กันพบรถเบนซ์ หมายเลขทะเบียน 8กร 9779 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในสภาพด้านหน้ารถพังเสียหาย โดยมีนายภานุวิชญ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี เป็นผู้ขับขี่ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตกำลังจอดรอเลี้ยวข้ามสะพาน ในขณะที่รถเบนซ์ขับมาด้วยความเร็วสูงและพยายามแซงรถกระบะที่ขับอยู่ด้านหน้า ทำให้พุ่งชนรถจักรยานยนต์อย่างจัง ส่งผลให้นายสุนันท์เสียชีวิตทันที

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายภานุวิชญ์ไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.คลองหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการสอบสวน

เหตุการณ์ เบนซ์ซิ่งชนลุงขับจยย. จอดรอข้ามสะพานเสียชีวิต ครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ให้ระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีก

การสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย และเคารพกฎจราจร เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ที่มา – เบนซ์ซิ่งชนลุงขับจยย. จอดรอข้ามสะพานเสียชีวิต นำตัวหนุ่มคนขับวัย 19 ไปสอบปากคำเพิ่ม

อาลัย “เอร์เมโต ปัสโกอัล” พ่อมดดนตรีบราซิล

วงการดนตรีโลกต้องสูญเสียบุคคลสำคัญ “เอร์เมโต ปัสโกอัล พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล” ผู้สร้างสรรค์ผลงานผสมผสานดนตรีแจ๊สและดนตรีพื้นบ้านบราซิล เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 89 ปี สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่ครอบครัว เพื่อนฝูง และแฟนเพลงทั่วโลก

ข่าวการเสียชีวิตของ เอร์เมโต ปัสโกอัล พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล ถูกประกาศผ่านทางอินสตาแกรมของครอบครัวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตแต่อย่างใด ตลอดชีวิตของเขา ปัสโกอัลได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงบรรเลงมากกว่า 2,000 ชิ้น และยังคงสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งอายุ 80 กว่าปี

ปัสโกอัลเป็นนักดนตรีผู้มีความสามารถรอบด้าน สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด ทั้งเปียโน ฟลุต แซกโซโฟน กีตาร์ กลอง และหีบเพลงชัก นอกจากนี้ เขายังเป็นที่รู้จักจากการนำสิ่งของรอบตัวมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ดนตรี อย่างเช่นการนำหมูเป็นๆ สองตัวเข้ามาในสตูดิโอระหว่างการบันทึกเสียงอัลบั้มเปิดตัวในปี 1976

เอร์เมโต ปัสโกอัล พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล เกิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2479 ในหมู่บ้านชนบททางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอาลาโกอัส ด้วยภาวะผิวเผือก ทำให้เขาไม่สามารถทำงานกลางแจ้งได้ เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการฝึกฝนดนตรีด้วยตัวเอง

เมื่ออายุ 10 ขวบ เขาเริ่มเล่นดนตรีตามงานเต้นรำและงานแต่งงาน ก่อนที่จะเริ่มเล่นดนตรีแนวฟอร์โรและดนตรีพื้นบ้านอื่นๆ ทั่วภูมิภาค ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ปัสโกอัลได้ย้ายไปริโอเดจาเนโรและได้รู้จักกับวงการดนตรีแจ๊ส เริ่มทำการแสดงในไนต์คลับและเข้าร่วมวงออร์เคสตราของสถานีวิทยุ

เอร์เมโต ปัสโกอัล พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล

การผสมผสานดนตรีแจ๊สเข้ากับดนตรีพื้นบ้านบราซิล ทำให้ปัสโกอัลได้รับการยอมรับและร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมายของบราซิล เช่น เอลิส เรจินา และแอร์โต มอเรรา มอเรรายังได้ร่วมเดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกากับปัสโกอัล และได้พบกับไมล์ส เดวิส ตำนานนักดนตรีแจ๊ส

ไมล์ส เดวิส ยกย่อง เอร์เมโต ปัสโกอัล พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล ว่าเป็น “นักดนตรีที่สำคัญที่สุดในโลก” ถึงแม้จะได้รับการยอมรับในวงการแจ๊ส แต่ปัสโกอัลก็ปฏิเสธที่จะถูกเรียกว่าเป็นนักดนตรีแจ๊ส เนื่องจากเขาได้รับอิทธิพลจากดนตรีบราซิลดั้งเดิมอย่างโชรินโญและแซมบ้าไม่น้อยไปกว่ากัน

อิทธิพลทางดนตรีของเอร์เมโต ปัสโกอัล

เอร์เมโต ปัสโกอัล ไม่เพียงแต่เป็นนักดนตรีที่เก่งกาจ แต่เขายังเป็นนักทดลองที่กล้าที่จะผสมผสานแนวดนตรีที่แตกต่างกัน ผลงานของเขาจึงมีความเป็นเอกลักษณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นหลังมากมาย

  • การผสมผสานดนตรีแจ๊สและดนตรีพื้นบ้านบราซิล
  • การใช้สิ่งของรอบตัวในการสร้างสรรค์ดนตรี
  • การเป็นนักทดลองทางดนตรีที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ

“เมื่อพวกเขาคิดว่าผมกำลังทำสิ่งหนึ่งอยู่ ผมก็ได้ทำสิ่งอื่นไปแล้ว… มันไหลลื่นมาก” ปัสโกอัลกล่าวถึงแนวทางการทำดนตรีของเขา

การจากไปของ เอร์เมโต ปัสโกอัล พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการดนตรีโลก แต่ผลงานและจิตวิญญาณของเขาจะยังคงอยู่และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นต่อๆ ไปอย่างแน่นอน

ที่มา – เอร์เมโต ปัสโกอัล “พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล” เสียชีวิตขณะมีอายุ 89 ปี

ทีมแมนยูฯ ที่จัดแบบ ‘ยัด’ ทำให้ทีมเสียเปรียบ?

ทีมแมนยูฯ ที่จัดแบบ ‘ยัด’ ทำให้ทีมเสียเปรียบ?

แดนนี เมอร์ฟี ผู้เชี่ยวชาญจากรายการ Match Of The Day เชื่อว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีผู้เล่นที่เหมาะสมในการเล่นระบบ 3-4-3 ของ รูเบน อโมริม โดยเน้นไปที่ผลงานของ บรูโน แฟร์นานเดส และ ลุค ชอว์ ในความพ่ายแพ้ 3-0 ต่อคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเผชิญกับความท้าทายในการค้นหาระบบที่เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีอยู่ การพยายามยัดผู้เล่นเข้าไปในระบบที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพโดยรวมของทีม ผลการแข่งขันล่าสุดแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดทีมที่ไม่สมดุล และการขาดความเข้าใจในบทบาทของแต่ละคน

การพิจารณาอย่างรอบคอบถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้เล่นแต่ละคนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ การปรับเปลี่ยนระบบหรือการมองหาผู้เล่นใหม่ที่เหมาะสมกับระบบที่ต้องการ อาจเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ปัญหาการจัดทีมแบบ ‘ยัด’ ของแมนยูฯ

การจัดทีมแบบ ‘ยัด’ หมายถึงการพยายามนำผู้เล่นที่มีอยู่มาเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด หรือระบบที่ไม่เหมาะสมกับทักษะของพวกเขา สิ่งนี้มักเกิดขึ้นเมื่อทีมมีข้อจำกัดด้านผู้เล่นบาดเจ็บ หรือขาดแคลนผู้เล่นในบางตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น การให้กองกลางตัวรุกอย่าง บรูโน แฟร์นานเดส ไปเล่นในตำแหน่งที่ต้องเน้นเกมรับ อาจทำให้เขาไม่สามารถแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์เกมได้อย่างเต็มที่

สถานการณ์เดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับ ลุค ชอว์ ที่อาจไม่ถนัดในการเล่นเป็นกองหลังตัวกลางในระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็ค ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงในเกมรับของทีม การแก้ไขปัญหาการจัดทีมแบบ ‘ยัด’ จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงความสามารถของผู้เล่นแต่ละคน และการปรับเปลี่ยนระบบให้เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีอยู่

ผลกระทบต่อผลงานของทีม

เมื่อผู้เล่นถูกใช้งานในตำแหน่งที่ไม่ถนัด หรือระบบที่ไม่เหมาะสม ผลงานของพวกเขามักจะต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของแต่ละบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อทีมโดยรวมอีกด้วย ความไม่สมดุลในทีม การขาดความเข้าใจในบทบาท และการสื่อสารที่ผิดพลาด อาจเป็นผลลัพธ์ที่ตามมา

นอกจากนี้ การจัดทีมแบบ ‘ยัด’ อาจส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของผู้เล่น พวกเขาอาจรู้สึกไม่มั่นใจในบทบาทของตนเอง และสูญเสียความกระตือรือร้นในการเล่น การสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้เล่นเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้พวกเขาก้าวข้ามอุปสรรคและกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง

ทางออกที่เป็นไปได้

เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดทีมแบบ ‘ยัด’ โค้ชจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบให้เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีอยู่ การทดลองระบบใหม่ๆ การสลับตำแหน่งผู้เล่น และการให้โอกาสแก่ผู้เล่นดาวรุ่ง อาจเป็นทางออกที่เป็นไปได้

นอกจากนี้ การเสริมทัพด้วยผู้เล่นใหม่ที่เหมาะสมกับระบบที่ต้องการ ก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา การมองหาผู้เล่นที่มีทักษะและความสามารถที่หลากหลาย จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดทีมและลดความจำเป็นในการจัดทีมแบบ ‘ยัด’

บทสรุป

การจัดทีมแบบ ‘ยัด’ อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางสถานการณ์ แต่ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พิจารณา หลังจากได้สำรวจทางเลือกอื่นๆ ทั้งหมดแล้ว การให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เล่น การปรับเปลี่ยนระบบ และการเสริมทัพด้วยผู้เล่นที่เหมาะสม จะช่วยให้ทีมสามารถสร้างผลงานที่ดีได้อย่างยั่งยืน

ฟอร์มการเล่นที่ไม่สอดคล้องกันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอาจเป็นผลมาจากการเลือกทีมที่ ‘ยัดเยียด’ ซึ่งโค้ชพยายามบีบผู้เล่นให้เข้าระบบที่ไม่เหมาะสมกับทักษะของพวกเขา การปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์อาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของทีม

ทีมแมนยูฯ ที่จัดแบบ ‘ยัด’ ทำให้ทีมเสียเปรียบหรือไม่? คำตอบอาจจะชัดเจนมากขึ้นเมื่อทีมเริ่มแสดงความสอดคล้องภายใต้แผนที่โค้ชปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีอยู่

ที่มา – Is Man Utd’s ‘shoehorned’ team selection costing them?

แมนยูฯ ปัญหาไม่ใช่ระบบ แต่เป็นตัวผู้เล่น!

ผมรู้สึกเหมือนว่าผมกำลังพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อผมพูดถึงปัญหาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สิ่งเดิมๆ ก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ

พวกเขาทำผิดพลาดแบบเดิมๆ และมันไม่ได้ยากที่จะป้องกันเลยด้วยซ้ำ

ผมได้ดูเกมพรีเมียร์ลีกทั้งสี่นัดของยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ทุกนาที และแน่นอนว่ามีจุดที่ต้องปรับปรุง ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องแปลกที่จะพูดหลังจากที่พวกเขาเพิ่งแพ้ดาร์บี้ 3-0

ผมได้เน้นย้ำถึงปัญหาเกี่ยวกับแผน 3-4-2-1 ของ รูเบน อโมริม ตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่งที่โอลด์แทรฟฟอร์ดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และผมไม่ใช่แฟนของรูปแบบนั้น แต่พวกเขาได้ทำงานกับมัน และคุณบอกได้เลย

พวกเขาดูเป็นทีมที่กะทัดรัดมากขึ้นในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พวกเขาโจมตีหรือป้องกัน พวกเขาอยู่ในรูปแบบที่ดี และระยะห่างระหว่างแนวต่างๆ ของพวกเขาน้อยลงมาก ซึ่งทำให้เล่นงานได้ยากขึ้น

น่าเสียดายสำหรับอโมริม การปรับปรุงที่พวกเขาทำนั้นถูกมองข้ามไป เพราะความผิดพลาดโง่ๆ ที่พวกเขาทำในการเสียประตู ซึ่งทำให้พวกเขาเสียแต้ม

เมื่อผมมองไปที่บางประตูที่พวกเขาเสียในฤดูกาลนี้ รวมถึงประตูแรกของฟิล โฟเด้นให้ซิตี้ที่เอติฮัด สเตเดียมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พวกเขามีปัญหาจากการเลือกผู้เล่น และการใช้ผู้เล่นในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง มากกว่าที่จะเป็นที่ระบบเอง นั่นคือปัญหาของแมนยูฯ ที่แท้จริง ไม่ใช่ระบบแต่เป็นตัวผู้เล่น

‘A simple run by Foden was all it took’

ในครึ่งแรกกับซิตี้ ยูไนเต็ดทำได้ดี พวกเขาแย่งบอลกลับมาได้สี่หรือห้าครั้งในแดนสูง และด้วยความเฉียบคมที่มากขึ้นในการโต้กลับเหล่านั้น พวกเขาก็อาจจะทำประตูได้เอง

หนึ่งในปัญหาของแผน 3-4-2-1 ของอโมริมคือ กองกลางตัวรับสองคนอาจมีจำนวนน้อยกว่า แต่สิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่เอติฮัด สเตเดียม เพราะ ไบรอัน เอ็มเบอูโม่ และ อาหมัด ดิยัลโล่ ที่เล่นอยู่ข้าง เบนจามิน เชสโก้ ถอยลงมาช่วย

ทีมบีบเข้ามา ซึ่งช่วย บรูโน่ แฟร์นานเดส และ มานูเอล อูการ์เต้ ในแดนกลาง เพราะไม่มีช่องว่างขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วแนวรับและกองกลางก็อยู่ใกล้กันด้วย แทนที่จะปล่อยให้แนวรับถอยลงไปเหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เพราะขาดความเร็วหรือความมั่นใจ

ซิตี้ไม่ได้เล่นทะลุพวกเขาไปทั้งหมด และนั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาทำประตูแรกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนั้นคือ คุณมี แฟร์นานเดส ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเบอร์ 10 ที่ดีที่สุดในโลก เล่นในบทบาทกองกลางตัวกลางที่ลึกกว่า ในบทบาทหมายเลข 8 ในขณะที่สัญชาตญาณของเขาไม่ใช่การป้องกัน

การวิ่งง่ายๆ หลุดจากข้างหลังเขาจาก ฟิล โฟเด้น ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเสียตำแหน่งแล้ว เห็นได้ชัดว่าปัญหาของแมนยูฯ ไม่ใช่ระบบ แต่เป็นตัวผู้เล่น

ใช่ คุณอาจแย้งว่า ลุค ชอว์ น่าจะทำได้ดีกว่านี้ตอนที่บอลอยู่ในกรอบเขตโทษ แต่โฟเด้นเป็นอิสระไปแล้ว ณ จุดนั้น เพราะ แฟร์นานเดส ปิดสวิตช์

อย่างที่ผมเน้นย้ำใน Match of the Day เขาเอาแต่จ้องมองบอลเมื่อมีการเปิดบอลเข้ามา ผมไม่คิดว่าเขาขี้เกียจ เพราะเขากลับมาอยู่ในตำแหน่ง

เขาแค่ไม่คุ้นเคยกับการเห็นนักวิ่งและการมองเห็นอันตราย

นั่นเป็นครั้งที่สองที่เขาทำให้ยูไนเต็ดเสียประตูในฤดูกาลนี้ เพราะเขาล้มเหลวในการตามประกบ เอมิล สมิธ-โรว์ สำหรับประตูตีเสมอของฟูแล่ม เมื่อพวกเขาทำแต้มหลุดมือที่คราเวน คอตเทจในเดือนสิงหาคม

สิ่งที่น่าขันเกี่ยวกับ แฟร์นานเดส ในเกมกับซิตี้คือ บางแง่มุมในการเล่นของเขาในแดนกลางนั้นดีมาก

มันไม่ใช่ความคิดที่โง่เขลาที่จะให้เขาเล่นตรงนั้น เพราะการจ่ายบอลจากแดนลึกของเขาสามารถหาตัววิ่งที่อยู่ข้างหน้าเขาได้อย่างยอดเยี่ยม และเขาก็ยอดเยี่ยมในด้านเทคนิค รวมถึงกล้าหาญในการครองบอลด้วย

ปัญหาคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีบอล ผู้เล่นที่มีสติปัญญาแบบเขาควรจะสามารถเรียนรู้ที่จะเปิดสวิตช์ให้มากขึ้นในสถานการณ์เกมรับได้ แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น

คุณไม่สามารถเล่นในบทบาทนั้นได้หากสิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับคุณ และเป็นหน้าที่ของผู้จัดการทีมที่จะต้องตระหนักถึงสิ่งนั้นและใส่ผู้เล่นที่ทำได้ดีกว่าเข้าไปแทน

More square pegs in round holes?

แฟร์นานเดส ไม่ใช่ผู้เล่นยูไนเต็ดคนเดียวที่ผมมองแล้วคิดว่าเขาเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง

ลุค ชอว์ เคยเล่นในแผงหลังสามคนมาก่อน แต่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพค้าแข้งในฐานะแบ็คซ้ายไดนามิก และรู้สึกเหมือนว่าเขาถูกยัดเยียดให้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คภายใต้อโมริม

อีกครั้งที่คุณสามารถโต้แย้งได้ว่าเขาน่าจะมีคุณภาพที่จะปรับตัวได้ และการที่ เฌเรมี่ โดกู เอาชนะเขาได้ง่ายๆ สำหรับประตูแรกนั้นเป็นการป้องกันที่แย่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแบ็คซ้ายหรือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แต่ถ้าผู้เล่นคนใดไม่สบายใจอย่างสมบูรณ์ในบทบาทของตน ก็จะส่งผลกระทบต่อทีมอย่างแน่นอน

สำหรับประตูที่สองของซิตี้ อีกครั้งที่ไม่ใช่เพราะระบบของยูไนเต็ดล้มเหลว แต่เป็นส่วนผสมของสิ่งต่างๆ และความผิดพลาดส่วนบุคคลมากมาย

อูการ์เต้ เริ่มต้นด้วยการประกบ โฟเด้น แต่จากนั้นก็ตามบอล เหมือนที่เขาทำในการเคลื่อนที่ของซิตี้ที่นำไปสู่ประตูแรกของพวกเขา และไปกดดัน นิโค โอ’เรลลี่ ปล่อยให้ โฟเด้น เป็นอิสระ

จากตรงนั้นมันเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่

นูสแซร์ มาซราอุย ออกมาหา โฟเด้น แต่ไม่สามารถหยุดเขาจากการส่งบอลอ้อมมุมได้ เลนี่ โยโร่ ถูก เฌเรมี่ โดกู ม้วนตัวหนี ซึ่งเป็นผู้เล่นที่คุณรู้ว่าคุณไม่สามารถเข้าใกล้ได้ จากนั้น ชอว์ ก็ไม่แข็งแกร่งหรือเร็วพอที่จะหยุด เออร์ลิง ฮาแลนด์

ท้ายที่สุดแล้ว ประตูส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดที่ไหนสักแห่ง แต่เมื่อผู้เล่นสบายใจในระบบ และอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องภายในระบบ พวกเขาจะทำสิ่งที่ถูกต้อง และความผิดพลาดจะไม่สะสมกันแบบนั้น ปัญหาของแมนยูฯ ไม่ใช่ระบบ แต่เป็นตัวผู้เล่นจริงๆ

What next? The same thing will keep happening…

เราต้องจำไว้ว่าการเริ่มต้นฤดูกาลของยูไนเต็ดไม่ได้เลวร้าย พวกเขาควรจะเอาชนะอาร์เซนอลได้ พวกเขาเอาชนะเบิร์นลีย์ได้ และรู้สึกว่าพวกเขามีโอกาสมากพอในครึ่งแรกกับฟูแล่มที่จะทำงานให้เสร็จสิ้น

แต่พวกเขาถูกจับได้ในเกมกับซิตี้ และเมื่อครึ่งหลังดำเนินไป พวกเขาก็อาจจะเสียประตูได้มากกว่านี้อีก

เรารู้กันดีว่า อโมริม จะไม่เปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเขา แต่เขากำลังนำปัญหามากมายมาสู่ตัวเองด้วยการเลือกผู้เล่นที่ไม่ถูกต้องในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องภายในระบบ

ผมยังคงคิดว่า แฟร์นานเดส ในฐานะเบอร์ 10 โดยมีกองกลางตัวรับสองคนอยู่ข้างหลังเขา เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่น่าจะมีโอกาสแสดงให้เห็นสิ่งนั้นที่ยูไนเต็ด

ถ้า ยูไนเต็ด ยังคงเล่นด้วยผู้เล่นชุดเดิมในระบบเดิม รวมถึง แฟร์นานเดส ในตำแหน่งกองกลางตัวกลาง ซึ่งเป็นบทบาทที่เขาไม่ได้เล่นบ่อยพอที่จะเข้าใจมัน สิ่งที่เรากำลังเห็นก็อาจจะเกิดขึ้นต่อไป

มันหายากมากที่ผู้เล่นจะเปลี่ยนความคิดของพวกเขาในสนามมากขนาดนั้น และในขณะที่พวกเขาไม่มีสมดุลนั้น พวกเขาก็จะถูกจับได้อยู่เสมอ

ปัญหาของแมนยูฯ ไม่ใช่ระบบ แต่เป็นตัวผู้เล่นที่ต้องแก้ไข

Danny Murphy was speaking to BBC Sport’s Chris Bevan.

ที่มา – Why Man Utd’s problem is not the system, it’s the personnel

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศกร้าว จะไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์สร้างความแตกแยก หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของฝ่ายต่อต้านผู้อพยพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามัคคีในชาติ และการใช้สัญลักษณ์ของชาติเพื่อสร้างความขัดแย้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศกร้าวในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า บริเตนจะไม่ยอมให้ใครนำธงชาติไปใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง, ความหวาดกลัว และความแตกแยก เพียง 1 วันหลังเกิดการประท้วงใหญ่ต่อต้านผู้อพยพในกรุงลอนดอน ซึ่งผู้ชุมนุมใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ การออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการใช้สัญลักษณ์ของชาติในทางที่ผิด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนมากกว่า 150,000 คน ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนใจกลางกรุงลอนดอน ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง” (Unite the Kingdom) ซึ่งจัดโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เพื่อแสดงการต่อต้านผู้อพยพ การประท้วงครั้งใหญ่เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิด และความกังวลของประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับนโยบายผู้อพยพของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มจำนวนประมาณ 5,000 คน ก็ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง จัดโดยองค์กร “Stand Up To Racism” (SUTR) การออกมาประท้วงของกลุ่มต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ เป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายทางความคิด และความพยายามในการส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม

ก่อนหน้านี้ นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจของสหราชอาณาจักร ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้เดินขบวนกำลังแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเสรีภาพในการพูด

อย่างไรก็ตาม เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ว่า “ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะประท้วงอย่างสงบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญในค่านิยมของประเทศเรา”

“แต่เราจะไม่อดทนต่อการใช้ความรุนแรงกับตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง หรือต่อการที่ประชาชนต้องรู้สึกหวาดกลัวบนท้องถนนเพียงเพราะภูมิหลังหรือสีผิวของพวกเขา”

“สหราชอาณาจักรเป็นชาติที่สร้างขึ้นอย่างน่าภาคภูมิใจบนพื้นฐานของความอดทน ความหลากหลาย และความเคารพซึ่งกันและกัน ธงชาติของเราเป็นตัวแทนของประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และเราจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตามนำมันไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ความหวาดกลัว และความแตกแยก” การเน้นย้ำถึงค่านิยมของชาติ และการปฏิเสธการใช้ธงชาติเพื่อสร้างความแตกแยก ถือเป็นสารสำคัญที่รัฐบาลต้องการสื่อไปยังประชาชน

อนึ่ง ระหว่างการประท้วงเมื่อวันเสาร์ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ชุมนุม 26 นาย โดย 4 นายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมตัว 24 คน

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพที่ไปรวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ได้ฟังคำกล่าวปราศรัยของบุคคลมากมาย รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนนายโรบินสัน ผู้มีชื่อจริงว่า สตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมือง “พูดเลียนแบบ” ความคิดของเขา และอ้างว่า ศาลของสหราชอาณาจักรตัดสินว่าสิทธิ์ของผู้อพยพที่เข้าเมืองผิดกฎหมายสำคัญกว่าสิทธิ์ของประชาชนท้องถิ่น

คำพูดของนายโรบินสันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนก่อน ศาลอุทธรณ์อังกฤษกลับคำตัดสินที่ห้ามผู้ขอลี้ภัยเข้าพักในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ขณะที่นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีคนดัง ก็ได้กล่าวปราศรัยต่อผู้ชุมนุมที่ไวท์ฮอลล์ ผ่านวิดีโอลิงก์ โดยบอกให้พวกเขา “สู้กลับหรือไม่ก็ตาม” โดยสื่อถึงการอพยพเข้าประเทศอย่างไม่มีการควบคุมที่กำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล UK

คำพูดดังกล่าวทำให้นายไคล์ออกมาโจมตีว่า “ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง”

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การใช้สัญลักษณ์ของชาติเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่ความแตกแยกและความขัดแย้งได้ง่าย เราควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และร่วมกันรักษาสันติสุขและความสามัคคีในสังคม

ทำไมนายกฯ UK ถึงต้องออกมาประกาศจุดยืนเรื่องนี้?

การที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก แสดงให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และความพยายามในการป้องกันการใช้สัญลักษณ์ของชาติในทางที่ผิด รัฐบาลต้องการสื่อสารไปยังประชาชนว่า การใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของความแตกแยกเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และรัฐบาลจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

การออกมาตรการที่เข้มงวด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณา เพื่อป้องกันการใช้ธงชาติเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งในอนาคต นอกจากนี้ การส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกันในสังคม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศทั่วโลก ในการจัดการกับความขัดแย้งทางความคิด และการใช้สัญลักษณ์ของชาติอย่างระมัดระวัง เราควรร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลาย และส่งเสริมความสามัคคี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความสามัคคี

ที่มา – นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่