วัน: 18 กันยายน 2025

อนุทินหารือหอการค้าฯ ชงมาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่”

“นายกฯอนุทิน” ขนว่าที่ครม.เศรษฐกิจ พบ หอการค้าไทย รับลูกนำข้อเสนอมาบรรจุเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ใจกว้างร่วมงานผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่สนว่าใครเป็นคนคิด ย้ำใน 4 เดือนนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยแน่นอน ด้าน “เอกนิติ” สั่งธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง ขณะที่ “หอการค้า” ชง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อ “ทีมใหม่” ขับเคลื่อนได้แน่

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ มาหารือกับหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต เพื่อทลายข้อจำกัดในการทำธุรกิจ โดยจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างรวดเร็ว

“เราจะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังแน่นอน จะพยายามเต็มที่ เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในขณะนี้ ระหว่างนี้ได้มอบให้ธปท.พิจารณา และหามาตรการรับมือแล้ว แต่การทำงานเต็มรูปแบบ จะต้องรอให้แต่งตั้งครม.อย่างเป็นทางการก่อน

นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือนให้รัฐบาลใหม่เร่งทำทันที เริ่มจากเร่งรัดการเจรจาภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง, ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34–35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก, เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี-รีซีท รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน, ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่, จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท บรรเทาความเสียหายจากหนี้เสียให้กับเอสเอ็มอี และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย , แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด พนันออนไลน์ ค้ามนุษย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์

ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เช่น เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก, พัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

“ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกฯ 7 ด้าน ประกอบด้วย 

1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ 

2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 

4.ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 

6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ 

และ7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

อนุทินหารือหอการค้าฯ ชงมาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่”

มาตรการเร่งด่วนจากหอการค้าไทยเพื่อรัฐบาลใหม่

จากเนื้อหาข้างต้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลใหม่ได้รับข้อเสนอแนะมากมายจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหอการค้าไทย ซึ่งมีความคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว การผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน การที่นายกฯ อนุทินเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถือเป็นสัญญาณที่ดี

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่หอการค้าไทยเสนอมาตรการเร่งด่วน และรัฐบาลใหม่พร้อมที่จะรับฟังและนำไปพิจารณา ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้า

อนาคตเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ การนำข้อเสนอจากหอการค้าไทยไปปฏิบัติจริง และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ที่สำคัญคือการติดตามและประเมินผลของมาตรการต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการเหล่านั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ที่มา – “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

ดุจมาราโดน่า? เดอ บรอยน์ หวนคืนหลอนแมนฯ ซิตี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมต้อนรับการกลับมาของคนที่คุ้นเคย ซึ่งอาจจะกลับมาหลอกหลอนพวกเขา เมื่อพวกเขาเริ่มต้นแคมเปญแชมเปี้ยนส์ลีกในวันพฤหัสบดีนี้

เควิน เดอ บรอยน์ คว้าแชมป์ไป 16 รายการในช่วงทศวรรษที่ซิตี้ มีแผนที่จะสร้างรูปปั้นอมตะของเขาไว้นอกสนามเอติฮัด สเตเดียม

ดาวเตะทีมชาติเบลเยียมออกจากซิตี้เมื่อสัญญาของเขาหมดลงในเดือนมิถุนายน และหลังจาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าไม่ใช่ทางเลือกของเขาที่จะจากไป ตอนนี้กำลังวางแผนที่จะล้มพวกเขาด้วยนาโปลี

การมาถึงของดาวเตะวัย 34 ปีที่เนเปิลส์ได้รับการยกย่องและเปรียบเทียบกับการมาของดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานชาวอาร์เจนตินา ซึ่งยังคงได้รับการเคารพจากผู้สนับสนุนของทีมอิตาลี

“นับตั้งแต่ มาราโดน่า นาโปลีไม่ได้เซ็นสัญญากับผู้เล่นที่มีชื่อเสียงเท่า เดอ บรอยน์” วินเซนโซ เครเดนดิโน นักข่าวที่ประจำอยู่ที่เนเปิลส์กล่าวกับ BBC Sport “มาราโดน่ามาถึงจุดสูงสุดในอาชีพของเขา แต่ เดอ บรอยน์ มาในวัย 34 ปี”

“เป็นที่ชัดเจนว่า มาราโดน่า มีความสำคัญต่อประธานสโมสร กอร์ราโด แฟร์ไลโน ในช่วงทศวรรษ 1980 อย่างไร เดอ บรอยน์คือเวอร์ชั่นในปีนี้สำหรับ [เจ้าของ] ออเรลิโอ เด ลอเรนติส

“ฉันจินตนาการได้ว่าหลังจากช่วงเวลาที่สวยงามเหล่านั้นในแมนเชสเตอร์ เขาอยากจะสร้างความประทับใจที่ยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จ เขาได้กล่าวไปแล้วว่าเขาต้องการที่จะคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และต้องการที่จะแสดงสิ่งดีๆ ในแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยเช่นกัน”

โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ กัปตันทีมนโปลีกล่าวว่า เดอ บรอยน์ มาถึงสโมสรด้วย “ความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างมาก” และอธิบายว่าเขาเป็น “แชมป์ผู้ยิ่งใหญ่”

แบ็กขวาวัย 32 ปีกล่าวเสริมว่า “เขาไม่ได้พูดถึงเพื่อนร่วมทีมเก่าของเขามากนัก แต่ฉันแน่ใจว่าเขาจะมีความสุขที่ได้กลับมาที่สนามแห่งนี้ ซึ่งเขาได้สนุกกับเกมที่ดีมากมาย

“เขาจะได้รับการต้อนรับอย่างดี พวกเขาจะยินดีที่ได้เห็นเขาและเขาสมควรได้รับมัน”

‘แกนหลักของโครงการ Conte 2.0’

อันโตนิโอ คอนเต้ อดีตบอสของเชลซีและท็อตแนม เป็นผู้บงการความสำเร็จในการคว้าสคูเด็ตโต้ของนาโปลีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และพวกเขาเริ่มต้นแคมเปญนี้ได้อย่างน่าประทับใจ โดยขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของตารางอีกครั้งด้วยสถิติชนะ 100% หลังจากผ่านไปสามเกม

มาราโดน่าผู้ล่วงลับนำทีมคว้าแชมป์ในปี 1987 และ 1990 พวกเขาจบการรอคอย 33 ปีเพื่อคว้าถ้วยรางวัลสูงสุดอีกครั้งในปี 2023 แต่กลับหลงทางในปีต่อมาด้วยการจบอันดับที่ 10

คอนเต้เข้ามารับตำแหน่งและทำงานด้วยระบบที่คุ้นเคย นั่นคือฐานที่มั่นคงโดยมีสามคนอยู่ข้างหลัง และทีมที่แข็งแกร่งทางร่างกายโดยมี โรเมลู ลูกากู อยู่ข้างหน้า

นาโปลีเบียดขึ้นเป็นจ่าฝูงเมื่อฤดูกาลที่แล้วเหนืออินเตอร์ มิลาน เพียงแต้มเดียว โดยเสียไปเพียง 27 ประตูจาก 38 เกม และโดยมีลูกากูนำเป็นดาวซัลโวของสโมสรด้วย 14 ประตู

หลังจากนำทีมไปเข้าค่ายฝึกซ้อมที่ยากลำบากในเทือกเขาเทรนติโนในช่วงปรีซีซั่น คอนเต้กำลังมองหาที่จะพัฒนาไปสู่ระบบที่เน้นการครองบอลมากขึ้น และอาการบาดเจ็บของลูกากูได้เร่งกระบวนการด้วยการมาถึงของ ราสมุส ฮอยลุนด์ จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัวพร้อมข้อผูกมัดที่จะซื้อถาวรในฤดูร้อนหน้า

เดอ บรอยน์ คือแกนหลักของโครงการ Conte 2.0″ เครเดนดิโนกล่าวเสริม “เขามีผู้เล่นที่อยู่ในสรวงสวรรค์ของผู้เล่นฟุตบอล

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นาโปลีไม่มีผู้เล่นที่มีความสามารถเท่า เดอ บรอยน์ พวกเขามีผู้เล่นอายุน้อยที่ดีที่พยายามจะขึ้นไปถึงระดับสูงสุดของฟุตบอลอย่าง วิคเตอร์ โอซิมเฮน, เอดินสัน คาวานี และ ควิชา ควารัตสเคเลีย

เดอ บรอยน์ เป็นคนที่โด่งดังอยู่แล้วเมื่อมาถึงเนเปิลส์และมีเทคนิคในอีกระดับเมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่นๆ เขาเป็นคนเดียวที่สามารถเล่นบอลได้ 60 เมตรอย่างแม่นยำ เขาเป็นทรัพยากรที่สำคัญของคอนเต้เพราะเขาเพิ่มสิ่งที่แตกต่างออกไป”

BBC Sport รายงาน ในเดือนพฤษภาคมว่ามีความผิดหวังจาก เดอ บรอยน์ ที่ซิตี้ไม่ได้เสนอการขยายสัญญาให้เขา

หลังจาก การส่งตัวที่สะเทือนอารมณ์ จากสโมสร ซึ่งทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถึงกับน้ำตาคลอ มิดฟิลด์รายนี้จะได้รับการต้อนรับแบบฮีโร่ในวันพฤหัสบดีนี้ เมื่อเขากลับไปยังสถานที่ที่เขาอธิบายว่าเป็น “บ้าน”

เดอ บรอยน์ ดูเหมือนจะปรับตัวเข้ากับที่พักใหม่ของเขาได้อย่างราบรื่น โดยทำไป 2 ประตูใน 3 เกมแรก และกองหลังของซิตี้จะทราบดีถึงคุณภาพที่เขามี

กวาร์ดิโอล่ากล่าวว่า “มันจะดีที่ได้เขากลับมา” และผู้เล่นในระดับของ เดอ บรอยน์ “ไม่ต้องการเวลามากนักในการปรับตัว”

“ฉันได้คุยกับ เควิน และได้ถามเขาหลายสิ่งหลายอย่าง” คอนเต้กล่าวเสริม “เขาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้มา 10 ปีแล้ว และมีโค้ชที่ยอดเยี่ยมอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

“เขาจะตื่นเต้นที่จะได้เล่น แต่ฉันหวังว่าหลังจากเสียงนกหวีดแรก เขาจะทรงตัวได้และจำได้ว่าเขากำลังเล่นให้กับนาโปลีและมีส่วนร่วมเหมือนที่เขาเคยทำ”

อดีตแข้งแมนฯ ยูฯ เอาคืน?

ราสมุส ฮอยลุนด์ กองหน้าชาวเดนมาร์ก ถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขี่ยทิ้งอย่างไม่เป็นทางการ และทั้งเขาและ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ อาจจะดีใจที่พวกเขาจากไปหลังจากเห็นสโมสรเก่าของพวกเขาถูกซิตี้ถล่มในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 3-0

ฮอยลุนด์ วัย 22 ปี ตั้งเป้าที่จะทิ้งช่วงเวลาที่ยากลำบากในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ไว้เบื้องหลัง และเริ่มต้นเส้นทางกับนาโปลีได้อย่างสวยงาม ทำประตูได้ในเกมประเดิมสนามใน เกมที่ชนะฟิออเรนติน่า 3-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แม็คโทมิเนย์ กองกลางเดินตามเส้นทางเดียวกันเมื่อฤดูร้อนที่แล้วด้วยการหนีจากความวุ่นวายของยูไนเต็ดในการย้ายไปเนเปิลส์ และดาวเตะวัย 28 ปีกลายเป็นฮีโร่ในทันที โดยทำไป 12 ประตูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาคว้าแชมป์

ด้วยผลกระทบดังกล่าว ดาวเตะทีมชาติสกอตแลนด์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังคล้ายกับมาราโดน่าในเมือง และได้รับการเสนอชื่อให้คว้ารางวัลบัลลงดอร์อันทรงเกียรติสำหรับผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เมื่ออยู่ที่ยูไนเต็ด

คอนเต้กล่าวว่าเขาเห็น “ศักยภาพที่ยิ่งใหญ่” ในแม็คโทมิเนย์และแทบไม่เชื่อเลยว่าเขามีโอกาสที่จะเซ็นสัญญากับเขาเมื่อเขาสามารถใช้งานได้เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว

เครเดนดิโนกล่าวเสริมว่า “ระบบของคอนเต้เริ่มสูญเสียคำจำกัดความดั้งเดิมของ ‘รูปแบบ’ โดยใส่ เดอ บรอยน์ และแม็คโทมิเนย์ลงในสนามพร้อมกัน มันเป็นระบบที่ลื่นไหลมาก แม็คโทมิเนย์อาจจะเริ่มต้นทางด้านซ้าย แต่เขามักจะเลื้อยเข้ามาข้างในสนามเสมอ

“เมื่อคุณมีฮอยลุนด์ที่วิ่งเร็วเข้าหาประตู ความสามารถของ เดอ บรอยน์ ด้วยเท้าของเขาสามารถช่วยส่งบอลไปให้เขาได้”

ดุจมาราโดน่า ไม่ว่าผลลัพธ์ในวันพฤหัสบดีจะเป็นอย่างไร สถานะอันเป็นสัญลักษณ์ของ เดอ บรอยน์ ที่ซิตี้ก็ได้รับการรับรองแล้ว แต่ตอนนี้เขาตั้งเป้าที่จะบรรลุสิ่งเดียวกันที่นาโปลี

ดุจมาราโดน่า! เควิน เดอ บรอยน์ หวนคืนหลอนแมนฯ ซิตี้

การกลับมาของ เควิน เดอ บรอยน์ สู่ถิ่นเก่าเอติฮัด สเตเดี้ยม ในฐานะคู่แข่ง เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แฟนบอลเรือใบสีฟ้าจะให้การต้อนรับเขาแบบไหน และเขาจะสามารถสร้างความแตกต่างให้กับนาโปลีได้มากแค่ไหน ต้องติดตามดูกัน

ที่มา – Lauded like Maradona – will De Bruyne return to haunt Man City?

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. สรุป

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนโผ ครม. ที่มีรัฐมนตรีบางคนอาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “ส่วยสัญชาติ” ซึ่งนายอนุทินได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโผ ครม. อันเนื่องมาจากปัญหาคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางท่าน โดยนายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้มาคุยเรื่องการค้า เรื่องผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองภายในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 กันยายน นายอนุทิน ตอบกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” ซึ่งเป็นการตอบที่ไม่เคลียร์และทำให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

อนุทินลั่น ยุคนี้ต้องไม่มี “ส่วยสัญชาติ”

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ กรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการทำพาสปอร์ตถาวร นายอนุทินกล่าวว่า “ต้องไม่มีซิ” และย้ำว่าหากได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องพวกนี้จะต้องหมดไปในสมัยของตน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้น

ประเด็น “ส่วยสัญชาติ” นี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และการออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวของนายอนุทินในครั้งนี้ สร้างความหวังให้กับประชาชนว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำทางการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชน

อนาคตของ ครม. จะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ส่วยสัญชาติ” ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รอให้นายอนุทินเข้ามาจัดการ หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชนต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.-จ่อเชือด ขรก.มหาดไทย เอี่ยว “ส่วยสัญชาติ”

วิกฤติ! “เขื่อนเจ้าพระยา” ระบายต่อเนื่อง ท่วม 300 หลัง

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! “เขื่อนเจ้าพระยา” ยังคงตรึงการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนไปแล้วกว่า 300 หลังคาเรือน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยายังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้กรมชลประทานได้แจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อน แต่ล่าสุดได้ยกเลิกการปรับเพิ่ม และคงอัตราการระบายอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที ไปก่อนในระยะนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในส่วนของพื้นที่ท้าย เขื่อนเจ้าพระยา เจ้าหน้าที่เร่งกรอกกระสอบทรายเพื่อวางแนวป้องกันในจุดเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วมชุมชน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถต้านทานปริมาณน้ำที่มากได้ ทำให้มีบ้านเรือนประชาชนท้ายเขื่อนถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 300 หลังคาเรือน

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,206 ลบ.ม./วินาที ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 16.91 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.23 เมตร/รทก. ระดับน้ำสูงขึ้นจากเมื่อวาน 30 ซม. ซึ่งระดับน้ำห่างจากตลิ่งอยู่ที่ 1.11 เมตร และเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งส่งผลทำให้ที่สถานี C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี มีปริมาณน้ำไหลผ่านจุดวัดอยู่ที่ 2,247 ลบ.ม./วินาที

นายอนุชา นาคาศัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ ต.หาดอาษา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมให้กำลังใจชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่กำลังช่วยกันกรอกกระสอบทราย เพื่อสร้างเป็นคันป้องกันน้ำท่วม หลังจากที่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้จะล้นข้ามถนน

นายอิทธิรัชต์ อาสาสรรพกิจ กำนันตำบลหาดอาษา เผยว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ยังถือว่าปลอดภัย แต่มีบางจุดที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำอาจเสี่ยงที่น้ำจะเอ่อล้นได้ ทางเทศบาลตำบลหาดอาษา ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่ ได้ร่วมกันกรอกกระสอบทรายเสริมป้องกันน้ำ หาก เขื่อนเจ้าพระยา มีการเพิ่มการระบายน้ำจากเดิม 2,200 ลบ.ม./วินาที ก็จะมีจุดเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังกังวลใจในเรื่องของสถานการณ์น้ำ และต้องการกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

เบื้องต้นได้ประสานไปยังนายอำเภอสรรพยา เพื่อขอกำลังพลเจ้าหน้าที่ทหาร จากกองบิน 4 และเจ้าหน้าที่ทหาร จากศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินทหารบก จ.ลพบุรี คาดว่าสถานการณ์น้ำในปีนี้คงไม่เกิดวิกฤติมากนักในพื้นที่ แต่ก็ยังกังวลใจในเรื่องของพายุที่อาจจะเข้ามาทางด้านตอนบน

เขื่อนเจ้าพระยา

สถานการณ์ปัจจุบันของเขื่อนเจ้าพระยา

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจาก เขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างมาก การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

  • การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ
  • การขุดลอกคูคลอง
  • การสร้างพื้นที่แก้มลิง

มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วม และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือกำลังแรงกาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องร่วมชาติ

ที่มา – “เขื่อนเจ้าพระยา” ตรึงการระบายต่อเนื่อง เอ่อล้นท่วมบ้านประชาชนแล้ว 300 หลัง

รอง ผกก.คฝ.ย้ำ ตำรวจสลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

รอง ผกก.ควบคุมฝูงชน ย้ำเจ้าหน้าที่ทำตามหลักสากล กรณีสถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็น พร้อมยืนยันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เน้นป้องกันเจ้าหน้าที่

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ.) เปิดเผยถึงยุทธวิธีและแนวปฏิบัติในการควบคุมฝูงชนว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดขั้นตอนการทำงานแบบไล่ระดับ เริ่มจากการตั้งแถว การเคลื่อนกำลัง (Move-in) การแจ้งเตือน การเจรจา หากไม่เป็นผลและสถานการณ์รุนแรงขึ้นจึงจะใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ หรือกระสุนยาง และหากเกิดการเผชิญหน้าในระยะประชิดและรุนแรงมากอาจต้องใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นหลักการปฏิบัติในระดับสากล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หน้างาน

โดยเหตุการณ์เมื่อวันที่ผ่านมา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตนมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีการรุกล้ำเข้ามาและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ถือเป็นเหตุอันควรที่เจ้าหน้าที่สามารถตอบโต้ได้อย่างชอบธรรมด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางในการควบคุม ซึ่งบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาน้อยเกินไป พ.ต.ท.ศรายุทธชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ไม่มีหน้ากากป้องกัน และไม่สามารถคาดเดาทิศทางลมได้ หากใช้แก๊สน้ำตาจำนวนมากจะกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ จะส่งผลกระทบทั้งฝั่งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่เอง

พ.ต.ท.ศรายุทธ ยืนยันว่าอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยแก๊สน้ำตาจะทำให้แสบร้อนหรือหายใจติดขัดแต่จะทุเลาเอง ส่วนกระสุนยางเจ้าหน้าที่มีเป้าหมายยิงต่ำกว่าระดับศีรษะเพื่อลดอันตราย อย่างไรก็ตามระหว่างการควบคุมฝูงชนที่มีการเคลื่อนไหวอาจเกิดความคลาดเคลื่อนบ้าง

และการใช้อุปกรณ์พิเศษเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่เอง เพราะไม่อาจรู้ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่ โดยกระสุนยางจะใช้ในระยะไม่ต่ำกว่า 10-15 เมตร และไม่เกิน 25 เมตร ขณะที่แก๊สน้ำตาแบบขว้างจะใช้ในระยะ 10-25 เมตร และแบบยิงใช้ในระยะ 50-150 เมตร ทั้งนี้หากการเจรจาและการเตือนบรรลุผล เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องเรดาร์เสียง L-RAD ซึ่งปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อผลักดันกลุ่มฝูงชนให้ออกไป หากอยู่ใกล้และนานอาจส่งผลกระทบต่อการได้ยิน เครื่องดังกล่าวจะใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันการกระทบกระทั่ง โดยเสียงมีความถี่สูงกว่าเสียงเครื่องบินขึ้นจากสนามบินอีก

พ.ต.ท.ศรายุทธ ระบุว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชามีเจตนายุยงให้ไทยใช้ความรุนแรง ซึ่งตนไม่เห็นด้วยเพราะจะก่อปัญหามากขึ้นและกระทบชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าการควบคุมฝูงชนเมื่อวานใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก โดยมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนกับทหาร และภารกิจควบคุมฝูงชนเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่ของทหาร

รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้เกิดคำถามถึงวิธีการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการควบคุมสถานการณ์ พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ. ได้ออกมาอธิบายถึงขั้นตอนและยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ใช้ โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักสากล และมีการใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม

ความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักสากลในการสลายม็อบ

พ.ต.ท.ศรายุทธเน้นย้ำว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมฝูงชนเป็นไปตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งอ้างอิงจากหลักสากล โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจนตั้งแต่การเจรจา การแจ้งเตือน ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์พิเศษเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น การปฏิบัติตามหลักสากลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ:

  • ลดความรุนแรง: การมีขั้นตอนที่ชัดเจนและใช้กำลังตามความเหมาะสมจะช่วยลดโอกาสในการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ
  • สร้างความโปร่งใส: การปฏิบัติงานตามหลักสากลทำให้การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน: หลักสากลให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม และกำหนดขอบเขตการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

แม้ว่าการสลายการชุมนุมจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หากจำเป็นต้องทำ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยึดมั่นในหลักสากล เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นย้ำว่าการใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง มีเป้าหมายเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และควบคุมสถานการณ์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายผู้ชุมนุม และมีการจำกัดการใช้อุปกรณ์ตามระยะทางและสถานการณ์ที่เหมาะสม

การที่ รอง ผกก.คฝ. ออกมาย้ำถึงการปฏิบัติงานตามหลักสากลในการสลายม็อบกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้กำลังอย่างเหมาะสมและการเคารพสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

ABC พักงาน จิมมี คิมเมล หลังวิจารณ์ ชาร์ลี เคิร์ก

เกิดอะไรขึ้นกับ จิมมี คิมเมล พิธีกรชื่อดัง? เอบีซี (ABC) สถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศ ABC พักงาน จิมมี คิมเมล อย่างไม่มีกำหนด หลังจากการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวา

โฆษกของสถานีโทรทัศน์เอบีซีได้แถลงการณ์ว่า รายการ “Jimmy Kimmel Live!” จะงดออกอากาศอย่างไม่มีกำหนด สร้างความตกใจให้กับแฟนๆ รายการทั่วโลก ในขณะที่ตัวของ จิมมี คิมเมล เองยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่คิมเมลได้แสดงความคิดเห็นในรายการของเขาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า “กลุ่มผู้สนับสนุน MAGA (Make America Great Again) พยายามที่จะใช้ประโยชน์ทางการเมืองจากการฆาตกรรมเด็กที่สังหารชาร์ลี เคิร์ก” นอกจากนี้ เขายังวิพากษ์วิจารณ์การลดธงครึ่งเสาเพื่อเป็นเกียรติแก่เคิร์ก และเยาะเย้ยปฏิกิริยาของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

แน่นอนว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป โดยออกมาแสดงความยินดีกับการตัดสินใจของเอบีซีผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยโพสต์ข้อความว่า “ข่าวดีสำหรับอเมริกา รายการของ จิมมี คิมเมล ที่เรตติ้งตกต่ำถูกยกเลิกแล้ว” และยังได้วิพากษ์วิจารณ์พิธีกรชื่อดังคนอื่นๆ อย่าง จิมมี่ ฟอลลอน และ เซท มายเออร์ส อีกด้วย

ความเห็นของคิมเมลยังทำให้ เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการการสื่อสารกลางแห่งสหรัฐฯ (FCC) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยทรัมป์ ไม่พอใจอย่างมาก และเรียกร้องให้เอบีซีดำเนินการกับคิมเมล อย่างไรก็ตาม แอนนา โกเมซ สมาชิกพรรคเดโมแครตเพียงคนเดียวใน FCC ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นของคาร์ โดยกล่าวว่า “การกระทำความรุนแรงทางการเมืองที่ไม่สามารถให้อภัยได้ โดยบุคคลที่มีจิตใจไม่ปกติ ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเซ็นเซอร์หรือควบคุมที่กว้างขวางยิ่งขึ้น”

การตัดสินใจ ABC พักงาน จิมมี คิมเมล ในครั้งนี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสหภาพแรงงานนักเขียนแห่งฮอลลีวูด (WGA) และสหภาพแรงงานนักแสดง (Sag-Aftra) ว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ

การตัดสินใจของเอบีซีเกิดขึ้นหลังจากที่ เน็กซ์สตาร์ มีเดีย ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ในสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะไม่นำรายการของคิมเมลมาออกอากาศ “จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม” โดยให้เหตุผลว่าความเห็นของคิมเมลนั้น “ก้าวร้าวและไม่ละเอียดอ่อน” ในขณะที่ ซินแคลร์ ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดของเอบีซีในสหรัฐฯ ก็ได้ประกาศว่าจะออกอากาศรายการพิเศษเพื่อรำลึกถึงเคิร์กแทนรายการของคิมเมลในวันศุกร์นี้

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์ของคิมเมลได้เปิดเผยกับ CNBC ว่า คิมเมลยังไม่ถูกไล่ออก แต่ผู้บริหารของเอบีซีจะพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เขาควรพูดเมื่อกลับมาออกอากาศอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน บริเวณด้านนอกสตูดิโอของคิมเมลในย่านฮอลลีวูด แฟนรายการที่มาเข้าคิวเพื่อชมการบันทึกเทปต่างแสดงความผิดหวังกับการถูกยกเลิกรายการ ในขณะที่มีกลุ่มผู้ประท้วงกลุ่มเล็กๆ ชูป้ายที่มีข้อความว่า “ทรัมป์ต้องไปเดี๋ยวนี้”

ABC พักงาน จิมมี คิมเมล หลังวิจารณ์ ชาร์ลี เคิร์ก

สถานการณ์นี้ยังคงเป็นที่จับตามองและมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมอเมริกัน และเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าอนาคตของ จิมมี คิมเมล ในวงการโทรทัศน์จะเป็นอย่างไรต่อไป

ผลกระทบจากการที่ ABC พักงาน จิมมี คิมเมล

การที่ ABC พักงาน จิมมี คิมเมล ส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตัวพิธีกรเอง ทีมงานรายการ แฟนรายการ และแม้กระทั่งสถานีโทรทัศน์เอบีซีเอง เรตติ้งของสถานีอาจลดลงเนื่องจากการขาดหายไปของรายการยอดนิยม และอาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากโฆษณาด้วย

  • ผลกระทบต่อตัวพิธีกร จิมมี คิมเมล: อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและอาชีพการงาน
  • ผลกระทบต่อทีมงาน: อาจทำให้ทีมงานต้องเผชิญกับการว่างงาน
  • ผลกระทบต่อแฟนรายการ: แฟนรายการอาจรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจ
  • ผลกระทบต่อสถานีโทรทัศน์เอบีซี: อาจส่งผลกระทบต่อเรตติ้งและรายได้

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของประเด็นทางการเมืองและสังคมในสหรัฐอเมริกา และความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกและความรับผิดชอบในการแสดงความคิดเห็น

การที่ ABC ตัดสินใจพักงานจิมมี่ คิมเมลเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกและความรับผิดชอบต่อสังคม การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิที่สำคัญ แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นด้วย

ที่มา – ABC พักงานพิธีกรดัง “จิมมี คิมเมล” ไม่มีกำหนด หลังวิจารณ์เหตุสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

ตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง D4vd เป็นหญิงที่หายตัว

ตร.ลอสแอนเจลิสยืนยัน ศพที่ถูกพบเน่าเปื่อยอยู่ในรถเทสลาของนักร้องดัง “D4vd” คือเด็กวัยรุ่นอายุ 15 ปีที่หายตัวไปกว่า 1 ปี ตร.เร่งสอบสวนเพิ่มเติมหาสาเหตุการตายและความเชื่อมโยงต่างๆ  

วันที่ 17 กันยายน 2568 สำนักงานชันสูตรศพประจำเทศมณฑลลอสแอนเจลิส ยืนยันว่า ร่างมนุษย์ที่ถูกพบอยู่ในรถยนต์เทสลา ทะเบียนเท็กซัส ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ชื่อจริงของนักร้องหนุ่ม D4vd หรือ นายเดวิด แอนโธนี เบิร์ก คือ “เซเลสต์ ริวาส เด็กหญิงวัย 15 ปีที่ถูกแจ้งหายไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2567

โดยศพถูกค้นพบเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ลากรถเทสลาคันนี้ไปเก็บในลานพักรถของตำรวจฮอลลีวูด เพราะถูกทิ้งร้างไว้ในย่านฮอลลีวูด ฮิลล์ ซึ่งผลการตรวจพบว่าศพมีลักษณะสวมกางเกงเลกกิ้งสีดำ เสื้อเกาะอก และเครื่องประดับโลหะบางชิ้น รวมถึงรอยสักที่นิ้ว ซึ่งตรงกับคำบรรยายที่แม่ของเธอเคยให้ข้อมูลไว้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานชันสูตรฯ ระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด และยังไม่มีการจัดประเภทว่าเป็นการฆาตกรรม อุบัติเหตุ หรือสาเหตุอื่นๆ ขณะที่ตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลผู้ต้องสงสัยใดๆ  

ก่อนหน้านี้ แม่ของเซเลสต์ให้สัมภาษณ์กับสื่อ TMZ ว่า เธอสงสัยมาตั้งแต่แรกว่าศพที่พบอาจเป็นลูกสาว เนื่องจากรายละเอียดตรงกัน อีกทั้งยังเปิดเผยว่าลูกเคยมีแฟนชื่อ เดวิด เช่นเดียวกับชื่อจริงของนักร้อง D4vd ซึ่งทำให้เธอไม่สบายใจ

ด้านนักร้องหนุ่ม D4vd ผู้เป็นเจ้าของรถ ประกาศยกเลิกการทัวร์คอนเสิร์ต และแหล่งข่าวใกล้ชิดเผยว่าเจ้าตัวให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ โดยรถคันนี้ไม่เคยถูกแจ้งหายหรือถูกขโมย ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของสาเหตุการตายและความเชื่อมโยงต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวพันกับบุคคลใกล้ชิดของผู้ตาย.

ตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง D4vd เป็นหญิงที่หายตัว

เรื่องราวสุดสะเทือนใจนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อมีการยืนยันว่าศพที่พบในรถของนักร้องหนุ่ม D4vd คือเด็กสาวที่หายตัวไปเมื่อปีก่อน คดีนี้มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ทำให้สังคมต่างจับตามองว่าตำรวจจะสามารถคลี่คลายปมปริศนานี้ได้อย่างไร

การที่ตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง D4vd เป็นหญิงที่หายตัวไป ทำให้เกิดคำถามมากมาย ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของเซเลสต์ ริวาส? ทำไมนักร้องหนุ่ม D4vd ถึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้? และอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการตาย?

ตำรวจกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาคำตอบ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก แม้ว่า D4vd จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเซเลสต์

ความคืบหน้าล่าสุด คดีตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง D4vd

ถึงแม้ว่าสาเหตุการตายของเซเลสต์ ริวาส จะยังไม่ถูกระบุ แต่ตำรวจกำลังพุ่งเป้าไปที่การสืบสวนความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนเก่าของเธอที่มีชื่อว่า เดวิด ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับนักร้องหนุ่ม D4vd

นอกจากนี้ ตำรวจยังตรวจสอบประวัติการใช้โทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียของเซเลสต์ เพื่อหาเบาะแสที่อาจนำไปสู่การไขคดีได้

สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับคดีตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง D4vd

  • ศพที่พบในรถของนักร้อง D4vd คือ เซเลสต์ ริวาส เด็กหญิงวัย 15 ปีที่หายตัวไปเมื่อปีก่อน
  • สาเหตุการตายยังไม่ถูกระบุ
  • ตำรวจกำลังสืบสวนความเชื่อมโยงระหว่างเซเลสต์กับบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งนักร้อง D4vd
  • D4vd ให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่

คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาที่รอการคลี่คลาย แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การตายของเซเลสต์ ริวาส เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร

การที่ตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง D4vd เป็นหญิงที่หายตัวไป จุดประกายให้สังคมหันมาให้ความสนใจกับปัญหาการหายตัวไปของเยาวชนมากขึ้น เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน และให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ที่มา – ตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง “D4vd” เป็นหญิงวัยรุ่นที่หายตัวไปเมื่อปีก่อน เร่งสืบต่อคลายปมเหตุการตาย

เร่งตามหา! กำไลทองคำโบราณ 3,000 ปี หาย

อียิปต์กำลังเร่งตามหากำไลทองคำโบราณอายุกว่า 3,000 ปี ที่หายไปจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร เกรงว่าจะถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ

กำไลทองคำโบราณชิ้นนี้มีความหายาก ทำจากทองคำและประดับด้วยลูกปัดลาพิสลาซูลีทรงกลม มีอายุย้อนไปถึงสมัยฟาโรห์อเมเนโมเปแห่งราชวงศ์ที่ 21 (993 – 984 ปีก่อนคริสตกาล) ถือเป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่ประเมินค่ามิได้

กระทรวงโบราณวัตถุออกแถลงการณ์ว่า ได้ดำเนินการทันทีหลังทราบว่ากำไลทองคำโบราณได้หายไปจากห้องปฏิบัติการบูรณะ และได้แจ้งความต่อตำรวจแล้ว

ทางการได้ส่งภาพกำไลไปยังสนามบิน ท่าเรือ และด่านชายแดนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบนำโบราณวัตถุออกนอกประเทศ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและทำบัญชีโบราณวัตถุทั้งหมดในห้องบูรณะ

กระทรวงโบราณวัตถุชี้แจงว่า ได้เลื่อนการประกาศข่าวการหายไปของกำไล เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ไม่ได้ระบุวันที่พบว่ากำไลหายไป

หนังสือพิมพ์ Al-Misri al-Yawm รายงานว่า เหตุการณ์นี้ถูกตรวจพบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เตรียมจัดส่งโบราณวัตถุหลายสิบชิ้นไปจัดแสดงที่กรุงโรมในเดือนหน้า ทำให้น่าสงสัยว่าการหายไปของกำไลเกี่ยวข้องกับการจัดแสดงหรือไม่

พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในไคโรเป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีโบราณวัตถุมากกว่า 170,000 ชิ้น รวมถึงหน้ากากศพไม้ลงรักปิดทองของฟาโรห์อเมเนโมเป

เร่งตามหากำไลทองคำโบราณ อายุกว่า 3,000 ปี หาย

การหายไปของกำไลโบราณเกิดขึ้นเพียง 6 สัปดาห์ก่อนพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งใหม่ (Grand Egyptian Museum) ที่เมืองกิซา ซึ่งจะนำสมบัติจากสุสานตุตันคามุนมาจัดแสดงอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์นี้ยิ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของโบราณวัตถุล้ำค่าของอียิปต์

ความสำคัญของกำไลทองคำโบราณที่หายไป

  • อายุเก่าแก่: มีอายุกว่า 3,000 ปี ทำให้เป็นวัตถุโบราณที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
  • วัสดุและงานฝีมือ: ทำจากทองคำและประดับด้วยลูกปัดลาพิสลาซูลี ซึ่งเป็นวัสดุล้ำค่าในสมัยโบราณ แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งและอำนาจของฟาโรห์
  • ความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์: เชื่อมโยงกับฟาโรห์อเมเนโมเปแห่งราชวงศ์ที่ 21 ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สำคัญของอียิปต์

การหายไปของกำไลทองคำโบราณนี้ไม่ใช่แค่การสูญเสียวัตถุโบราณ แต่เป็นการสูญเสียชิ้นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอียิปต์ การค้นหาและนำกำไลกลับคืนมาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมของโลก

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ในอียิปต์ และความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการจัดการโบราณวัตถุ เพื่อป้องกันการสูญเสียโบราณวัตถุล้ำค่าในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทางการอียิปต์ยังคงมุ่งมั่นที่จะติดตามหากำไลทองคำโบราณชิ้นนี้กลับคืนมา และหวังว่าจะสามารถนำกลับมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมและเรียนรู้ต่อไป

ที่มา – เร่งตามหากำไลทองคำโบราณ อายุกว่า 3,000 ปี หายไปจากพิพิธภัณฑ์ไคโร

กษัตริย์ชาร์ลส์-ทรัมป์ ยกย่องสัมพันธ์พิเศษ

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสชื่นชม ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อความมุ่งมั่นในการหาทางออกต่อความขัดแย้ง ด้านทรัมป์กล่าวยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่า “คำว่าพิเศษยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายได้”

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อความมุ่งมั่นในการหาทางออกต่อความขัดแย้งระดับโลก พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อยูเครนในการต้าน “ทรราช” ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรัฐพิธี ณ พระราชวังวินด์เซอร์เมื่อคืนวันพุธ ขณะที่ทรัมป์ตอบรับด้วยการยกย่องความสัมพันธ์พิเศษระหว่างสองประเทศว่า “คำว่าพิเศษยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายได้” สะท้อนถึงความสำคัญของความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ในงานเลี้ยงสุดหรูที่มีแขก 160 คน สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ทรงเน้นย้ำถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างทั้งสองประเทศ และความจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม การค้า และการทหาร “ประชาชนของเราได้ต่อสู้และเสียชีวิตร่วมกันเพื่อคุณค่าที่เรายึดมั่น” สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์และรัฐบาลของทั้งสองชาติ

การเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการครั้งที่สองของทรัมป์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์อังกฤษและประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงช่วงเวลาที่เป็นกันเองขณะชมการสวนสนาม โดยกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงหยอกล้อทรัมป์ให้ระวังดาบของทหารคนหนึ่ง สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและผ่อนคลาย

ทรัมป์ยังได้แสดงความชื่นชมอย่างมากต่อเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน โดยกล่าวว่าเจ้าชายจะเป็น “ความสำเร็จที่น่าเหลือเชื่อในอนาคต” และเรียกเจ้าหญิงว่าเป็น “ผู้ที่เปล่งประกาย สุขภาพดี และงดงาม” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกราชวงศ์รุ่นใหม่

ในช่วงของการเยือน ทรัมป์ยังได้แสดงความสนใจอย่างยิ่งขณะเข้าชมโบสถ์เซนต์จอร์จ และแสดงความเคารพต่อหลุมฝังพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ผู้ซึ่งเขายกย่องมาโดยตลอด การกระทำนี้เป็นการแสดงความเคารพต่อสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษและเป็นการแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระองค์

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยกองเกียรติยศกว่า 1,300 นาย ซึ่งถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเยือนรัฐพิธีของสหราชอาณาจักร สะท้อนความพยายามของรัฐบาลอังกฤษที่ต้องการกระตุ้นให้สหรัฐฯ รักษาพันธกิจที่มีต่อนาโตและสนับสนุนยูเครน

การเยือนของรัฐในครั้งนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการทูตแบบ “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่ใช้การต้อนรับของราชวงศ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างสหรัฐฯ โดยในงานเลี้ยงครั้งนี้มีผู้นำบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเข้าร่วมมากกว่าคนดัง เช่น ทิม คุก จากแอปเปิล และแซม อัลต์แมน จาก OpenAI นอกจากนี้ ยังมีการประกาศการลงทุนมูลค่า 150,000 ล้านปอนด์ จากสหรัฐฯ ในสหราชอาณาจักร รวมถึง 22,000 ล้านปอนด์จากไมโครซอฟท์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ในวันนี้ (18 ก.ย.) ทรัมป์จะเดินทางไปพบปะกับนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ที่บ้านพัก เพื่อหารือประเด็นทางการเมืองและการค้า โดยกิจกรรมต่าง ๆ ในครั้งนี้ของทรัมป์จัดขึ้นเป็นการส่วนตัวและไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าร่วม ซึ่งแตกต่างจากการเยือนครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการประท้วงต่อต้านทรัมป์เกิดขึ้นในกรุงลอนดอนและบริเวณใกล้เคียงพระราชวังวินด์เซอร์.

กษัตริย์ชาร์ลส์–ทรัมป์ ยกย่องความสัมพันธ์พิเศษอังกฤษ–สหรัฐฯ ระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธี

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ กษัตริย์ชาร์ลส์–ทรัมป์ ยกย่องความสัมพันธ์พิเศษอังกฤษ–สหรัฐฯ ระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธี ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความพยายามในการกระชับมิตรไมตรีระหว่างสองชาติ

ความสำคัญของ กษัตริย์ชาร์ลส์–ทรัมป์ ยกย่องความสัมพันธ์พิเศษอังกฤษ–สหรัฐฯ

การที่ กษัตริย์ชาร์ลส์–ทรัมป์ ยกย่องความสัมพันธ์พิเศษอังกฤษ–สหรัฐฯ ระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธี ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการทางการทูต แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างสองประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามมาเป็นผลพลอยได้ที่สำคัญซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งสองชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ที่สืบทอดมายาวนานและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของโลก การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กษัตริย์ชาร์ลส์–ทรัมป์ ยกย่องความสัมพันธ์พิเศษอังกฤษ–สหรัฐฯ ระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธี