วัน: 16 กันยายน 2025

พ่อค้าไก่หมุนสุดเฮง ฝันว่ารถ จยย.หาย ถูกหวย 12 ล้าน!

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นอีกแล้ว! พ่อค้าไก่หมุนสุดเฮง ฝันว่า “รถมอเตอร์ไซค์หาย” งวดนี้เลยรวยไม่รู้เรื่อง นำเลขป้ายทะเบียนไปซื้อลอตเตอรี่เสี่ยงโชค 2 ใบ สุดท้ายดวงเฮงสุดๆ ถูกรางวัลที่ 1 รับเงินรางวัลไปเต็มๆ 12 ล้านบาท! เตรียมวางแผนให้ทางครอบครัวจัดการเรื่องเงินรางวัลที่ได้มา ส่วนตัวเองก็ประกาศชัดเจนว่าจะยังคงเปิดร้านขายไก่หมุนต่อไปตามปกติ ไม่ทิ้งอาชีพที่รักแน่นอน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวสุดฮือฮาจากบ้านหนองตาเสี่ยง หมู่ 6 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ว่ามีพ่อค้าไก่หมุนดวงดี ชื่อนายเรวัต อายุ 33 ปี ได้โชคใหญ่จากการเสี่ยงโชค หลังฝันว่ารถมอเตอร์ไซค์หาย จึงนำเลขป้ายทะเบียนรถไปซื้อลอตเตอรี่ หมายเลข 074646 จำนวน 2 ใบ และเมื่อผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลประกาศออกมา ปรากฏว่าลอตเตอรี่ที่ซื้อไว้ ถูกรางวัลที่ 1 ทั้ง 2 ใบ รับทรัพย์ก้อนโตไปเลย

นายเรวัตได้โชว์ลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมทั้งพาไปดูรถมอเตอร์ไซค์คันที่ฝันว่าหาย ซึ่งเป็นที่มาของเลขนำโชคที่ทำให้เขาถูกรางวัลในครั้งนี้ นายเรวัตเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้หลายวัน ตนเองฝันว่ารถมอเตอร์ไซค์หายไป จึงนำเลขป้ายทะเบียน 46 ไปซื้อลอตเตอรี่เสี่ยงโชค โดยลอตเตอรี่ที่ซื้อนั้นซื้อจากหลานที่ขายอยู่ข้างร้านไก่หมุนของตนเองนี่เอง หลังจากทราบผลรางวัลและรู้ว่าถูกรางวัลที่ 1 ดีใจมากๆ และได้ตัดสินใจว่าจะให้ทางครอบครัวเป็นผู้จัดการเรื่องเงินรางวัลที่ได้มาทั้งหมด ส่วนตัวเขาเองก็จะยังคงเปิดร้านขายไก่หมุนต่อไปตามปกติ

พ่อค้าไก่หมุนสุดเฮง ฝันว่ารถ จยย.หาย

เรื่องราวของนายเรวัต ถือเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ความฝันบางครั้งก็อาจนำมาซึ่งโชคลาภได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการรู้จักใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท และไม่โลภมากจนเกินไป เพราะถึงแม้ว่านายเรวัตจะถูกรางวัลที่ 1 ได้เงินถึง 12 ล้านบาท แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะประกอบอาชีพสุจริตต่อไป นับเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

เลขเด็ดจากฝัน?

จากเรื่องราวนี้ หลายคนอาจจะตีความว่าการฝันเห็นรถหายเป็นลางบอกเหตุ หรือเป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจมองได้ว่า เป็นเพียงแค่ความบังเอิญที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ

  • ความเชื่อส่วนบุคคล: ความฝันเป็นเรื่องส่วนตัว การตีความอาจแตกต่างกัน
  • สติสำคัญที่สุด: อย่าลงทุนเกินตัวในการเสี่ยงโชค
  • ทำมาหากินสุจริต: โชคจากการถูกหวยเป็นเรื่องไม่แน่นอน

ถึงแม้ว่าเรื่องราวของ นายเรวัต พ่อค้าไก่หมุนสุดเฮง ฝันว่ารถ จยย.หาย จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสร้างความฮือฮาให้กับสังคม แต่สิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญมากกว่านั้น คือการรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท และไม่หวังพึ่งโชคลาภเพียงอย่างเดียว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น ย่อมมาจากการลงมือทำด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง

ใครจะไปรู้ บางทีความฝันของคุณอาจจะนำพาโชคลาภมาให้เหมือนอย่าง พ่อค้าไก่หมุนสุดเฮง ฝันว่ารถ จยย.หาย รายนี้ก็ได้ ใครที่มีความฝันแปลกๆ ลองเอาไปตีความเป็นเลขเด็ด เผื่อจะโชคดีมีเงินล้านแบบนี้บ้าง แต่ก็อย่าลืมว่าการทำมาหากินสุจริตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะครับ

ที่มา – พ่อค้าไก่หมุนสุดเฮง ฝันว่ารถ จยย. หาย ซื้อเลขป้ายทะเบียน 2 ใบ รับโชค 12 ล้าน

บางระกำโมเดลรับน้ำแล้ว 67% คาดจมถึง พ.ย.

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ บางระกำโมเดล จังหวัดพิษณุโลก ยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุดสำนักงานชลประทานที่ 3 รายงานว่าปริมาณน้ำในโครงการ บางระกำโมเดล ได้รับน้ำแล้วถึง 67% และคาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะยาวนานไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มวลน้ำจากภาคเหนือยังคงไหลเข้าสู่พื้นที่ บางระกำโมเดล อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอพรหมพิราม อำเภอบางระกำ และตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันมีปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่แล้ว 364 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 178,857 ไร่ หรือคิดเป็น 67% ของพื้นที่เป้าหมาย หลายหมู่บ้านยังคงจมอยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะที่บ้านวังกุ่ม หมู่ 15 อำเภอบางระกำ ระดับน้ำในแม่น้ำยมยังคงสูงขึ้น ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพไปยังที่สูงเพื่อความปลอดภัย

นางพรเพ็ญ อินเท้ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 15 บ้านวังกุ่ม ตำบลบางระกำ กล่าวว่า ระดับน้ำที่ท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรในอำเภอบางระกำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากระดับน้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่านอำเภอบางระกำเพิ่มขึ้น พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างบ้านวังกุ่มจึงได้รับผลกระทบโดยตรง ชาวบ้านต้องอพยพขึ้นมาอาศัยในที่สูงเพื่อความปลอดภัย

เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย เทศบาลตำบลบางระกำเมืองใหม่ได้จัดสร้างบ้านพักชั่วคราวจำนวน 9 หลัง เพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าปีที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม และคาดว่าชาวบ้านใน บางระกำโมเดล จะต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน

บางระกำโมเดล รับน้ำแล้ว 67%

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นใน บางระกำโมเดล ครั้งนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หน่วยงานต่างๆ กำลังเร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในบางระกำโมเดล

นอกจากการสร้างบ้านพักชั่วคราวแล้ว หน่วยงานต่างๆ ยังได้จัดส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้กับผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการทางการแพทย์และดูแลสุขภาพจิต เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

  • การจัดส่งอาหารและน้ำดื่ม
  • การให้บริการทางการแพทย์
  • การดูแลสุขภาพจิต
  • การซ่อมแซมบ้านเรือน
  • การฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม

แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมใน บางระกำโมเดล จะยังคงน่าเป็นห่วง แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

สถานการณ์น้ำท่วม บางระกำโมเดล ในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที หากเราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้และนำไปปรับปรุงการทำงานในอนาคต เราก็จะสามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้

ที่มา – บางระกำโมเดล รับน้ำแล้ว 67% น้ำมาเร็วกว่าทุกปี คาดจมยาวถึง พ.ย.

โผ ครม.อนุทิน 1: “โสภณ” ผงาด, “มัลลิกา” มา!

สะพัด! โผ ครม.อนุทิน 1 รายชื่อครบ 100% เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ พบ รมต.สำนักนายกฯ ได้นั่ง 3 คน “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์” โผล่นั่ง รมช.คมนาคม ขณะที่ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก นั่งรองนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะส่งผลอย่างไรต่อการบริหารประเทศ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะขึ้นทูลเกล้าฯ 36 รายชื่อ ดังนี้ นี่คือรายละเอียดทั้งหมดของ โผ ครม.อนุทิน 1 ที่ทุกคนรอคอย

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  3. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  4. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  5. นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี
  6. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  7. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  8. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ
  9. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  11. นายภินธร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  12. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

อัปเดตล่าสุด: โผ ครม.อนุทิน 1

โควตาคนนอก

  1. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย
  2. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  4. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  5. นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  6. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  7. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  8. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  9. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

โควตาพรรคกล้าธรรม

  1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  3. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  4. นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์
  5. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  6. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  7. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

โควตาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

  1. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (แทนสันติ)
  2. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  3. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  4. นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โควตากลุ่ม “สุชาติ ชมกลิ่น”

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  3. จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วิเคราะห์ โผ ครม.อนุทิน 1: ใครได้ ใครไป?

การปรับ โผ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าสนใจ การเข้ามาของบุคคลากรใหม่ และการกลับมาของนักการเมืองมากประสบการณ์อย่าง “โสภณ ซารัมย์” บ่งบอกถึงทิศทางการบริหารประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

กลุ่มการเมืองอื่น

  1. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

การจัดตั้งรัฐบาลและการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงนโยบายต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

หลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า โผ ครม.อนุทิน 1 ชุดนี้จะสามารถนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ที่มา – อัปเดต โผ ครม.อนุทิน 1 เสร็จแล้ว “โสภณ” ผงาดนั่งรองนายกฯ “มัลลิกา” ได้เก้าอี้ รมช.คมนาคม

คนละครึ่ง 2568: อัปเดต! ซื้ออะไรได้บ้าง

อัปเดตความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง 2568” นโยบายเรือธงรัฐบาลภูมิใจไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ย้อนดูเงื่อนไข ขอบเขตการใช้จ่าย การซื้อสินค้าและบริการ

จากกรณีแผนเร่งด่วนทันที ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนหลักรัฐบาล ประกาศฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยใช้ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เพื่อเป็นนโยบายควิกวิน กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่า นายอนุทิน และที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร พรรคภูมิใจไทย ทีมงานด้านนโยบายได้พูดถึงมาตรการนี้ เป็นส่วนหนึ่งเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หากนำมาใช้อาจไม่ใช่รูปแบบเดิม อาจเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมและตอบโจทย์มากขึ้น

โดยวานนี้ (15 ก.ย.68) ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายอนุทิน ยังให้ความมั่นใจกับนโยบายคนละครึ่ง หลังถามว่า จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง นายกฯกล่าวว่า หลังไมค์มีการเตรียมความพร้อม เมื่อเราเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินตามเวลาที่กำหนดจะดำเนินการ เมื่อถามว่าประชาชนคาดหวังนโยบายคนละครึ่งเปิดกระเป๋ารอได้เลยใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า “รอได้ครับ เดี๋ยวรายละเอียดจะให้ รมว.คลังชี้แจงแผนที่เราได้วางเอาไว้และดำเนินการ เมื่อเราเข้ามาบริหารเต็มตัว เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วที่สุด

ล่าสุดวันนี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยอีกว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายเรือธง คือ โครงการคนละครึ่ง โดยว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมรายละเอียด

สำหรับเงื่อนไขคนละครึ่ง 2568 เบื้องต้นแบ่งตามกลุ่มประชาชน ดังนี้

  • กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้ : รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%
  • ประชาชนทั่วไป (นอกระบบภาษี) : รัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่ายเอง 50%

อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมไว้ 4 ข้อ ได้แก่ มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยรัฐให้เงินอุดหนุนสูงสุดวันละ 150 บาท ต่อคน

ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งล่าสุด

  • ยังไม่กำหนดชัดเจนลงทะเบียน www.คนละครึ่ง.com ได้หรือไม่ เนื่องจากเว็บไซต์ไม่สามารถใช้งานได้
  • ทั้งนี้ จากข้อมูล โครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ก.ย.–ต.ค. 2565) 

สำหรับขอบเขตการใช้จ่าย คือ สิทธิในโครงการครอบคลุมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งบริการบางประเภท เช่น ร้านทำผม ร้านนวด แต่ไม่ครอบคลุมสินค้าต้องห้าม เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และสลากกินแบ่งรัฐบาล

(อ่านข่าว : โครงการ “คนละครึ่ง” ซื้อสินค้า-บริการอะไรได้บ้าง)

อย่างไรก็ตาม “โครงการคนละครึ่งรอบใหม่” อยู่ภายใต้แนวคิดปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าอย่างไร “ไทยรัฐออนไลน์” จะรีบรายงานให้ทราบต่อไป.

คนละครึ่ง 2568 ซื้ออะไรได้บ้าง? สรุปประเด็นสำคัญ

จากข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโครงการ คนละครึ่ง 2568 นโยบายเรือธงของรัฐบาลภูมิใจไทย เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการใช้จ่ายได้ดังนี้:

  • สินค้าอุปโภคบริโภค: ครอบคลุมสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน
  • อาหารและเครื่องดื่ม: สนับสนุนร้านค้ารายย่อยและกระตุ้นการบริโภค
  • บริการบางประเภท: เช่น ร้านทำผม ร้านนวด ช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ โครงการ คนละครึ่ง 2568 อาจมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและรายละเอียด ดังนั้น ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้จ่ายในโครงการนี้

โครงการ คนละครึ่ง 2568 เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่น่าสนใจในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การติดตามข้อมูลและทำความเข้าใจเงื่อนไขการใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – อัปเดต โครงการ “คนละครึ่ง” นโยบายเรือธงรัฐบาลภูมิใจไทย ซื้ออะไรได้บ้าง

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ยักยอกเงิน ทนายแจง!

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง หลัง พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ถูกกล่าวหายักยอกและฟอกเงิน 12.2 ล้านบาท ทีมทนายออกมาแจงอีกมุม ยืนยันเงินยังอยู่ครบ เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงข่าว พระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่เกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวนมากถึง 12.2 ล้านบาท ซึ่งถูกโอนเข้าบัญชีของสีกา และทนายความชื่อดังได้นำข้อมูลบางส่วนมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพระรูปนี้ทำการยักยอกเงินวัดและฟอกเงินหรือไม่ โดยมีหลักฐานเป็นสลิปการโอนเงินที่ได้มาจากสีกาท่านหนึ่งในประเทศเยอรมนี

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ถูกกล่าวหายักยอก-ฟอกเงิน ทีมทนายแจงอีกมุม

  • ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือทนายกระดูกเหล็ก เปิดข้อมูลพระวัดดังในปทุมธานี ยักยอกเงินวัด ฟอกเงิน?
  • ทนายได้รับหนังสือร้องเรียนจากสีกาท่านหนึ่งในเยอรมนีว่า พระดังระดับเจ้าอาวาสในปทุมธานี มีพฤติกรรมยักยอกเงินวัดและฟอกเงิน
  • มูลนิธิทนายกองทัพธรรมตรวจสอบแล้ว พบว่ามีการโอนเงินของวัดไปให้สีกาผ่านธนาคาร 4 ครั้ง รวม 12,200,000 บาท
  • สีกาในเยอรมนีโอนเงินจากธนาคารกรุงไทยไปยังธนาคารในเยอรมนี 27 ครั้ง และโอนในเยอรมนีอีก 2 ครั้ง รวม 29 ครั้ง จากนั้นโอนเงินเข้าบัญชีองค์กรของพระที่เปิดในเยอรมนี
  • กลุ่มพระบีบบังคับให้สีกาโอนเงินจากองค์กรเข้าบัญชีส่วนตัวของพระที่เปิดในเยอรมนี
  • พระใช้องค์กรในเยอรมนีเป็นศูนย์กลางฟอกเงินที่ยักยอกมาจากวัด ทำให้สีกาถูกทางการเยอรมนีกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยฟอกเงิน
  • สีกาเริ่มระแคะระคายและไม่ต้องการทำงานให้พระรูปดังกล่าวอีก ทำให้พระฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญาในเยอรมนี
  • พบหลักฐานว่าพระรูปดังได้รับเงินบริจาคจากทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมากที่ไม่เข้าบัญชีวัด
  • พระรูปดังมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับสีกาท่านหนึ่งอย่างออกหน้าออกตา
  • มีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิดไปยัง บก.ปปป., ปปช., ปปง. แล้ว

วัดนาป่าพง ตั้งโต๊ะแจงดราม่า

  • ทีมทนาย 4 คนเป็นตัวแทนแถลงข่าว โดยพระอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้ร่วมแถลง
  • นันทน อินทนนท์ ตัวแทนทีมทนายแถลงเกี่ยวกับกระแสการยักยอกเงินและการฟอกเงิน
  • ประเด็นพระอาจารย์กับสีกาในทำนองชู้สาวเป็นเรื่องของพระธรรมวินัย ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงอยู่นอกกรอบอำนาจของทนายความที่จะชี้แจง
  • ประเด็นพระธรรมวินัยได้เข้าสู่กระบวนการทางสงฆ์แล้ว พระอาจารย์ยินดีชี้แจง

สีกาที่เป็นโยมอุปฐากมีตัวตนและชื่อเสียง

  • สีกาที่มาเป็นโยมอุปฐากคอยปรนนิบัติพระอาจารย์ มีตัวตนชัดเจน มีฐานะ มีชื่อเสียงทางสังคม และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะโยมอุปฐากมานาน
  • สีกาคนนี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดทำคำสอนของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะเพจ Facebook และ YouTube ที่ใช้ชื่อว่า “พุทธวจนะเรียล”
  • ข้อมูลและวิดีโอตัดต่อต่างๆ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของโยมอุปฐากกับพระอาจารย์ในลักษณะพิเศษ
  • ทนายความเชิญชวนให้ดูข้อมูลเหล่านั้นในโซเชียลและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเองว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

แจงปมยักยอกทรัพย์และฟอกเงิน

  • ปี 2561 พระอาจารย์คึกฤทธิ์ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิพุทธวจนเยอรมนีเพื่อเป็นองค์กรการกุศลในเยอรมนี
  • ตามกฎหมายเยอรมนีต้องมีแหล่งเงินทุนเบื้องต้น จึงแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจในเยอรมนีเพื่อดำเนินการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์
  • การโอนเงินดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อจัดตั้งมูลนิธิฯโดยเฉพาะ
  • เดิมพระอาจารย์คึกฤทธิ์แต่งตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ โดยมีอำนาจเบิกถอนเงินด้วย ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2561
  • มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนในเยอรมนี พระอาจารย์คึกฤทธิ์จึงเพิกถอนการมอบอำนาจดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2564
  • ฟ้องร้องบุคคลดังกล่าวต่อศาลภูมิภาคเดกเกนดอร์ฟ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
  • จัดตั้งมูลนิธิฯ แล้วเสร็จในชื่อ Stiftung Buddhawaiana Germany ซึ่งได้รับการรับรองและอนุญาตจัดตั้งโดยประธานาธิบดี รัฐบาวาเรียตอนล่าง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562
  • ปัจจุบันมีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเลขที่ 132/110/9000 จากสำนักงานสรรพากรจังหวัดลันทช์ฮูท (Landshut)
  • โอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิพุทธวจนเยอรมนีที่ธนาคาร SozialBank ตั้งแต่จัดตั้งมูลนิธิเรียบร้อยแล้ว และเงินจำนวนดังกล่าวยังคงอยู่ในบัญชีธนาคารดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
  • กรณีนี้จึงไม่มีการยักยอกทรัพย์สินหรือการฟอกเงินตามที่เป็นข่าว

“อาจารย์เบียร์” ยันไม่ปกป้องพระ หากทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสีย

  • อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม เผยว่าไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
  • ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะปกป้องพระที่กระทำความผิดจนทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย
  • ที่ออกมาพูดวันนี้ ในฐานะลูกศิษย์, เพราะก่อนหน้านี้ ทุกคนรับรู้เพียงมุมของคู่กรณีของพระอาจารย์คึกฤทธิ์เท่านั้น
  • หลังฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์ มีบางประเด็นที่สงสัยและซักถามไปแล้ว แต่พระอาจารย์สามารถตอบได้ทุกประเด็นจนสิ้นสงสัย
  • ขณะที่ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับสีกาคู่กรณี
  • เรื่องที่เกิดขึ้น อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณและใช้ดุลยพินิจในการตัดสิน
  • ไม่ว่าผลสุดท้าย พระอาจารย์คึกฤทธิ์ หรือสีกาคู่กรณี กระทำผิดจริง ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
  • ดังนั้นอยากให้คนที่มีพยานหลักฐานจริงๆ นำข้อมูลดังกล่าวไปให้กับพนักงานสอบสวน

ลูกศิษย์ไม่เชื่อ ยังศรัทธาพระอาจารย์คึกฤทธิ์

  • ลูกศิษย์ที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวยังไม่เชื่อในข่าวที่ออกมาก่อนหน้า
  • บอกยังเชื่อมั่นพร้อมทั้งศรัทธาในตัวของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ และไม่เชื่อว่าอาจารย์จะเป็นพระเช่นนั้น

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ใช้วิจารณญาณในการตัดสิน และรอผลการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับดราม่า วัดนาป่าพง นี้

ที่มา – สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ถูกกล่าวหายักยอก-ฟอกเงิน ทีมทนายแจงอีกมุม

“ศุภชัย” เตือนเพื่อไทย คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” ช่วย?

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังอดีตเคยถูกไล่ออกจากอัยการ  ด้าน “ณัฐวุฒิ” ชี้มติพรรคต้องรวมทุกคน ส่ง 3 คำร้องให้เพื่อไทยถอดถอน “อนุทิน-เท้ง” พร้อม 212 สส.

วันที่ 16 ก.ย. 2568  ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย แถลงกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ยื่นคำร้องให้กับพรรคเพื่อไทย ในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้นักกฎหมายจำนวนมากที่มีความเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าคิดว่าจะร้องก็ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ก็ร้องกันไป แต่อยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทย ว่าตนมีความเป็นห่วง ที่ผ่านมาท่านเป็นพรรคการเมืองใหญ่ องคาพยพสำคัญคือต้องมีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีนักกฎหมาย มีปรมาจารย์ มีครูกฎหมายมากมายอยู่ที่นั่น จึงไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะไปจ้างนายณัฐวุฒิให้ทำตรงนี้ แต่คิดว่านายณัฐวุฒิไปเสนอเขาเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ตนไม่อยากจะพูดว่าผิดมารยาทของนักกฎหมายหรือมารยาททนายความ ในการเสนอตัวเข้าไปหาลูกความ

ย้อนต้องมือสะอาดก่อนตรวจสอบใคร

“มีสุภาษิตกฎหมายอยู่คำหนึ่ง one should come to Court with clean hands คุณจะไปศาล คุณจะต้องไปด้วยมือที่สะอาด หรือคุณจะต้องเป็นคนที่สะอาดพอที่จะไปศาล รวมถึงให้คำแนะนำตรงนี้ด้วย หัวหน้าพรรคเคยพูดว่า จะขึ้นธรรมาสน์เทศน์คนอื่นต้องล้างเท้าเสียก่อน“

เผยเคยถูกไล่ออกจากราชการ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า นายณัฐวุฒิเคยเป็นอัยการประจำกอง แต่เคยถูกไล่ออกจากราชการ เพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เรื่องรับสินบน 1.5 ล้านบาท ไปวิ่งเต้นคดีของพวกเลือกตั้ง ในฐานะนักกฎหมายเป็นสิ่งที่ห้ามกระทำอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นท่านเป็นอัยการจนในที่สุดคณะกรรมการอัยการก็มีมติไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลนั้น

“ถ้าผมเป็นท่านจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เพราะเคยถูกไล่ออกในการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งท่านได้ไปร้องศาลปกครองสูงสุด แต่ในที่สุดศาลปกครองก็วินิจฉัยว่ายื่นไม่ได้ คดีตัวเองยังแพ้เลย จึงอยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าคิดดีๆ แต่ถ้าเป็นผมจะไม่ใช้วิชาความรู้จากนายณัฐวุฒิ ซึ่งแฝงด้วยความเป็นมือไม่สะอาดนั้น มาใช้ประโยชน์ด้วยหรือไม่”

มอบ 3 คำร้องชงเชือด“อนุทิน-เท้ง”

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางไปมอบคำร้องฉบับแก้ไขในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย หรือ MOA หลังจากที่พรรคเพื่อไทยถอนร่างคำร้องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ที่พรรคเพื่อไทย โดยมีนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้รับ

เพิ่มเอาผิด 212 สส.

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า คำร้องฉบับใหม่ ได้เพิ่มผู้ถูกร้อง จากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการร้องเอาผิดต่อ สส. 212 คน ของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยด้วย และคำร้องฉบับใหม่ให้กับแกนนำพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าที่ประชุมฯ เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะขาดคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง 3 คำร้อง ได้แก่

1.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160(4)(5) โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตาม รธน. มาตรา 82 วรรคสอง ปมตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงิน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

2.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับ 212 ได้แก่ สส.พรรคประชาชน จำนวน 143 คน พรรคภูมิใจไทย จำนวน 69 คน ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

และ3. คำร้องขอให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำการใช้สิทธิล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 เพื่อเป็นสารตั้งต้นนำไปสู่การยุบพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

ย้อน“สิริพงศ์”ไม่รู้กฏหมาย

ส่วนกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า MOA ไม่มีผลทางกฎหมาย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ใครเป็นคนพูด นายสิริพงศ์ จบกฎหมายหรือไม่ ถ้าจบกฎหมายก็ต้องรู้ว่านิติกรรม 2 ฝ่าย มีผลผูกพันหากมีการลงชื่อ ก็มีผลก็ถือว่ามีผล เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ห้ามการครอบงำหรืออยู่ภายใต้อาณัติใดๆ ไม่สามารถกระทำได้ และหากว่ากันด้วยผลประโยชน์ส่วนตน ตามมาตรา 185 ห้ามสส.กระทำการลักษณะนี้ ซึ่งมีผลต่อการพ้นสมาชิกภาพ ตามมาตรา 101 (7)

มั่นใจเพื่อไทยยื่นศาลรธน.ได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่าหากพรรคเพื่อไทย และ สส. ใช้ช่องทางตามมาตรา 82 วรรค 1 สามารถยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะมาตรา 82 วรรค 2 นอกจากยื่นได้แล้วยังขอคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา ก็สามารถกระทำได้ ซึ่งศรนั้นก็ยังกลับมาที่ตนเอง เหมือนกรณีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เราพูดกันตามเนื้อหา และพยานหลักฐาน เราไม่มีอะไรกับเขา พูดกันตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏอย่างชัดแจ้ง

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เรื่อง “ณัฐวุฒิ”

นายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาเตือนพรรคเพื่อไทยให้คิดให้ดี ก่อนที่จะดึงนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยอ้างถึงประวัติในอดีตของนายณัฐวุฒิที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลที่เคยมีประวัติด่างพร้อย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมา

การที่นายศุภชัยออกมาเตือนเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของพรรคภูมิใจไทยต่อการเข้ามามีบทบาทของนายณัฐวุฒิ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองพรรคได้

นอกจากนี้ การที่นายณัฐวุฒิยื่น 3 คำร้องให้พรรคเพื่อไทยถอดถอนนายอนุทินและ สส. อีก 212 คน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความซับซ้อนและน่าติดตามยิ่งขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ในการเมืองไทย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึง “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย จะส่งผลอย่างไรต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรค คงต้องติดตามดูกันต่อไป

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส. ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม

ที่มา – “ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ปัดฝุ่นโต๊ะทำงานยุค “ลุงตู่” นำมาใช้ปฏิบัติหน้าที่ หลังถูกเก็บเข้ากรุสมัย “เศรษฐา-แพทองธาร” หันหน้าทิศตะวันออก เสริมงานปัง

วันที่ 16 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. เวลา 16.25 น. รถ 6 ล้อ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้ทยอยขนเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานในส่วนของทีมงานนายกฯ มายังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นของเดิมที่เก็บไว้บ้านพิษณุโลก หลังรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปลี่ยนใหม่ โดยนำชุดเฟอร์นิเจอร์มาเอง และใช้จนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และได้ขนย้ายออกหมดแล้ว

ขณะที่ โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรีได้ถูกนำมาไว้ที่ห้องทำงานนายกฯ ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่ใช้ตั้งแต่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และมาเปลี่ยนรัฐบาลนายเศรษฐา และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยโต๊ะนายกฯได้จัดให้หันหน้าไปทางทิศเดิมคือทิศตะวันออก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

กลายเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองเมื่อมีการเปิดเผยว่านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำโต๊ะทำงานเก่าแก่ที่เคยใช้ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ทำเนียบรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย แต่ยังจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงนัยยะทางการเมืองและเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยอีกด้วย

ทำไม “อนุทิน” ถึงเลือกใช้โต๊ะทำงานตัวเก่า?

เหตุผลหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความเชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ย โดยมีการกล่าวอ้างว่า โต๊ะทำงานตัวดังกล่าวถูกจัดวางให้หันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศที่เป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ย เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าในการทำงาน นอกจากนี้ การที่โต๊ะทำงานตัวนี้เคยถูกใช้งานโดยนายกรัฐมนตรีหลายท่านก่อนหน้านี้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นายกฯ อนุทินรู้สึกมั่นใจและสบายใจที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งก็มองว่า การนำโต๊ะทำงานเก่ากลับมาใช้ อาจเป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐบาล หรืออาจเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่ออดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยใช้โต๊ะตัวนี้มาก่อน ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม การตัดสินใจของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยกับการทำงาน

  • ทิศทางของโต๊ะทำงาน: การหันหน้าไปทางทิศตะวันออกถือเป็นทิศมงคล
  • ตำแหน่งของโต๊ะทำงาน: ควรอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นประตูได้
  • ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย: โต๊ะทำงานที่สะอาดและเป็นระเบียบจะช่วยเสริมสร้างสมาธิและความคิดสร้างสรรค์

ผลกระทบต่อการทำงานของนายกฯ อนุทิน

การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่จะ “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในฮวงจุ้ย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการทำงานของท่านได้ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลดีต่อการบริหารประเทศชาติมากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุด การเลือกใช้โต๊ะทำงานของนายกฯ อนุทิน ไม่ว่าจะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร ก็เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ควรได้รับการเคารพ และเราในฐานะประชาชนก็ควรให้ความสำคัญกับการทำงานและนโยบายของรัฐบาลมากกว่าเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

ที่มา – “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” เสริมงานปัง

กัมพูชาป่วนอีก! บุกรื้อแนวลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารวมตัวประท้วง บุกรื้อแนวลวดหนามในพื้นที่ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” จังหวัดสระแก้ว พร้อมด่าทอทหารไทย ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายแล้วหลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้เกิดเหตุชาวกัมพูชาประมาณ 50–70 คน รวมตัวกันบุกเข้ามาที่แนวชายแดน รื้อถอนแนวลวดหนามที่เจ้าหน้าที่ไทยใช้กั้นเขตแดน พร้อมตะโกนด่าทอทหารไทย โดยมีบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้และโต้เถียงอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา

มีรายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่ไทยกำลังติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้แนวรั้ว ห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ราว 600 เมตร ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาเข้าใจผิดว่าเป็นการรุกล้ำพื้นที่ ก่อนรวมตัวก่อเหตุประท้วงดังกล่าว เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาและหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ จึงรีบเสริมกำลังเข้าพื้นที่ ควบคุมสถานการณ์ด้วยการเจรจาอย่างอดทน โดยไม่ใช้ความรุนแรง จนกลุ่มชาวบ้านทยอยสลายตัวกลับเข้าหมู่บ้านฝั่งกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ความสงบ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดเพื่อป้องกันการลุกฮือซ้ำ ด้านหน่วยงานความมั่นคงได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อพิจารณามาตรการในระยะต่อไป

ขณะที่แหล่งข่าวท้องถิ่นเผยว่า สาเหตุอาจมาจากกระแสข้อมูลที่เผยแพร่ในกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ชายแดน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน และก่อเหตุดังกล่าว โดยบ้านหนองหญ้าแก้วยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หากควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่นั้นสงบแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยังได้มีการลงพื้นที่และตรึงกำลังอยู่โดยรอบ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางชาวบ้านก็ยังเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองอยู่ แต่หวั่นจะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป

กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการเคารพซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ

ความสำคัญของบ้านหนองหญ้าแก้วต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ การจัดการปัญหาในพื้นที่นี้จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การรายงานสถานการณ์อย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสงบสุขในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ควรเน้นการเจรจาและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน การใช้ความรุนแรงไม่ควรเป็นทางเลือกแรก การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และการหาทางออกที่ยุติธรรมจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา

การที่ชาวบ้านออกมาเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การกระทำใดๆ ก็ตามควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การเคารพสิทธิของผู้อื่น และการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและความสำคัญของการจัดการปัญหาอย่างสันติวิธี เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

ชัยชนะหนุน! อภิสิทธิ์ เหมาะนั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” อวย “อภิสิทธิ์” เหมาะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจงโพสต์รูป “กรณ์” ไร้นัย รับชวนกลับพรรคช่วยทีมเศรษฐกิจ เผย เลือดเก่าจ่อไหลกลับซ่อมบ้าน ปชป.

เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 16 กันยายน 2568 นายชัยชนะ เดชเดโช เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก่อนการประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ว่า เป็นการประชุมเพื่อหารือถึงวันเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งพรรคเปิดกว้างให้คนที่มีคุณสมบัติ ต้องยอมรับและเข้าใจการเมืองในปัจจุบัน ในการพัฒนาทางการเมือง และสถานการณ์การเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล ที่เป็นรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างน้อย และต้องจับตาดูว่าจะมีคนเก่าเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นแน่นอนและมาเรื่อยๆ

ทางด้านคำถามว่าได้มีการคุยกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีกระแสข่าวว่าจะกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายชัยชนะ เผยว่า นายอภิสิทธิ์ เป็นคนที่มีความสามารถ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค เป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองไทยที่เป็นบุคคลต้นแบบ มีอุดมการณ์ผู้รักษาสัจจะคำพูด เหมาะสมที่จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์อยู่ตลอด มีการพบกันทานข้าวและดื่มกาแฟร่วมกันเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช และนางวทันยา บุญนาค หรือ มาดามเดียร์ รวมถึงคนอื่นๆ ก็มีความเหมาะสมเช่นกัน แต่ขอให้รอดูว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาได้ด้วยความสามัคคีคือพลัง ความมีเอกภาพ

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ นายชัยชนะ โพสต์รูปในเฟซบุ๊กร่วมดื่มกาแฟกับนายกรณ์ มีการเชิญกลับเข้าพรรคด้วยหรือไม่ นายชัยชนะ ตอบว่า ตนกับนายกรณ์มีความผูกพันกันอยู่แล้ว ในเมื่อนายกรณ์ไม่ได้สังกัดพรรคไหนก็ต้องเชิญกลับมาพรรค เพราะนายกรณ์เติบโตจากพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีความเข้าใจทางเศรษฐกิจและเป็นคนทันสมัย จึงเชิญชวนให้กลับมาช่วยพรรค มาดูแลทีมเศรษฐกิจพรรค แต่นายกรณ์บอกกับตนว่าต้องการจะวางมือทางการเมือง และนายกรณ์ยืนยันยังไม่รู้ว่านายเฉลิมชัยลาออก และไม่มีนัยทางการเมือง และหลังจากนี้ตนจะไปทานข้าวกับคนอื่นอีก

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า กลุ่ม สส.นครศรีธรรมราชของนายชัยชนะ จะโหวตหนุนนายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายชัยชนะ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีกลุ่ม เราอยู่ภายใต้พรรค ก็เป็นคนของพรรค ตนมองว่านายอภิสิทธิ์มีความเหมาะสม ส่วน สส.คนอื่นต้องไปถามแต่ละคน เพราะตนไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ เมื่อถามย้ำว่านายชัยชนะ ต้องการสมัครตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาชนใช่หรือไม่ นายชัยชนะ ระบุว่า ตำแหน่งเลขาธิการพรรคสมัครไม่ได้ เป็นการแต่งตั้งโดยหัวหน้าพรรค คนที่เป็นเลขาธิการพรรคก็ต้องดูว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะเสนอชื่อใคร ส่วนคนประชาธิปัตย์ที่จะไหลกลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคหลายคน อาทิ นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรค รวมถึงนายกรณ์ด้วย ที่ตนขอให้มาช่วยทีมเศรษฐกิจพรรค.

นายชัยชนะ เดชเดโช เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้สัมภาษณ์สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้เหตุผลว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้ที่มีความสามารถและเหมาะสมกับตำแหน่งนี้

ชัยชนะหนุน อภิสิทธิ์ เหมาะนั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ นายชัยชนะยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รุ่นเก่าจะกลับเข้าร่วมพรรคอีกครั้ง เพื่อช่วยกันฟื้นฟูพรรคให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

ทำไมชัยชนะถึงมองว่าอภิสิทธิ์ เหมาะนั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์?

การที่นายชัยชนะออกมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มีต่อนายอภิสิทธิ์ หากนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จริง ก็อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพรรคในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านภาพลักษณ์ หรือในด้านการดำเนินงานต่างๆ

การตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การสนับสนุนจากนายชัยชนะในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นพรรคประชาธิปัตย์กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และยังคงมีโอกาสเสมอสำหรับผู้ที่ต้องการผลักดันให้พรรคก้าวหน้าต่อไป

การกลับมาของคนรุ่นเก่าอาจนำมาซึ่งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ แต่ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบันด้วย พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถผสมผสานคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าได้อย่างลงตัวหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

ที่มา – “ชัยชนะ” อวย “อภิสิทธิ์” เหมาะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผยเลือดเก่าจ่อไหลกลับ